บทที่ 2
การเดินทางครั้งนี้ของพวกเขาเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ ทุกวันแทบไม่ได้หยุดพัก มีเพียงช่วงก่อนหน้านี้ที่อากาศกลับมาหนาวเย็น ทำให้การเดินทางต้องล่าช้าไปไม่น้อย
เดินทางมาถึงตอนนี้จึงนับว่าใกล้ถึงที่หมายเสียที
เหตุการณ์ฟ้าผ่าเมื่อตอนกลางวันไม่ได้ส่งผลต่อการเดินทางแต่อย่างใด ภายหลังยังเพิ่มความเร็วมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ คล้ายว่ายิ่งเดินทางยิ่งรีบเร่ง
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันเป็นคนจงใจเร่งความเร็วเอง พอยิ่งใกล้ถึงเหลียงโจว เขาก็บ่นโวยวายน้อยลง น่าจะเพราะอารมณ์ดีขึ้น อย่างตอนนี้เดินทางอยู่ดีๆ ยังเอ่ยหยอกเย้าผู้คนรอบข้างขึ้นมาด้วย “ดูท่าฟ้าผ่าตอนนั้นจะไม่ได้หมายขู่ขวัญพวกเรา แต่เป็นสวรรค์เห็นเหลียงโจวมีงานมงคลเลยมาร่วมความครึกครื้นด้วย! เช่นนี้เห็นทีจะเป็นคู่แท้ที่สวรรค์ลิขิตมาแน่นอน!” กล่าวจบยังไม่ลืมดึงเฟิงอู๋จี๋มามีส่วนร่วมด้วย “คุณชายเฟิง ท่านเห็นด้วยหรือไม่”
เฟิงอู๋จี๋แค่นเสียงเย็นหนักๆ เป็นการตอบกลับ เสียงดังมาจากที่ไกลมาก คาดว่าน่าจะติดตามอยู่ข้างหลังอีกแล้ว
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันเสียงดังเพียงนี้ อยากจะไม่ได้ยินยังยากเลย
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในรถม้า รู้สึกแค่ว่าเขาพูดมากจนน่ารำคาญ สายตาของนางเหลือบมองไปทางบานหน้าต่างทีหนึ่ง ก่อนเอื้อมมือหยิบตำราพับทบขนาดเท่าฝ่ามือเล่มหนึ่งออกมาจากห่อผ้าไหมสีเขียว
การเดินทางครั้งนี้ทั้งยาวไกลและยาวนาน นอกจากอ่านตำราก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะฆ่าเวลาได้แล้ว
ความจริงอ่านอยู่ไม่นาน ความสนใจของนางก็ไม่ได้อยู่ที่ตำราแล้ว ยามที่แสงสว่างส่องทะลุบานหน้าต่างเข้ามาผสานไปด้วยแสงแดดที่ไม่อบอุ่นไม่หนาวเย็น คิดว่าน่าจะพ้นช่วงเที่ยงวันแล้ว เฟิงซุ่นอินปิดตำราพับทบ หันไปเอ่ยกับคนที่อยู่นอกหน้าต่างว่า “หยุดสักครู่”
เดินทางมานานเพียงนี้ นี่กลับเป็นครั้งแรกที่นางเอ่ยปากร้องขอ ข้างรถม้ามีสาวใช้ที่คล่องแคล่วก้าวเข้ามาถามใกล้บานหน้าต่าง “ฮูหยินต้องการดื่มน้ำหรือพักผ่อนเจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินเอ่ย “ไม่ต้อง แถวนี้น่าจะมีศาลาริมทางอยู่แห่งหนึ่ง ขอจอดพักตรงนั้นสักครู่ก็พอ”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันได้ยินแล้วชิงเอ่ยแทรกเสียงดัง “ฮูหยินเคยมาที่นี่หรือไร รู้ได้อย่างไรว่าที่นี่มีศาลาริมทางอยู่หลังหนึ่ง”
เฟิงซุ่นอินตอบกลับ “เคยอ่านเจอในบันทึกการเดินทางเล่มหนึ่ง ไม่เคยเห็นกับตา”
“ในเมื่อเคยอ่านมาสมัยก่อน เช่นนั้นก็น่าจะจำผิดไป ตอนที่ข้าเดินทางไปฉางอันไม่เห็นว่าข้างหน้านี้จะมีศาลาริมทางอะไร!” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันไม่เก็บไปใส่ใจ
“ไม่อย่างนั้นคงเขียนผิด” เฟิงซุ่นอินเอ่ย
“หือ?” หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่ขี่ม้าอยู่เหลียวหลังมองรถม้าทีหนึ่งด้วยความรู้สึกแปลกๆ ขณะคิดในใจว่าประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร เหตุใดถึงมั่นใจเพียงนี้ว่าไม่ได้จำผิด!
ผู้ติดตามคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างขยับเข้าใกล้แล้วเอ่ยกับเขาเสียงเบาว่าเดิมทีมีศาลาริมทางอยู่หลังหนึ่ง เพียงแต่อยู่ติดกับภูเขา เป็นเพราะถนนหลวงเปลี่ยนเส้นทางมานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้อยู่บนทางข้างหน้าเท่านั้นเอง
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าทันควัน กลอกตามองบนให้กับผู้ติดตามอยู่นาน ก่อนชำเลืองมองรถม้าแล้วได้แต่โบกมือเอ่ย “เช่นนั้นก็ฟังคำพูดของฮูหยิน แวะไปหยุดพักตรงนั้นสักพัก!”
คณะเดินทางมุ่งหน้าออกไปด้านข้างตามคำสั่ง ก่อนจะหยุดลงด้านนอกศาลาริมทางที่เก่าผุพังหลังหนึ่ง
รถม้าเพิ่งจอดสนิท เฟิงซุ่นอินก็เลิกม่านไม้ไผ่ตรงประตูรถชะโงกตัวออกมา
สาวใช้คนหนึ่งรีบวิ่งมาวางแท่นเหยียบ นางก้าวลงบนแท่นเหยียบลงจากรถม้า ก่อนจัดหมวกม่านแพรเล็กน้อยแล้วเดินไปทางด้านหลังรถม้า
เฟิงอู๋จี๋ติดตามอยู่ด้านหลังคณะตามคาด คณะเดินทางเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขากลับชะลอลงจนตามไม่ทัน เวลานี้ขี่ม้าทิ้งห่างอยู่ด้านหลังช่วงใหญ่ราวกับไม่เต็มใจเดินทางไปต่ออย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นเฟิงซุ่นอินลงจากรถม้าทั้งยังมุ่งหน้ามาที่ตนเอง เขาถึงได้หนีบท้องม้า กระตุ้นม้าวิ่งเหยาะๆ ไปถึงตรงหน้านาง
เฟิงซุ่นอินหยุดยืนอยู่หน้าม้าของเขาแล้วพูดว่า “ถึงเวลาต้องจากกันแล้ว”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันพอได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าถึงเวลาอำลากับคุณชายสกุลเฟิงผู้โมโหมาตลอดทางท่านนี้เสียที จึงยินดีปรีดายิ่ง รีบสั่งให้ทุกคนขี่ม้าถอยห่างออกไปด้านข้างทันที จะได้ให้สองพี่น้องรีบๆ บอกลากันให้เสร็จ
มิฉะนั้นหากต้องคอยเผชิญหน้ากับคุณชายหน้าตาเย็นชาเช่นนี้ทุกวัน คนไม่รู้จะหลงนึกว่าพวกเขาหลอกคนมาแต่งงานจริงๆ!
เฟิงอู๋จี๋ลงจากม้า ผงกศีรษะให้เฟิงซุ่นอินด้วยความไม่เต็มใจ
การเดินทางครั้งนี้เขาไม่อาจร่วมขบวนแต่งงานไปด้วยจนถึงปลายทาง เพราะยังต้องรีบกลับไปรับตำแหน่งอีก
อาจมีสาเหตุมาจากฎีกาฉบับนั้นของผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจว ในเมื่อฮ่องเต้ทราบเรื่องแล้วย่อมต้องแสดงเจตนา ‘พระเมตตาแผ่ไพศาลถึงแดนซีเป่ย’ ออกมาให้เห็นจริงๆ เพื่อให้เฟิงซุ่นอินแต่งออกไปอย่างมีหน้ามีตามากขึ้น ครั้งนี้ไม่เพียงแต่พระราชทานสินเดิมให้ ยังมอบตำแหน่งเสนาธิการงานพลาธิการในฉินโจวให้กับเฟิงอู๋จี๋เป็นพิเศษด้วย