ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 1-3
แม้จะเป็นตำแหน่งขุนนางนอกเมืองหลวง ระดับขั้นไม่สูง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดีกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่าแล้ว ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรก่อนหน้านี้คนสกุลเฟิงก็ไม่มีวาสนาได้เข้ารับราชการเลยด้วยซ้ำ
“ทำหน้าบึ้งไปไยเล่า” เฟิงซุ่นอินเอ่ย “สกุลเฟิงไม่เหลืออะไรแล้ว บัดนี้มีโอกาสได้พลิกฟื้นสถานการณ์ ควรรู้สึกโชคดีมากกว่านะ”
เฟิงอู๋จี๋เอ่ยอย่างอัดอั้นตันใจ “แต่ไม่ว่ามองอย่างไรล้วนคล้ายเอาท่านพี่มาแลกกับอนาคตของข้า”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่การเต็มใจแลกของข้าเอง”
เฟิงอู๋จี๋ตกตะลึง
เฟิงซุ่นอินเอ่ยเรียบๆ “ข้าเองก็เบื่อหน่ายกับการถูกขังอยู่ที่ฉางอันตลอดเวลานานแล้ว”
เฟิงอู๋จี๋อ้าปากค้าง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าสำหรับนางแล้วช่วงเวลาหลายปีมานี้ที่ฉางอันไม่มีความทรงจำน่ายินดีอะไรให้ย้อนนึกถึงจริงๆ เขาก็พูดอะไรไม่ออก
เฟิงซุ่นอินผินหน้ามองไปทางหัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่กำลังขี่ม้าอย่างเบื่อหน่ายอยู่ไกลๆ ก่อนหันกลับมากดเสียงลงเอ่ย “ก่อนจากกันข้ามีบางอย่างจะฝากฝังเจ้า ฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันทรงให้ความสำคัญกับชายแดน ทุกคนในใต้หล้าล้วนรับรู้ หลังเจ้าไปอยู่ที่ฉินโจว หากสามารถช่วยสังเกตการณ์แนวชายแดนแทนฝ่าบาท เป็นหูเป็นตาให้พระองค์ได้ล่ะก็ เป็นไปได้มากที่จะคว้าโอกาสฟื้นฟูสกุลเฟิงขึ้นมาใหม่” นางชะงักไปแล้วเอ่ยต่อว่า “ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
เฟิงอู๋จี๋มองนางอย่างแปลกใจ นึกไม่ถึงว่านางจะคิดไปไกลเพียงนี้ คงมิใช่ว่าที่ตลอดการเดินทางไม่แยแสเรื่องการแต่งงานเพราะล้วนกำลังใคร่ครวญถึงเรื่องนี้หรอกนะ จากนั้นเขารีบเข้าใกล้นางแล้วพูดอย่างร้อนรนว่า “ท่านคงไม่ได้คิดจะ…ข้าเป็นห่วงด้วยซ้ำว่าท่านจะมีชีวิตไม่ดีที่เหลียงโจว แล้วท่านจะช่วยเหลือข้าได้อย่างไร ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรทุกวันนี้ท่านยัง…”
เบื้องหลังหมวกม่านแพรมองเห็นใบหน้าของเฟิงซุ่นอินได้ไม่ชัด เห็นเพียงรอยยิ้มไม่ยี่หระ “ไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วงข้า เจ้าแค่รับปากว่าตนเองจะปลอดภัยสบายดีก็พอ”
เฟิงอู๋จี๋ยังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่นางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เขาขึ้นม้าได้แล้ว
“ไปเถิด”
ม้าของหัวหน้าหน่วยคุ้มกันกับเหล่าผู้ติดตามที่อยู่ห่างออกไปส่งเสียงร้องติดต่อกันสองหน คล้ายคำเร่งที่จับต้องไม่ได้
เฟิงอู๋จี๋ทำได้เพียงขึ้นขี่ม้าเงียบๆ ในใจยังคงไม่สบอารมณ์กับคนกลุ่มนั้น แต่เมื่อมองเฟิงซุ่นอิน ในดวงตาก็มีเพียงความห่วงหาเศร้าสร้อยเท่านั้น เขากำสายบังเหียนแน่นแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านพี่วางใจได้ ฉินโจวก็ไม่นับว่าอยู่ห่างจากเหลียงโจวเกินไป วันหน้าข้าค่อยหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่าน หากข้าเจอว่าท่านแต่งงานไปแล้วมีชีวิตที่ไม่ดี ต่อให้อีกฝ่ายเป็นโอรสสวรรค์ข้าก็จะคิดบัญชีกับเขาอยู่ดี!” พูดจบก็หันม้ากลับและควบม้าออกไปทันที ราวกับกลัวว่าหากพูดต่ออีกเพียงคำเดียวน้ำตาจะไหลออกมา
เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น นางเพียงยืนรับลมมองส่งม้าของเขาห้อตะบึงไปไกล จวบจนเงาร่างของเขาถูกฝุ่นควันตลบกลบทับเลือนหายไปจากสายตาถึงได้หันตัวกลับเดินไปทางรถม้า
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันนั่งอยู่บนหลังม้าสังเกตการณ์จากระยะไกลมาสักพัก แม้ไม่ได้ยินว่าสองพี่น้องพูดคุยอะไรกัน เห็นเพียงว่าคุณชายสกุลเฟิงผู้นั้นควบม้าหนีออกไปด้วยท่าทางเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อก็เกือบกลอกตาใส่ เสียใจอะไรกัน คิดว่าพี่สาวกำลังจะไปแต่งงานหรือกระโดดลงบ่อเพลิงกันแน่! จิ๊ๆ
เขาลูบหนวดเครา ดวงตาคู่จับจ้องเฟิงซุ่นอินที่เดินกลับมา เห็นนางก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อน หมวกม่านแพรปลิวพลิ้วเบาๆ ตามสายลม ท่วงท่าดูบอบบางน่าสงสารอย่างพรรณนาไม่ถูก เพียงแต่แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า ทว่าบรรยากาศที่มอบให้ผู้คนกลับเป็นความเหินห่างเย็นชา ราวกับไม่เป็นอะไรทั้งนั้น ชวนให้คนประหลาดใจขึ้นมาอีกอย่างห้ามไม่อยู่
ความจริงเขารู้สึกมานานแล้วว่าฮูหยินคนใหม่ผู้นี้ดูแปลกๆ
ตอนแรกสุดที่พวกเขาไปรับตัวเจ้าสาว สถานที่ที่ให้เดินทางไปรับกลับเป็นอารามเต๋าแถบชนบทของฉางอันแห่งหนึ่ง ได้ยินมาว่าที่นั่นคือที่พำนักของ ‘คุณหนูสูงศักดิ์’ ท่านนี้
ทั้งที่มารดายังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนที่ขบวนออกเดินทางกลับไม่เห็นอีกฝ่ายมาส่ง มีเพียงน้องชายที่ร่วมเดินทางมาด้วย อีกทั้งตัวนางเองต้องแต่งงานไปไกลเพียงนั้นกลับไม่ร้องไห้ไม่โวยวาย ข้างกายปราศจากผู้ติดตามไม่พูดถึง การเดินทางครั้งนี้นอกจากสินเดิมที่ฮ่องเต้พระราชทานให้แล้ว สัมภาระติดกายของนางก็มีเพียงห่อผ้าไหมสีเขียวห่อเดียวที่พกขึ้นรถม้ามาด้วย สาวใช้บอกว่าข้างในนั้นนอกจากเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งก็มีแค่ตำรา กระดาษ พู่กัน และหนังสือไม่กี่เล่มเท่านั้น
ดูท่าเหล่าตระกูลสูงศักดิ์ ตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่สูงส่งก็คงแค่นี้เอง พอประสบกับความตกต่ำขึ้นมาก็ไม่เหลืออะไรอีกแล้วจริงๆ
ระหว่างที่หัวหน้าหน่วยคุ้มกันนึกทอดถอนใจ เฟิงซุ่นอินก็ก้าวขึ้นรถม้าแล้ว
ม้าที่กำลังกินหญ้าอย่างสบายใจตะกุยกีบเท้าเล็กน้อยอย่างอยู่ไม่สุข ตำราพับทบที่นางอ่านก่อนหน้านี้แล้วถูกวางทิ้งไว้ในรถม้ายังไม่ได้เก็บให้เรียบร้อยก็ลื่นไถลตกลงไปบนพื้นตามการเคลื่อนไหวของรถ
สาวใช้รีบวิ่งไล่ตามไปเก็บมาให้
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันร้อนใจอยากออกเดินทางต่อแล้ว จึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็แค่ตำราเล่มหนึ่ง ที่เหลียงโจวเองก็มี ไม่ต้องเก็บแล้ว!”
เฟิงซุ่นอินเลิกม่านไม้ไผ่เอ่ย “เก็บกลับมา นั่นเป็นต้นฉบับงานเขียนของข้า”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันตกใจระคนประหลาดใจทันใด เสียงยิ่งดังกว่าเก่า “โอ๊ะ นึกไม่ถึงว่าฮูหยินยังเขียนตำราเป็นด้วย”
เฟิงซุ่นอินผินหน้าไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยกับอีกฝ่ายผ่านม่านผืนบาง “ก็แค่ฆ่าเวลาว่างๆ เท่านั้น ทางข้ายังมีตำราเล่มอื่นอีก มิสู้ให้หัวหน้าหน่วยคุ้มกันยืมอ่านแล้วกัน ตลอดการเดินทางเจ้าจะได้มีอะไรทำแก้เบื่อ”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันฉีกยิ้ม “ข้าอ่านออกเพียงไม่กี่ตัวอักษรเองขอรับ”
เฟิงซุ่นอินเองก็หัวเราะเบาๆ “ข้าเห็นว่าก่อนหน้านี้เจ้าตอบกลับน้องชายข้าได้ฉะฉาน ฝีปากคมกริบ ยังนึกว่าอ่านตำรามามากเสียอีก”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันพลันยิ้มต่อไม่ออก หุบยิ้มลงพลางกระแอมกระไอไปทีหนึ่ง เข้าใจในที่สุด ที่แท้นางมองออกมานานแล้วว่าเขากำลังกลั่นแกล้งน้องชายของนาง จึงรอเอาคืนเขาอยู่ นึกไม่ถึงว่านางจะเป็นคนอารมณ์ร้ายคนหนึ่ง!
สาวใช้เก็บตำราพับทบเล่มนั้นกลับมา เฟิงซุ่นอินยื่นมือออกไปรับแล้วปล่อยม่านไม้ไผ่ลง
จนกระทั่งรถม้าเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง นางถึงได้ปลดหมวกม่านแพรลงพร้อมก้มหน้าลูบกระโปรงหรูฉวิน* ที่ยับย่น เป็นเพราะตอนบอกลาน้องชายนางพยายามกลั้นอารมณ์และบีบมือแน่นเกินไป ตอนนี้เวลามือกางออกปลายนิ้วก็ยังขาวซีดอยู่
นางปิดตาลงก่อนลืมตาขึ้นใหม่ พร้อมเอ่ยพึมพำกับตนเองเบาๆ “ไม่เป็นไร คุ้มค่าแล้ว”
อาจเพราะหัวหน้าหน่วยคุ้มกันโดนกระตุ้นเข้าให้ การเดินทางที่เหลือจึงไม่เคยหยุดลงอีก เขาเอาแต่คอยตะโกน “รีบเดินทางๆ” เป็นระยะ จนเร่งเดินทางนานติดต่อกันสามชั่วยาม** แม้แต่เวลากินข้าวยังกินระหว่างทาง ยอมเสียเวลาไม่ได้แม้แต่น้อย
ถึงอย่างไรก็เป็นแถบซีเป่ย ดวงอาทิตย์ตกช้า รอลำแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดงหายลับไปหลังยอดเขา ขบวนเดินทางจึงหยุดลงในที่สุด
เฟิงซุ่นอินคร้านจะถือสาหาความกับอีกฝ่าย ปล่อยให้เขาทำตนเองเหน็ดเหนื่อยไป ตลอดการเดินทางนางแทบจะปิดตาพักผ่อนอยู่เสมอ
ยามนี้รู้สึกว่าเสียงกระแสลมจากภายนอกคล้ายเบาลง นางถึงลืมตาขึ้นมองผ่านหน้าต่างออกไปข้างนอก พอจะมองเห็นกำแพงเมืองสูงตระหง่านอยู่ข้างหน้าอย่างเลือนราง
นางเข้าใจแล้ว มิน่าเล่าหัวหน้าหน่วยคุ้มกันถึงรีบเร่งเพียงนี้ ที่แท้ก็อยากผ่านด่านภายในวันนี้ คาดว่านี่น่าจะเป็นประตูทางเข้าเขตเหลียงโจวแล้ว
ไม่ผิดจากที่คาด น้ำเสียงแข็งกระด้างของหัวหน้าหน่วยคุ้มกันดังขึ้นมาจากข้างนอกว่า “ฮูหยิน มาถึงด่านฮุ่ยหนิงแล้ว หลังพ้นด่านไปจะต้องระมัดระวังสักหน่อย ที่นี่คนมากและวุ่นวาย เทียบกับเมืองหลวงของจงหยวนไม่ได้หรอกนะ!”
เฟิงซุ่นอินเพียงคิดว่าเขาจงใจเอาคืนที่นางเยาะเย้ยเขาไปก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด ยังคงเลิกม่านมองสำรวจกำแพงด่านสูงใหญ่ที่อยู่ด้านนอก รวมถึงเงาร่างขมุกขมัวของทหารรักษาการณ์บนกำแพงเมือง กวาดตามองอยู่สองรอบถึงได้เก็บสายตากลับมา
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันเองก็ไม่พูดมากอีก หันกลับไปแล้วตรงไปเคาะประตูทันที “ทหารรักษาการณ์เล่า รีบเปิดด่านให้พวกเราเข้าไปสิ!”
ที่ด้านบนมีทหารรักษาการณ์ตะโกนตอบกลับมา “ประตูด่านปิดแล้ว ไม่มีธุระอะไรวันพรุ่งนี้ค่อยข้ามด่าน!”
“ใครบอกว่าไม่มีธุระ พวกเราได้รับคำสั่งให้ไปรับตัวเจ้าสาวมา!”
น้ำเสียงของทหารรักษาการณ์ด้านบนยังคงไม่เป็นมิตร “ไปรับเจ้าสาวของผู้ใด”
เฟิงซุ่นอินที่อยู่ในรถม้ารับฟังเสียงตะโกนถามตอบจากด้านนอก ขณะคิดว่าคราวนี้หัวหน้าหน่วยคุ้มกันคงไม่อาจแกล้งโง่งมต่อไปแล้ว
ชั่วพริบตาต่อมาหัวหน้าหน่วยคุ้มกันตะโกนตอบเสียงดังตามคาด “ท่านผู้บัญชาการทหารเหลียงโจว!”
เฟิงซุ่นอินเลิกคิ้ว นึกไม่ถึงว่าที่แท้นางจะต้องแต่งให้กับผู้บัญชาการทหารเหลียงโจว
เช่นนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่ผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวจะเป็นคนจัดแจงเรื่องแต่งงานให้ด้วยตนเองแล้ว ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารช่วยดูแลการปกครองและกิจการทางการทหาร เป็นตำแหน่งสำคัญที่มีอำนาจอย่างแท้จริง นับเป็นมือขวาของผู้บัญชาการใหญ่ ตำแหน่งเป็นรองเพียงผู้บัญชาการใหญ่
ตอนนี้กลายเป็นว่านางประหลาดใจแทนว่าเหตุใดเขาถึงเลือกนางที่ตกอยู่ในสภาพอย่างทุกวันนี้
ทหารรักษาการณ์ยังคงไม่สนใจ “ท่านผู้บัญชาการทหารเหลียงโจวคนใด”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันหยิบป้ายคำสั่งออกมาแล้วด้วยซ้ำ ทว่ากลับต้องแหงนคอตะโกนมาถึงตอนนี้ เขาหมดความอดทนไปนานแล้ว ยามนี้ได้ยินแล้วจึงบันดาลโทสะ อ้าปากสบถด่าทันใด “ตาสุนัขของเจ้าบอดไปแล้วหรือไร! เหลียงโจวยังมีผู้บัญชาการทหารอยู่สักกี่คนเชียว? ท่านผู้บัญชาการทหารมู่ฉางโจวอย่างไรเล่า!”
รอบด้านเงียบสงัดหลังสิ้นเสียงตะโกน ฉับพลันนั้นมีเสียงถามแผ่วเบาดังมาจากในรถม้าที่อยู่ด้านหลัง “ผู้ใดนะ”
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันขมวดคิ้วหันกลับไปถลึงตาใส่รถม้าทีหนึ่ง คิดในใจว่า นี่ตั้งใจจะแกล้งข้าอีกแล้วหรือไร เสียงดังถึงเพียงนี้ยังจะได้ยินไม่ชัดอีก จึงตะโกนอีกรอบเสียเลย “ท่านผู้บัญชาการทหารเหลียงโจว มู่ฉางโจว!”
ภายในรถม้า เฟิงซุ่นอินนั่งเอียงตัวหันหน้าไปใกล้บานหน้าต่าง มือหนึ่งยังกำม่านเอาไว้ขณะได้สติกลับมาอย่างตะลึงงัน จวบจนตอนนี้ถึงได้มั่นใจว่าตนเองไม่ได้ฟังผิดไป
มู่ฉางโจว?
Comments



