บทที่ 3
ไม่ได้ยินนามนี้มานานเกินไปแล้วจริงๆ
ทว่าแทบจะชั่วขณะเดียวกับที่ได้ยินนามนี้ ในสมองของเฟิงซุ่นอินก็ผุดเงาร่างร่างหนึ่งที่ห่างหายไปจากความคิดนานแล้ว กระทั่งความทรงจำในวัยเด็กอันห่างไกลเหล่านั้นเองก็ถูกกระตุ้นออกมาด้วยเช่นเดียวกัน
เวลานั้นนางยังเป็นคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์แห่งฉางอัน บิดาไม่เพียงรับสืบทอดบรรดาศักดิ์มี่กั๋วกงจากบรรพบุรุษ ทั้งยังเป็นเสนาบดีกรมทหารของราชวงศ์ปัจจุบัน มารดามาจากสกุลเจิ้งแห่งสิงหยาง ได้รับแต่งตั้งเป็นจวิ้นฟูเหริน**
แม้ในสองเมืองหลวงจะมีชนชั้นสูงและผู้มีอำนาจมากมาย ทว่าสกุลเฟิงก็ถือเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีชื่อเสียงและมีเกียรติอย่างมาก
สมัยที่นางอายุเก้าขวบ สกุลเฟิงได้ต้อนรับแขกผู้หนึ่ง
อู่เวยจวิ้นกงแห่งเหลียงโจวกับบิดาของนางคบหารู้จักกันมานานแล้ว เขามีบุตรบุญธรรมอยู่คนหนึ่ง ได้ยินว่าค่อนข้างฉลาดเฉลียว ด้วยต้องการเข้าเมืองหลวงมาเล่าเรียนเตรียมตัวสอบ จึงขอพักอาศัยอยู่ที่สกุลเฟิง
บรรดาพี่น้องในตระกูลต่างพูดว่าดินแดนเหอซีมียอดคนอยู่มากมาย ตระกูลของอู่เวยจวิ้นกงสกุลมู่แน่นอนว่าเป็นยอดคนเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าบุตรชายบุญธรรมผู้นี้หน้าตาเป็นอย่างไร
สกุลเฟิงเคยแต่สืบทอดด้านบุ๋น พอมาถึงรุ่นบิดาของเฟิงซุ่นอินกลับสร้างความชอบทางการทหาร บิดาของนางเองก็ได้ดูแลกรมทหารด้วยเหตุนี้ คนในตระกูลย่อมชื่นชมบุคลิกองอาจของชายนักรบ
แต่ก็มีคนคาดการณ์ทันใดว่าบางทีอีกฝ่ายอาจอายุมากแล้ว ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรผู้ที่เข้าเมืองหลวงมาเตรียมตัวสอบได้ล้วนผ่านการเล่าเรียนอย่างหนักมาหลายปี บางคนแม้แต่ลงหลุมไปแล้วยังสอบไม่ผ่านจิ้นซื่อ*** ด้วยซ้ำ บางทีคนผู้นี้อาจแค่เพราะอาศัยอำนาจของอู่เวยจวิ้นกงถึงได้ถูกรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมก็เท่านั้น
ยามนั้นเฟิงซุ่นอินที่หันหน้าออกจากกลุ่มคนไปทางมุมลานเรือนด้วยความเบื่อหน่าย บังเอิญเห็นบ่าวรับใช้นำคนเข้ามาพอดี…
เด็กหนุ่มร่างผอมผิวขาวสะอาดผู้หนึ่ง สวมชุดผ้าแพรคอกลมสีฟ้าอ่อน ดวงหน้าสะอาดสะอ้าน รูปร่างปราดเปรียว สายตาหันมองมาทางพวกเขาแล้วยกมือขึ้นคารวะอย่างสุขุม
อายุไม่มากนัก อย่างมากเพียงสิบสามสิบสี่ปี
ทุกคนต่างชะงักงันไร้คำพูด คงเพราะจินตนาการกับความจริงแตกต่างกันเกินไปหน่อย
เฟิงซุ่นอินเพียงกวาดตามองผ่านๆ ก็ผละจาก คิดในใจว่า เดาผิดกันหมดแล้ว เป็นบัณฑิตที่ทั้งอายุน้อยและอ่อนแอคนหนึ่งชัดๆ…
ภายหลังบิดาของนางเคยเล่าให้ฟังเป็นพิเศษว่าเขามีนามว่าฉางโจว แม้จะเป็นบุตรบุญธรรม แต่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในสกุลมู่มาตั้งแต่เด็ก อู่เวยจวิ้นกงเห็นเป็นดั่งบุตรชายแท้ๆ กระทั่งลำดับรุ่นยังไล่เรียงตามบุตรแท้ๆ ถือเป็นบุตรคนรองของตระกูล
เมื่อมีคำพูดของบิดา ย่อมไม่มีคนในสกุลเฟิงยกฐานะบุตรบุญธรรมของเขามาพูดถึงอีก คนที่อายุน้อยกว่าเขาล้วนต้องเรียกเขาว่า ‘พี่รองมู่’
เฟิงซุ่นอินอายุยังน้อย คลุกคลีอยู่กับบรรดาพี่ชายน้องชายในตระกูลบ่อยๆ ได้ไม่เป็นปัญหา จึงมักได้ยินเรื่องราวบางอย่างของมู่ฉางโจวอยู่เป็นประจำ น่าเสียดายขณะที่คนในตระกูลนางเริ่มสนิทสนมกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ นางกลับคบหากับเขาไม่รอด
นางเป็นคนหยิ่งทะนง ส่วนเขาเป็นคนพูดน้อย ทั้งที่เขาอาศัยอยู่ที่สกุลเฟิงนานถึงสี่ปี แต่ระหว่างทั้งสองกลับแทบไม่ได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ล้วนแต่ได้ยินผู้อื่นเอ่ยชมว่าเขาสง่างาม เป็นสุภาพชนอายุน้อยอย่างไรบ้าง
โอกาสพบหน้าในสถานการณ์ทางการก็มีอยู่ไม่มาก เพียงไม่กี่ครั้ง นางเองก็แค่เรียกเขาอย่างสุภาพและห่างเหินตามผู้อื่นว่า ‘พี่รองมู่’
เขาเคยตอบรับนางกลับมาหรือไม่ นางเองก็ไม่ได้สนใจ
บางครั้งบรรดาพี่ชายน้องชายในตระกูลจะแอบพูดคุยกันลับหลัง บอกว่าเขาสุขภาพอ่อนแอ ต้องคอยดูแลให้มากสักหน่อย เฟิงซุ่นอินรู้สึกแค่ว่ายุ่งยาก จึงยิ่งออกห่างจากเขาโดยไม่รู้ตัว
ภาพประทับใจที่ลึกซึ้งมากที่สุดคือตอนสี่ปีให้หลัง ปีนั้นเป็นปีสอบขุนนาง เขาที่เพิ่งอายุสิบเจ็ดปีกลับสอบผ่านเป็นจิ้นซื่อได้ภายในครั้งเดียว สร้างความตกตะลึงทั่วทั้งสองเมืองหลวง
ราชสำนักจัดงานเลี้ยงยามค่ำที่บริเวณแม่น้ำชวีเจียงให้บรรดาจิ้นซื่ออย่างยิ่งใหญ่เอิกเกริก เฟิงซุ่นอินเองก็ไปร่วมรับชมด้วย
ราตรีนั้นทุกบ้านเรือนในฉางอันต่างออกมาร่วมเฉลิมฉลอง ทั่วทุกหนแห่งเบียดเสียดแออัดด้วยรถม้า สตรีงามละลานตา ล้วนแต่พรั่งพรูมายังแม่น้ำชวีเจียงเพื่อชมโฉมและท่าทีของเหล่าจิ้นซื่อ
บิดายิ้มแย้มบอกกับนางว่านั่นเป็นเพราะขุนนางกับผู้สูงศักดิ์หลายคนจะฉวยโอกาสอันดีนี้เลือกสรรบุตรเขยที่เหมาะสม ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรบรรดาจิ้นซื่อหน้าใหม่เหล่านี้ต่างเป็นผู้สูงศักดิ์คนใหม่ของราชสำนัก ที่นั่งอยู่ในรถม้าเหล่านั้นแทบจะเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ของสองเมืองหลวงทั้งสิ้น
เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดอะไร แม้นางจะอายุยังน้อย แต่ก็ฟังความนัยออกแล้ว
บิดาชี้ไปข้างหน้าต่อ ‘เดิมทีเห็นว่าเจ้าอายุยังน้อยเลยยังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเจ้า แต่เด็กคนนั้นมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ อนาคตสดใสแน่นอน อีกทั้งพวกเจ้ายังโตมาด้วยกันอีก มิสู้เลือกเขาไปเสียเลย’
สายตาของทุกคนที่อยู่ที่นี่แทบจะหันมองไปทางนั้นทั้งสิ้น น่าจะรวมถึงบรรดาคุณหนูสูงศักดิ์เหล่านั้นที่นั่งอยู่ในรถม้าด้วยเช่นกัน