ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 1-3
เวลานั้นเฟิงซุ่นอินยืนอยู่ริมแม่น้ำชวีเจียง นางหันหน้ามองไปเห็นเพียงเรือนร่างบัณฑิตบอบบางสะอาดสะอ้านท่ามกลางกลุ่มคนที่อยู่ไกลๆ ก่อนส่ายหน้า ‘ข้ากับเขามิใช่คนบนเส้นทางเดียวกันเจ้าค่ะ’
บิดายิ้มอย่างจนใจ
ทว่าท่ามกลางกลุ่มคนที่อยู่ข้างหน้า กลับเห็นอีกฝ่ายหันหน้ามองมาทางนางกะทันหัน
ตอนที่เฟิงซุ่นอินมองไปถึงพบว่าเขากำลังมองบิดานางแล้วยกมือขึ้นคารวะ สายตาของพวกเขาไม่ได้สบประสานกันด้วยซ้ำ
หลังจากราตรีนั้นเขาก็เข้าสู่เส้นทางขุนนาง ได้ยินว่าหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับคำสั่งแต่งตั้งและออกจากฉางอันไป
นับแต่นั้นก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอีก คาดว่าแต่ละคนล้วนมีอนาคตที่สดใสรออยู่
ผู้ใดจะคาดว่าเพิ่งผ่านไปหนึ่งปีบิดาของนางจะถูกคนชี้ความผิด ถูกริบตำแหน่งขุนนางและบรรดาศักดิ์
เรื่องราวหลังจากนั้นนางจงใจปิดผนึกไปนานแล้ว ไม่อยากไปนึกถึงอีก…
เหมือนตกจากก้อนเมฆลงสู่ปลักโคลน พริบตาเดียวสกุลเฟิงก็ไม่เหลือความรุ่งเรืองแม้แต่น้อย
ช่วงเวลานั้นก่อนที่บิดาจะตายจากไป บรรดาญาติพี่น้องในตระกูลเริ่มทำตัวห่างเหินไปแล้ว จวบจนทุกวันนี้ตระกูลที่เคยใหญ่โตเหลืออยู่เพียงมารดา น้องชาย และนางสามคนเท่านั้น
ถึงแม้ความผิดจะไม่เดือดร้อนมาถึงคนในครอบครัว แต่ยังคงมีผลกระทบอยู่ พวกนางยังสามารถพำนักอยู่ในฉางอัน ทว่าสกุลเฟิงไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางอีกต่อไป อีกทั้งยังไร้ซึ่งอิสระในการเดินทางเข้าออกฉางอันอีก เสมือนอยู่ในกรงขัง ต้องคอยระวังการถูกกลั่นแกล้ง
จนกระทั่งเกิดการแต่งงานครั้งนี้ขึ้น
เฟิงซุ่นอินมุ่นหัวคิ้วด้วยคิดไม่ตกจริงๆ
เป็นมู่ฉางโจวไปได้อย่างไร
วันนั้นเฟิงอู๋จี๋พูดเรื่องที่นางเคยปฏิเสธคำสู่ขอของตระกูลอู่เวยจวิ้นกง ในใจนางยังแค่นึกถึงแล้วปล่อยผ่านไป มั่นใจว่าเวลานั้นเขามีชื่อเสียงโด่งดังก้องสองเมืองหลวง ตระกูลสูงศักดิ์ที่รวมตัวอยู่ริมแม่น้ำชวีเจียงอยากรับเขาเป็นบุตรเขยมากมายเพียงนั้น น่าจะแต่งภรรยาคนงามมาอยู่ข้างกายไปนานแล้ว
นอกจากนี้เขาน่าจะได้รับตำแหน่งขุนนางบุ๋นอยู่ที่ใดสักแห่ง ต่อมาก็จะถูกเรียกตัวกลับไปยังเมืองหลวงตะวันออกอย่างลั่วหยาง หรือไม่ก็เมืองหลวงตะวันตกอย่างฉางอัน เข้าสู่ศูนย์กลางของราชสำนัก วันหนึ่งในอนาคตก็อาจได้รับแต่งตั้งให้เป็นถึงโหวหรืออัครเสนาบดีก็เป็นได้
เหตุใดถึงมาเป็นผู้บัญชาการทหารเหลียงโจว อีกทั้งยังมาเกี่ยวโยงกับนางในปัจจุบันได้
เปลวเทียนตรงหน้าวูบไหวกะทันหัน นางหลุดจากภวังค์ ยื่นมือออกไปจับตัวตะเกียง ผินหน้ามองออกไปถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างรถม้าสว่างโร่แล้ว
ราตรีนั้นหลังจากที่หัวหน้าหน่วยคุ้มกันบันดาลโทสะ ทหารรักษาการณ์กับพลทหารด้านบนรีบลงมาเปิดประตูด่านให้พวกเขาฉับไว เปิดทางให้พวกเขาเข้าไปในด่านทันที
หลังจากนั้นก็ต้องเร่งเดินทางอย่างเร่งรีบตลอดทาง ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ วันก่อนแม้แต่จะไปให้ถึงจุดพักม้ายังไม่ทันเลยด้วยซ้ำ ได้แต่นอนกลางแจ้งบนถนนไปคืนหนึ่ง
ถึงแม้การเร่งเดินทางติดต่อกันหลายวันจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด ทว่านางไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก ตั้งแต่ราตรีนั้นที่ได้ล่วงรู้ข่าวนี้กะทันหัน หลายวันมานี้นางล้วนไม่ค่อยสงบใจนัก เมื่อคืนบังเอิญเจอกับสภาพอากาศย่ำแย่พอดี จะอย่างไรนางก็นอนไม่หลับ นั่งคิดอะไรในรถม้าจนถึงยามนี้โดยไม่รู้ตัว
หลังหลุดจากภวังค์ถึงคล้ายได้ยินเสียงคนเรียกนางอยู่ข้างนอก นางขยับตัวเข้าไปใกล้บานหน้าต่าง จึงได้ยินเสียงสาวใช้อย่างชัดเจน “ฮูหยินเจ้าคะๆ รบกวนตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ ควรออกเดินทางต่อแล้ว”
เฟิงซุ่นอินตั้งสติ เป่าเทียนให้ดับแล้วเอ่ยตอบ “ตื่นแล้ว”
สาวใช้สองคนเดินตามกันเข้ามาแล้ววางน้ำสะอาดสำหรับล้างหน้ากับเสบียงแห้งและชารสอ่อน ทว่าไม่ได้รั้งอยู่ปรนนิบัติ เนื่องจากตลอดการเดินทางนี้นางไม่เคยให้ใครปรนนิบัติมาก่อน ทุกวันจะจัดการตนเองให้เรียบร้อยด้วยตนเองเสมอ ทุกคนล้วนคุ้นชินแล้ว
ข้างนอกรถม้ายังมีสาวใช้กลุ่มหนึ่งยืนล้อมกางผ้าสักหลาดบดบัง รอเฟิงซุ่นอินจัดแจงตนเองเสร็จเรียบร้อย พวกนางถึงได้แยกย้ายกันไปเตรียมพร้อมออกเดินทางต่อทันที
แม้มาถึงที่นี่แล้วหัวหน้าหน่วยคุ้มกันก็ไม่ได้ปล่อยให้หยุดพักแม้แต่น้อย ตลอดทางยังคงคอยเร่งเดินทางเหมือนเดิม เขาเดินห่างออกไปไกลมาก ปากคาบหูปิ่ง* แผ่นหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมสั่งผู้ติดตามที่อยู่ด้านข้าง “รีบไปสืบเส้นทางข้างหน้าเสีย! ข้าอยากถึงที่หมายเสียเดี๋ยวนี้เลย!”
“ท่านผู้บัญชาการทหาร…” เฟิงซุ่นอินที่อยู่ในรถม้าเอ่ยปากขึ้นมากะทันหัน
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันได้ยินเพียงถ้อยคำต้นประโยค เขาเหลียวหลังมองรถม้าปราดหนึ่งด้วยความประหลาดใจ ขณะคิดว่า อย่างไรกัน ไม่ได้บอกท่านแล้วหรือไรว่าเป็นใคร คงไม่ใช่ยังถือสากันอีกหรอกนะ ต่อมาถึงได้เข้าใจขึ้นมากะทันหัน ฉีกปากยิ้มพลางเอ่ยเสียงดัง “ฮูหยินไม่ต้องใจร้อน มิใช่ว่าใกล้ได้พบหน้าแล้วหรือ”
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในรถม้า ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน เดิมทีอยากถามว่า ‘ท่านผู้บัญชาการทหารทราบหรือไม่ว่าต้องแต่งกับข้า’ แต่รู้สึกว่าประโยคเช่นนี้ฟังดูแปลกประหลาดเกินไป นางจึงเอ่ยปากถามไม่ได้
พอลองคิดดูให้ดีแล้ว มู่ฉางโจวอาจจะจำนางไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
รถม้าโยกคลอน ม่านหน้าต่างถูกสายลมพัดโบกสะบัดเบาๆ เฟิงซุ่นอินผินหน้ามองออกไปแล้วเห็นว่ารถม้าวิ่งเข้าสู่พื้นที่ราบแห้งแล้งเต็มไปด้วยฝุ่นตลบ คล้ายทะเลทรายไกลลิบๆ สีเหลืองจางๆ เหมือนจะเป็นเนินทรายที่เรียงต่อกันราวกับคลื่นทะเล
บนถนนมีเพียงคณะเดินทางของพวกเขา เรียกว่าเงียบสงบเกินไปแล้ว
ทันใดนั้นเสียงหวีดแหลมของขลุ่ยก็ดังแหลมปรี๊ดขึ้นมา ราวกับมีดที่แทงทะลุโสตประสาท
เฟิงซุ่นอินยกมือขึ้นปิดหูซ้าย หัวคิ้วขมวดแน่น ตอนที่กำลังจะมองออกไปรถม้าพลันหยุดลง หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่อยู่ข้างนอกตะโกนเสียงดัง “มีสัญญาณเตือน! เร็วเข้า!”
นางเพิ่งตระหนักได้ว่านี่คือสัญญาณที่ส่งมาจากผู้ติดตามที่ถูกส่งไปสืบเส้นทางก่อนหน้านั้น
ผู้คนข้างนอกชุลมุนวุ่นวาย สาวใช้คนหนึ่งเปิดม่านไม้ไผ่ออกอย่างตะลีตะลาน “ฮูหยิน รีบลงจากรถม้าไปหลบเร็วเจ้าค่ะ เกรงว่าจะมีโจรทะเลทรายบุกเข้ามา!”
มีแต่เสียงเอะอะโหวกเหวกวุ่นวายเกินไป เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด แต่คาดว่าสาวใช้หมายถึงพวกโจรชนเผ่าซาถัว เคยได้ยินบรรดาพ่อค้าชาวหูที่เดินทางไปกลับฉางอันพูดถึงมานานแล้วว่าโจรกลุ่มนี้เน้นเล็งลักขโมยจากขบวนพ่อค้ากับชาวบ้านเป็นหลัก
นางยังไม่ทันได้คิดอะไรมากก็รีบเอื้อมมือล้วงเข้าไปในห่อสัมภาระใต้ที่นั่ง มือคลำลึกลงไปจนถึงก้นห่อแล้วหยิบมีดสั้นเล่มบางเล่มหนึ่งออกมาจากใต้กองตำราพับทบหนาหลายเล่ม จากนั้นยัดใส่เข้าไปในแขนเสื้อแล้วเหน็บปากแขนเสื้อ ก่อนชะโงกตัวออกไปข้างนอกรถม้า
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันโยนหูปิ่งในปากทิ้งไปนานแล้ว เขาโบกมือแรงๆ ไล่บรรดาสาวใช้ “พาฮูหยินไปซ่อนเสีย!” ตะคอกจบแล้วก็หันไปสั่งผู้ติดตามคนอื่นต่อ “บังคับรถม้าไปไกลๆ!”
บรรดาผู้ติดตามวุ่นวายทว่าไม่ได้ไร้ระเบียบ เคลื่อนไหวกันอย่างฉับไว
สองข้างทางล้วนเป็นทุ่งร้าง เฟิงซุ่นอินถูกเหล่าสาวใช้พาไปซ่อนตัวฝั่งที่มีทั้งต้นไม้และก้อนหิน เมื่อเหลียวหลังกลับไปมองทุ่งโล่งอีกฝั่งก็เห็นฝุ่นทรายตลบฟุ้ง พวกโจรทะเลทรายน่าจะมาถึงแล้ว
ต้องโทษที่คณะเดินทางนี้คนน้อย พอนำสินเดิมมาด้วยหลายคันรถทำให้ดูไม่เหมือนขบวนที่มีเจ้าหน้าที่คุ้มกันอย่างทางการ
เพิ่งคิดได้ดังนี้หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่อยู่บนหลังม้าก็กระชากเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นเกราะเหล็กที่แนบแน่นบนอก พร้อมสบถลั่นด้วยโทสะ “ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำจริงๆ! กล้ามาปล้นหัวหน้าทหารอย่างข้าเสียได้!”
บรรดาผู้ติดตามก็พร้อมใจกันถอดเสื้อคลุม เผยให้เห็นอาวุธครบมือ แล้วรวมตัวกันไปยืนขวางอยู่ด้านหน้า
เท้าข้างหนึ่งของเฟิงซุ่นอินเหยียบลงบนดิน มือจับลำต้นไม้แห้งขณะหันกลับไปมองพวกเขาทีหนึ่งพร้อมกับรู้สึกตัวขึ้นมา นางมองออกนานแล้วว่าหัวหน้าหน่วยคุ้มกันผู้นี้เป็นนักรบในกองทัพคนหนึ่ง ที่แท้ผู้ติดตามที่นำมาด้วยเองก็ไม่ใช่ผู้คุ้มกันธรรมดา แต่เป็นพลทหารในกองทัพทั้งสิ้น
ไกลออกไปบนเนินดิน เงาโจรปรากฏขึ้นเรียงราย พวกมันอาจยังไม่รู้ว่าพวกหัวหน้าหน่วยคุ้มกันเป็นทหาร หรืออาจเห็นว่าฝ่ายตนคนมากกว่า จึงยังคงโห่ร้องพลางพุ่งเข้าใส่เช่นนี้
เหล่าสาวใช้ที่อยู่ด้านข้างตกใจสะดุดล้มไปหลายคน ถึงอย่างนั้นก็ยังเงียบกริบดุจจักจั่นจำศีล
เฟิงซุ่นอินกุมมีดสั้นไว้ในแขนเสื้อ ปลายนิ้วเย็นยะเยียบ
ก่อนออกเดินทางมานางก็เคยพิจารณาแล้วว่าตนเองในเวลานี้ไม่อาจเทียบกับในอดีต ไร้คนให้พึ่งพา หากวันใดพบเจออันตรายก็ทำได้เพียงพึ่งพาตนเองเท่านั้น เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าช่วงเวลานั้นจะมาถึงไวเพียงนี้
ฉับพลันนั้นนางเหลือบเห็นร่องดินที่อยู่ข้างหน้าที่สะดวกต่อการหลบซ่อนตัวมากกว่า นางสูดลมหายใจเข้าลึกแล้ววิ่งรุดไปทางนั้นทันที
คลับคล้ายแว่วเสียงบางอย่างลอยมาตามลม…
“หยุด หมอบลง!”
นางได้ยินไม่ชัด สงสัยว่าตนเองหูแว่วไป ต่อให้เป็นเรื่องจริงก็ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นพูดกับใคร ยิ่งไม่รู้ว่ามาจากทางใด นางได้แต่เพ่งความสนใจไปทางเงาร่างโจรที่เข้ามาใกล้พร้อมเร่งฝีเท้าไวขึ้น
ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งก็ลอยผ่านมาปักแฉลบลงพื้นข้างเท้า
นางสะดุ้งตกใจ ลูกธนูสกัดชายกระโปรงหรูฉวินจนนางล้มลงทันควัน เจ็บจนขมวดคิ้วแน่น
มีเสียงสบถด่าอย่างโมโหโทโสว่า “หูหนวกหรือไร! จะวิ่งทำอันใด อย่าขยับ!”
“ฮูหยินอย่าขยับเจ้าค่ะ!” เหล่าสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังร้องเตือนนางอย่างลนลาน
เฟิงซุ่นอินเข้าใจแล้ว ก่อนหน้านี้นางไม่ได้หูแว่ว แต่เป็นเสียงที่พูดกับนางจริงๆ นางตีหน้านิ่งขบริมฝีปาก พยายามข่มความเจ็บไม่เคลื่อนไหว ขณะที่มือยังคงกุมมีดสั้นเอาไว้แน่น
แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเองเสียงบางเบาราวกับแว่วผ่านสายลมพลันดังมาจากเหนือศีรษะ คล้ายมาจากทางด้านหลังตนเอง
นางลอบเงยหน้าพร้อมเลิกหมวกม่านแพรมุมหนึ่งขึ้น แล้วก็เห็นเงาร่างโจรที่พุ่งมาถึงริมถนนแล้วถูกฝนธนูพรมใส่เป็นแถว เพียงพริบตาเดียวมีสองสามคนตกจากหลังม้า คนที่เหลือหันหัวม้าหนีอย่างลนลาน เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วยิ่ง ต่อมาพวกที่ตกจากม้าเองก็คลานลุกขึ้นมาหลบหนีลูกธนูทั้งที่บาดเจ็บอย่างทุลักทุเล วิ่งไปล้มไป ไม่กล้าหันหน้ากลับมามองด้วยซ้ำ
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่พาคนไปหมอบซุ่ม เวลานี้ก็ลุกขึ้นมาพร้อมชูดาบ ขึ้นขี่ม้าพาคนไล่ตามไปทันที
เฟิงซุ่นอินหอบหายใจก่อนหันกลับไปมองข้างหลัง แต่ก็ไม่เห็นใคร หลังจากได้สาวใช้สองคนที่รุดมาช่วยประคองลุกขึ้นจึงหันไปมองอีกครั้ง ถึงได้พบว่าบริเวณพื้นที่โล่งห่างออกไปอีกราวสามสี่ร้อยฉื่อ* มีเนินหินสูงราวสองจั้ง** แต่ใต้เนินคล้ายถูกขวางกั้นด้วยหุบเขาลึกร่องหนึ่ง ไม่อาจเข้าใกล้
บนเนินหินนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งควบม้าถือคันธนูอยู่ทุกคน มองเห็นรูปร่างไม่ชัด
จากนั้นคนกลุ่มนั้นก็หันหัวม้ากลับ ผละจากเนินแห่งนั้นไป
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันนำคนย้อนกลับมาพอดี น่าจะไม่ได้ไล่ตามไปไกลนัก ผรุสวาทมาตลอดทาง ตอนที่หันหน้ามามองกลับหัวเราะเสียงดังพร้อมเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “ไม่เป็นอะไรแล้ว เรื่องเล็กแค่นี้เอง! ฮูหยินอย่าได้ตกใจจนนึกเสียใจภายหลัง บอกแล้วว่าสถานที่แห่งนี้เทียบเมืองหลวงไม่ได้!”
ลมหายใจของเฟิงซุ่นอินยังไม่กลับมาสงบดี สายตาเย็นชามองอีกฝ่ายผ่านหมวกม่านแพร นี่เรียกว่าเรื่องเล็กหรือ
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันไม่เห็นนางแสดงอาการหวาดกลัวก็นึกแปลกใจขึ้นมาแทน ก่อนจะชี้ไปที่ด้านหลังนางกะทันหัน พร้อมหัวเราะอีกครั้ง “เมื่อครู่นี้ขบวนคนที่มารับมาถึงแล้ว สามารถไปสมทบกันข้างหน้าได้เลย!”
เฟิงซุ่นอินเดาได้ว่าคนพวกนั้นน่าจะเป็นกลุ่มคนที่มารับจึงโล่งอก นางลอบเก็บมีดสั้นให้เรียบร้อย ก่อนข่มความเจ็บเดินย้อนกลับไปยังขบวน
เสียเวลาไปนาน รถม้าถึงเริ่มออกเดินทางต่อ เพียงแต่คณะเดินทางเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแล้ว ผู้ติดตามทุกคนต่างเผยชุดเกราะให้เห็น
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในรถม้า นางถือผ้าเปียกเช็ดมือและใบหน้า ขณะฟังเสียงบ่นที่ไม่ค่อยชัดนักของหัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่อยู่ข้างนอก “หากรู้เช่นนี้ก็เปิดเผยฐานะไปตั้งแต่แรกแล้ว จะได้ไม่ต้องเจอพวกเศษสวะนี่ ที่จริงก็แค่อยากเดินทางแบบเงียบๆ หน่อยเท่านั้นเอง”
ไม่ว่าจะมือ แขน หรือน่องขานางก็รู้สึกเจ็บอยู่บ้างจากการหกล้มก่อนหน้านี้ นางขมวดคิ้วข่มกลั้น คิดถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ก่อนออกเดินทาง แล้วก็นึกถึงมู่ฉางโจวกับเรื่องวุ่นวายในอดีตทั้งหมด ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด จึงยกมือขึ้นปิดหูขวาไม่อยากได้ยินเสียงใด หลับตาพักผ่อนชั่วคราวเสียเลย
เงียบสงบได้เสียที
ถนนหนทางที่เดินทางต่อจากนั้นช่างยาวไกลเหลือเกิน
เวลาผ่านไปนานจนเฟิงซุ่นอินสะดุ้งตกใจตื่นกะทันหัน ถึงรู้สึกตัวว่าตนเองเผลอผล็อยหลับไปสักพัก นางรีบหันมองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าท้องฟ้ามืดลงแล้ว ข้างนอกมีแสงจันทร์ส่องอยู่
รถม้าหยุดลงพอดี
หัวหน้าหน่วยคุ้มกันตะโกนอยู่ข้างนอก “รวมตัวกันที่นี่ล่ะ!”
เฟิงซุ่นอินตื่นเต็มตาทันใด
เพียงไม่นาน คล้ายมีเสียงกีบเท้าม้ากลุ่มหนึ่งดังจากไกลๆ เข้ามาใกล้รถม้า ค่อยๆ ได้ยินชัดขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นทยอยกันรั้งบังเหียนหยุดลง
น่าจะเป็นกลุ่มคนที่มารับกลุ่มนั้น
เฟิงซุ่นอินยังไม่ทันมองออกไปข้างนอกก็ได้ยินเสียงคนจากข้างนอกกล่าวแสดงความเคารพโดยพร้อมเพรียงกันเสียงดังฟังชัดว่า “ท่านผู้บัญชาการ!”
นางตกตะลึง ท่านผู้บัญชาการ? ผู้บัญชาการคนใด
ผู้บัญชาการทหาร?
ตามมาด้วยเสียงตะโกนของหัวหน้าหน่วยคุ้มกันที่ดังขึ้นว่า “เชิญฮูหยินลงมาเจอหน้าเถิดขอรับ!”
เฟิงซุ่นอินนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งถึงหลุดจากภวังค์ความคิด รู้กระจ่างชัดแล้วว่าผู้ใดมา นางเม้มริมฝีปาก ก่อนเลิกม่านก้าวออกจากรถม้า
สายลมราตรีเย็นเล็กน้อย แสงจันทร์แผ่คลุมทั่วผืนดิน ผู้ติดตามสองฟากต่างชูคบเพลิงส่องให้เห็นเงาคนวูบไหวอยู่รอบด้าน นางเหยียบแท่นเหยียบก้าวลงจากรถม้า เงยหน้ามองผ่านหมวกม่านแพรไปทางกลุ่มคนบนหลังม้าซึ่งถือธนูอยู่ตรงหน้า
ชัดเจนว่าพวกเขาเองก็กำลังมองนางจากบนหลังม้า
เฟิงซุ่นอินกวาดตามองไปโดยรอบ เห็นว่าบนหลังม้าที่อยู่ตรงกลางมีเงาร่างผ่ายผอมที่สุดร่างหนึ่ง ทั้งไม่ได้สะพายคันธนูอยู่บนหลัง ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนที่นางต้องพบ จึงหันไปเผชิญหน้าเขาแล้วโค้งกายคารวะ
“เอ๊ะ?” อีกฝ่ายหันหน้าไปถามคนข้างๆ พลางร้องตกใจ “นางคารวะให้ข้าด้วยเหตุใดกัน!”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึงตัวแข็งทื่อ ไม่ใช่เขาหรือ
ด้านข้างคนผู้นั้นมีคนยกคันธนูดันไหล่เขาออกกะทันหัน ก่อนจะขี่ม้าก้าวออกมา เหยียบย่ำแสงจันทร์และแสงคบเพลิงตรงมาหา
สายตาของเฟิงซุ่นอินตกลงบนร่างผู้ที่มา ผ่านม่านผืนบางมองเห็นเพียงว่าคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าสวมชุดสีเข้ม ผมเกล้าเก็บเรียบร้อย อกผายไหล่ผึ่ง สะพายธนูยาวบนแขน ดูสง่างามราวกับบุรุษแปลกหน้าที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน
เขารั้งบังเหียนหยุดม้าลงตรงหน้านาง บดบังสายตาของผู้อื่น ก่อนโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ยื่นมือข้างที่ไม่ได้คล้องคันธนูมาใช้ปลายนิ้วเลิกม่านบนหมวกของนางขึ้น
เฟิงซุ่นอินถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเลื่อนจากปลายนิ้วที่ยื่นมาตรงหน้าขึ้นไปมองใบหน้าของเขา แต่เพราะแสงสว่างจากด้านหลังจึงมองเห็นหน้าเขาได้ไม่ชัด เห็นเพียงว่าเขากำลังจ้องมองนางอยู่
ชั่วพริบตาต่อมาอีกฝ่ายพลันเก็บมือกลับไป ม่านแพรตกลงมาตามเดิม
เฟิงซุ่นอินได้ยินเขาเอ่ยสั่งว่า “ส่งฮูหยินเข้าเมืองไปพักผ่อน”
* ดินแดนเหอซี ปัจจุบันคือพื้นที่มณฑลกานซู่และชิงไห่ทางตะวันตกของแม่น้ำหวงเหอ (แม่น้ำเหลือง) ในที่นี้คือพื้นที่ของมณฑลเหลียงโจวนั่นเอง
** หู เป็นคำเรียกรวมชนเผ่าที่อยู่ทางภาคเหนือกับภาคตะวันตกของประเทศจีนโบราณ
** หลี่ (ลี้) เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน โดย 1 หลี่เทียบได้กับระยะทางประมาณ 500 เมตร
* จวิ้นกง เป็นบรรดาศักดิ์ในสมัยโบราณของขุนนางจีน แต่งตั้งให้เชื้อพระวงศ์หรือผู้มีคุณงามความชอบ โดยบรรดาศักดิ์ห้าขั้นรองจากชั้นอ๋องคือกง โหว ป๋อ จื่อ หนาน แต่ละสมัยจะมีคำเรียกและลำดับแยกย่อยต่างกัน จวิ้นกงเป็นขั้นรองลงจากกั๋วกง (ขั้นสูงสุด) ในลำดับกง
* ชุดหรูฉวิน คือชุดแต่งกายรูปแบบหนึ่งของชาวฮั่น ท่อนบนเป็นเสื้อตัวสั้น ท่อนล่างเป็นกระโปรงสอบ มีสายผูกรอบลำตัวขับเน้นช่วงใต้อกหรือเอวให้เด่นชัด
** ชั่วยาม หน่วยนับเวลาของจีน เทียบได้กับเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
** จวิ้นฟูเหริน เป็นตำแหน่งของนายหญิงตราตั้งชั้นสูง โดยเป็นรองจากตำแหน่งกั๋วฟูเหริน
*** จิ้นซื่อ คือผู้ผ่านการสอบขุนนางในรอบสุดท้าย
* หูปิ่ง คือขนมแป้งอบทรงกลมแบนโรยด้วยงาขาว เป็นอาหารขึ้นชื่อของดินแดนตะวันตก
* ฉื่อ เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน สมัยโบราณเทียบระยะประมาณ 10 นิ้ว
** จั้ง เป็นหน่วยวัดระยะจีน มีความยาวประมาณ 3.33 เมตร
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 26 ก.ค. 69
Comments



