ฉินหลิงเซียวลงนามของตน จากนั้นก็ประทับนิ้วมือเป็นหลักฐาน
ทว่าไม่มีหมึกสีแดง แม่นางฝูกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่าประทับมือลงไปก็พอ ไม่จำเป็นต้องจุ่มหมึกสีแดง
เมื่อฉินหลิงเซียวประทับนิ้วลงบนนามของตนก็พลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่ปลายนิ้ว เขายกนิ้วขึ้นมาดู เห็นว่านิ้วตนเองถูกกระดาษบาดจนเป็นแผล มีหยดโลหิตผุดขึ้นมา
บนกระดาษแผ่นนั้นมีลายนิ้วมือสีแดงโลหิตของฉินหลิงเซียวประทับไว้
แม่นางฝูมองดูตบะบำเพ็ญเพียรสิบปีที่จำนำเอาไว้ก็ให้ฉินหลิงเซียวหยิบถ้วยเขย่าลูกเต๋าขึ้นมาเขย่า ทว่าในขณะที่เขายื่นมือออกไปรับมานั้นก็พบว่าที่ครอบนั้นหนักราวพันชั่งจนยกไม่ขึ้น
ฉินหลิงเซียวตกตะลึง เอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ว่า “เหตุใดถ้วยจึงหนักถึงเพียงนี้”
แม่นางฝูหัวเราะ กล่าวหยอกเย้าว่า “สิ่งที่หนักคือลูกเต๋าที่อยู่ด้านใน มันคือลูกเต๋าที่หลอมมาจากขวานของผานกู่ที่ใช้เปิดโลก ผู้ที่สามารถเขย่ามันได้จะต้องมีพลังที่แท้จริงของเทพเซียน! มนุษย์ปุถุชนไม่สามารถขยับได้…”
ชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังก็ทำตาโต “เหล็กวิเศษเช่นนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน กว่าจะนำมาทำเป็นลูกเต๋าได้คงยากมากกระมัง”
แม่นางฝูหัวเราะเสียงเบา “แม่นางกล่าวได้ถูกต้องที่สุด ลูกเต๋านี้ไม่สามารถใช้เครื่องมือแกะสลักของมนุษย์ได้ จะต้องใช้สายฟ้าจากสวรรค์มากลึงเหลี่ยมมุมเพื่อแกะสลักลวดลาย ทว่าสวรรค์ก็มิได้มีสายฟ้าเช่นนี้ทุกวัน ดังนั้นลูกเต๋าหนึ่งลูกจึงต้องใช้เวลากว่าร้อยปี”
ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวพร้อมสีหน้าหวาดหวั่น “ผู้ที่สร้างลูกเต๋านี้จะต้องติดการพนันมากเป็นแน่ ช่างมีความอดทนอดกลั้นเสียจริง!”
ฉินหลิงเซียวได้ฟังเช่นนี้กลับไม่เชื่อถือแม้แต่น้อย เขาโคจรลมปราณทำจิตใจให้แน่แน่ว หยิบถ้วยเขย่าลูกเต๋าอีกครั้ง พลันเห็นว่าลมปราณลอยอวลอยู่เหนือศีรษะของเขา เห็นได้ว่าเขาใช้กำลังภายในถึงขั้นสิบแล้ว แต่กลับไม่สามารถยกถ้วยลูกเต๋านั้นขึ้นมาได้
มือที่ฉินหลิงเซียวจับถ้วยอยู่สั่นระริก นี่เป็นการพนันที่ยุติธรรมที่ใดกัน แม่นางฝูรู้แต่แรกแล้วว่ามนุษย์ไม่สามารถเขย่าลูกเต๋านี้ได้ แต่กลับไม่ยอมบอกแต่แรก น่าแค้นใจที่เขายกไม่ขึ้นและลูกเต๋าเหล่านั้นรวมกันก็ได้เพียงสี่จุดเท่านั้น เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าเขา…แพ้หรอกหรือ!
น่าแค้นใจที่ตอนนี้ร่างกายของเขาอายุไม่ถึงสิบเก้าปีดี หากต้องเสียตบะบำเพ็ญเพียรไปสิบปี ฐานจิตก็จะว่างเปล่า ต้องหวนกลับไปในวัยเด็กน้อย!
เวลานี้ฉินหลิงเซียวร้อนใจจนเหงื่อเย็นผุดออกมา ม่านตาหดเล็ก มีเส้นโลหิตปรากฏขึ้นในลูกตาเหมือนกับนักพนันที่สิ้นเนื้อประดาตัวเหล่านั้น
ในขณะที่ฉินหลิงเซียวไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรนั่นเองก็พลันรู้สึกว่ามีแรงสายหนึ่งกำลังยกแขนของเขาขึ้นจนสามารถยกถ้วยเขย่าลูกเต๋านั้นขึ้นมาได้เล็กน้อย!
ยามที่ฉินหลิงเซียวกำลังประหลาดใจอยู่นั้น เขาก็หันไปมองเล็กน้อย พบว่าคุณชายเยี่ยอี้กำลังยื่นนิ้วออกมาสองนิ้ว ยกขึ้นอย่างแผ่วเบา
ฉินหลิงเซียวเข้าใจแล้ว ที่แท้คุณชายเยี่ยอี้ก็อาศัยพลังของมหาเทพช่วยเหลือเขาอยู่
ฉินหลิงเซียวรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก รีบรวมสมาธิเคลื่อนกำลัง ยกถ้วยเขย่าลูกเต๋านั้นขึ้นมา
เมื่อมีพลังเทพของเยี่ยอี้คอยช่วยเหลือ ในที่สุดเขาก็สามารถเขย่าถ้วยนั้นได้ สักพักก็ได้ผลออกมาที่สิบสองจุด
แม่นางฝูเขย่าถ้วย แต่กลับได้เพียงสิบเอ็ดจุด ฉินหลิงเซียวจึงเอาชนะมาด้วยหนึ่งจุดอย่างฉิวเฉียด
เมื่อเห็นจำนวนจุดที่แม่นางฝูเขย่าได้ ฉินหลิงเซียวก็ถอนหายใจอย่างแรง ประสานมือขอบคุณเยี่ยอี้อย่างซาบซึ้งใจ
เว่ยเจี๋ยกลับเลิกคิ้วถามว่า “อาศัยกำลังของผู้อื่นไม่เท่ากับเป็นการโกงหรอกหรือ”
แม่นางฝูหัวเราะเสียงเบากล่าวว่า “ก่อนหน้านี้มิได้กล่าวว่าสามารถยืมพลังของผู้อื่นได้ ในเมื่อไม่ได้กล่าวเอาไว้ เช่นนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นการโกง…คุณชายฉิน นี่คือลูกแก้วปีศาจที่ท่านชนะได้มา รับไปเถิด!”
ดูท่าคำพูดของแม่นางฝูผู้นี้จะเชื่อถือได้ พูดจริงทำจริงและมอบลูกแก้วปีศาจให้อย่างรวดเร็ว
เมื่อลูกแก้วปีศาจสีม่วงแดงตกมาอยู่ในมือของฉินหลิงเซียว เขาก็มองบิดาที่แก่ชราจนหมดสภาพ กัดฟันแน่น แล้วรีบลองใช้งานทันที
จะทำอย่างไรได้ บิดาของเขาแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ต่อให้ลูกแก้วปีศาจจะชั่วร้ายเพียงใดเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก