เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงชั่วอึดใจ พาให้ผู้คนในที่ว่าการอำเภอตื่นตะลึงตาค้าง
อาอี้เชิดคางขึ้นด้วยสีหน้าสาสมใจ
ฝ่ายนายอำเภออึ้งตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกสติกลับมาได้อย่างช้าๆ แล้วเดินอ้อมโต๊ะพิจารณาคดีมาหาอย่างตื่นเต้นยินดี ประสานมือคารวะชุยเสียวเสี่ยวเป็นการใหญ่ “แม่นางเซียนผู้นี้ ข้าน้อยมีตาแต่หามีแววไม่ ถึงได้มองไม่เห็นอิทธิปาฏิหาริย์ของพวกท่านทั้งหลาย ลบหลู่พวกท่านแล้ว ลบหลู่พวกท่านแล้ว ถ้าหากได้พวกท่านช่วยเหลือ อาถรรพ์วิญญาณร้ายที่โรงเลี้ยงไหมจะต้องถูกพวกท่านขจัดปัดเป่าจนหมดสิ้นเป็นแน่…”
“ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น!”
บรรดาคนของสำนักยันต์คาถาฟังคำเยินยอจากนายอำเภอยังไม่หนำใจ จู่ๆ ก็มีคนสาดน้ำเย็น ใส่เสียก่อน
ชุยเสียวเสี่ยวหันขวับไปมอง ดวงตาพลันวาวประกายขึ้นเมื่อเห็นตรงปากประตูมีกลุ่มชายหนุ่มรูปงามสะท้านใจ สวมชุดสีขาวพลิ้วไหวเดินเข้ามาเป็นขบวน
ผู้เป็นหัวหน้าคือบุรุษร่างผอมเพรียว ท่าทางสุขุมเถรตรง บนกลางหน้าผากของเขามีรอยตราเส้นสีแดงสี่เส้นโยงเชื่อมกันเป็นรูปดอกบัว
ส่วนคนที่ตามหลังเขามาสิบกว่าคนก็ล้วนมีรอยตราดอกบัวแดงซึ่งเกิดจากสามเส้นบ้าง สองเส้นบ้างแตกต่างกันไปไม่เท่ากัน
คนชุดขาวกลุ่มนี้ล้วนก้าวเดินแผ่วพลิ้ว เท้าแทบไม่แปดเปื้อนฝุ่นดินใดๆ ท่วงทีเปี่ยมด้วยไอเซียนยิ่งนัก
หลังจากเจียงหนานมู่เห็นรอยตรารูปดอกบัวบนหน้าผากของพวกเขาอย่างชัดเจนก็อดกระซิบถามไม่ได้ว่า “คนพวกนี้…เป็นศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้ามิใช่หรือ”
ผู้มาใหม่ปรายตามองเหล่า ‘ขอทาน’ จากสำนักยันต์คาถาคราหนึ่ง ก่อนผู้เป็นหัวหน้าจะเอ่ยปากเสียงแข็งกับนายอำเภอ “ตัวข้าคือศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า ได้รับคำสั่งจากปรมาจารย์ให้มาปราบปีศาจที่นี่”
ทันทีที่ถ้อยคำนี้กล่าวออกมา สีหน้าของจีอู่ชีและพรรคพวกก็เปลี่ยนไป
สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้ามีประวัติความเป็นมายิ่งใหญ่ คงต้องกล่าวถึงตั้งแต่ปรมาจารย์เจ้าสำนัก นั่นก็คือ…ฉินหลิงเซียว
ในหมู่ผู้บำเพ็ญพรตมีใครบ้างไม่เคยได้ยินชื่อฉินหลิงเซียว
เจ้าสำนักกระบี่ผู้นี้เป็นผู้ปราดเปรื่องเปี่ยมพรสวรรค์ เมื่อครั้งนั้นเขายอมศิโรราบกราบเป็นศิษย์จอมมารเว่ยเจี๋ย ทนนอนฟืนแข็งชิมดีขม* กระทั่งเว่ยเจี๋ยฝึกฝนวิชามารจนธาตุไฟแทรกมารครอบงำ เขาก็ปลิดชีวิตผู้เป็นอาจารย์เพื่อผดุงคุณธรรม พร้อมทั้งสูบพลังตบะที่จอมมารเว่ยเจี๋ยบำเพ็ญมาเกือบร้อยปีเข้าสู่กายตนทำให้พลังยุทธ์สั่งสมเพิ่มพูนจนพุ่งทะยานก้าวล้ำ
ปัจจุบันฉินหลิงเซียวน่าจะสำเร็จขั้นผนึกโอสถทองและเข้าสู่ขั้นกำเนิดร่างปฐมแล้ว คงอยู่ห่างจากขั้นข้ามผ่านด่านเคราะห์และขั้นเหินสู่แดนเซียนอีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น
ส่วนสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่ฉินหลิงเซียวก่อตั้งขึ้นด้วยตนเองก็โดดเด่นล้ำหน้าบรรดาสำนักบำเพ็ญเซียนด้วยกัน ศิษย์ในสำนักมากมายนับไม่ถ้วน เจริญรุ่งเรืองจนไม่อาจประมาณ
นึกไม่ถึงเลยว่าเพียงไม่นานอำเภอเฟ่ยเซี่ยนเล็กๆ แห่งนี้จะมีเหล่าคนจากสำนักบำเพ็ญเซียนอันยิ่งใหญ่มาเยือนถึงที่ ช่างไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ
ทว่านายอำเภอผู้นั้นมิใคร่รู้ประสีประสา เขาไม่รู้ถึงชื่อเสียงเกริกก้องของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า เพราะเห็นศิษย์ของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน ‘เสกเหยี่ยวคาบหมวกขุนนาง’ ก็เหมือนมีไข่มุกดวงมณีอยู่ตรงหน้าแล้ว นายอำเภอจึงไม่เชื่อว่าบรรดาศิษย์สำนักกระบี่เหล่านี้จะมีความสามารถอื่นใดโดดเด่นกว่านี้ได้
ชุยเสียวเสี่ยวเองก็เพิ่งมาเป็นเจ้าสำนักยันต์คาถาได้ไม่ถึงเดือน ก่อนถังโหย่วซู่ผู้เป็นอาจารย์จะรับนางเข้าสำนัก นางเป็นแค่คนจรร่อนเร่เที่ยวหลอกลวง มิได้มีความรู้เรื่องหลักบำเพ็ญเซียนอะไรเลย
ถึงแม้นามฉินหลิงเซียวจะเลื่องชื่อลือชา แต่ชุยเสียวเสี่ยวกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นเดียวกับนายอำเภอ เมื่อนางได้ยินคำพูดของผู้มาใหม่ ความคิดแรกของนางคือ…คนพวกนี้คิดจะแย่งงานสำนักยันต์คาถารึ!
ครั้นแล้วนางก็เม้มริมฝีปากอวบอิ่มดุจผลอิง ก่อนกล่าวขออภัยศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า “ธรรมดาโลกล้วนถือลำดับมาก่อนมาหลัง งานครั้งนี้พวกเราสำนักยันต์คาถารับไว้แล้ว เชิญพวกท่านไปหางานที่อื่นทำเถิด!”
ศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้ากลับหัวเราะลั่นออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
เจี่ยงเจิ้งหัวหน้าคณะศิษย์แห่งสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าไล่มองพิจารณาดรุณีน้อยผอมบางเบื้องหน้าผู้นี้ด้วยสายตาเหยียดหยัน ก่อนจะเอ่ยเย้ยเยาะอย่างอดไม่ได้ “พวกสำนักเถื่อนลัทธินอก ถึงกับกล้ามาเปรียบกับสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าของข้าเชียวรึ ช่างชวนให้อยากหัวเราะจนฟันร่วงเสียจริง เจ้าคิดว่าพวกข้ามาของานทำเหมือนพวกเจ้าอย่างนั้นรึ”
ศิษย์ด้านข้างเขาผู้หนึ่งเหยียดยิ้มเย้ยหยันเช่นกัน “อาจารย์ของพวกเจ้าคือถังโหย่วซู่มิใช่หรือ เขาเคยอยู่สำนักเดียวกับอาจารย์ของพวกเราด้วยนี่! สำนักยันต์ตดสุนัขอะไรกัน แค่ฝึกฝนวิชายันต์ไม่เข้าท่าได้อย่างเดียวก็มีหน้าบุกเบิกภูเขาตั้งสำนักเองแล้ว สุดท้ายก็แก่ตายอยู่บนเขาหลิงซาน ช่างน่าขายหน้าเหลือเกินจริงๆ พวกเจ้ารีบไปให้พ้นๆ เถอะ อย่ามาวุ่นวายให้เสียเรื่องดีกว่า”