นายอำเภอถูกแดกดันจนพูดไม่ออกและไม่รู้จะหาทางลงอย่างไร ซ้ำยังถูกรัศมีกดดันจากผู้ฝึกกระบี่เหล่านี้พาให้ไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่หันไปมองทางศิษย์สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานอีกรอบ
ชุยเสียวเสี่ยวมิได้วางท่าทีสูงส่งสง่างามเช่นสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า รีบพูดทันทีว่า “พวกข้าก็ไม่ต้องการเงินทองเช่นกัน ที่มาก็เพื่อปราบมารกำจัดปีศาจ ทั้งหมดก็เพื่อชาวบ้าน…เพียงแต่…ถ้าหากใต้เท้ายินดีเลี้ยงอาหารพวกข้าสักสองสามมื้อ ข้ากับศิษย์ร่วมสำนักก็จะซาบซึ้งยิ่ง”
คาถาสาปแช่งของอาจารย์ยังไม่ถูกแก้คลาย ต่อให้มีเงินทองมากองเป็นภูเขาพวกนางก็ไม่อาจหยิบจับได้ จึงต้องเปลี่ยนเป็นข้าวปลาอาหารถึงจะได้ประโยชน์กว่า
นายอำเภอได้ฟังดังนั้นก็เห็นทางออกบ้างแล้ว ใบหน้าพลันยิ้มแย้มเบิกบาน เขารู้สึกว่าผู้มีอิทธิปาฏิหาริย์จากสำนักยันต์คาถาเหล่านี้น่าคบหากว่าลูกหลานของสำนักกระบี่น่ารำคาญพวกนั้นเสียอีก
ครั้นเจี่ยงเจิ้งได้ยินคำกล่าวซึ่งไม่ใคร่ได้รับการสั่งสอนของพวกสำนักเถื่อนลัทธินอกนี้ก็คร้านจะพูดให้เสียปากต่อ เพียงแค่นเสียงฮึดฮัดแล้วหันกายเดินนำบรรดาศิษย์สะบัดแขนเสื้อจากไป
อาจเพราะศิษย์ของสำนักกระบี่มีพลังปราณมากเกินไป ยามพวกเขาเดินผ่านจึงคล้ายกับมีลมหมุนพัดวนอยู่รอบกาย ยิ่งแขนเสื้อยาวสะบัดพลิ้ว ชายชุดปลิวไสว เหล่าคนซอมซ่อของสำนักยันต์คาถาพากันถอยร่นไปหลายก้าวโดยไม่รู้ตัว
มีเพียงชุยเสียวเสี่ยวที่ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังผู้หนึ่งในบรรดาศิษย์ของสำนักกระบี่
ศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่มองตามสายตาของนางไป…นั่นคือบุรุษหนุ่มผมดำคลุมไหล่ สวมชุดขาวทั้งกาย ร่างสูงใหญ่ บ่ากว้างเอวคอด
ยามเมื่อเขาผู้นั้นเดินผ่านมาชวนให้คนต้องสะกดจดจ้องดวงตาคมคิ้วเรียวชี้คู่นั้นอย่างห้ามไม่อยู่
ช่างเป็นดรุณวัยที่งดงามหมดจดจริงๆ! ไม่น่าแปลกใจเลยที่แม่นางน้อยวัยแรกแย้มเช่นชุยเสียวเสี่ยวจะอดไม่ได้ จ้องมองเขานิ่งนานเช่นนั้น
เพียงแต่เมื่อเทียบกับรอยตรารูปดอกบัวบนหน้าผากของศิษย์สำนักกระบี่คนอื่นๆ แล้ว บุรุษหนุ่มรูปงามผู้นั้นกลับมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาแตกต่างออกไป ดูท่าคงจะเป็นศิษย์ใหม่เพิ่งเข้าสำนัก ยังไม่ได้ฝึกฝนบำเพ็ญใดๆ กระมัง
เจียงหนานมู่รู้ตัวเสมอมาว่าตนเองไม่เคยใหลหลงในรูปโฉมหน้าตา แต่ก็ยังส่งสายตามองตามหนุ่มรูปงามผู้นั้นไปไม่ต่างจากศิษย์น้องเจ้าสำนัก ทั้งยังเหม่อคิดอยู่นานสองนาน
ผู้คนล้วนกล่าวกันว่าสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าเป็นที่รวมผู้งามสง่าปราดเปรื่องในโลกหล้าไว้มากมาย วันนี้ได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วจริงๆ
ชุยเสียวเสี่ยวและพวกรอจนคนของสำนักกระบี่ไปหมดแล้วก็ทำหน้าหนา รั้งกินอาหารให้อิ่มสักมื้อก่อนค่อยว่ากัน
สี่คนหนึ่งสุนัขได้รับการต้อนรับจากนายอำเภอให้เข้าไปกินข้าวถึงห้องอาหารในที่ว่าการอำเภอ ถือเป็นอาหารร้อนๆ มื้อแรกในรอบหลายวันของพวกเขา
ทว่ากินไปได้แค่ครึ่งทางที่ว่าการอำเภอก็มีแขกสูงศักดิ์มาเยือนหาอีกแล้ว เป็นชายวัยกลางคนแต่งตัวอย่างพ่อค้าวานิชผู้มั่งมี เดินเข้ามาพร้อมกับนายอำเภอพลางพูดจาสรวลเสเฮฮามาตลอดทาง
ดูท่านายท่านผู้นี้จะมีฐานะไม่ธรรมดา ขนาดนายอำเภอยังต้องคอยก้มศีรษะโค้งเอวให้เขา
ได้ยินพ่อครัวที่ยกอาหารมาเล่าว่านายท่านผู้นั้นแซ่จิ้น นามโหย่วเต๋อ เขาเป็นพ่อค้าไหมเจ้าใหญ่ที่สุดในถิ่นนี้ โรงเลี้ยงไหมไร่ป่าหม่อนรอบรัศมีนับร้อยหลี่ล้วนเป็นกิจการของเขาทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเปิดร้านแลกเงินและโรงน้ำชาอีกไม่น้อย
โรงเลี้ยงไหมที่มีปีศาจออกอาละวาดนั้นคงจะเป็นของเขาด้วยเป็นแน่
เวลานี้โรงเลี้ยงไหมเกิดเรื่องขึ้นย่อมกระทบต่อกิจการของเขาอย่างมาก นอกจากร้านไหมแต่ละที่จะไม่มารับสินค้าแล้ว กิจการโรงน้ำชาและร้านแลกเงินของเขาก็พลอยฝืดเคืองไปด้วย
จิ้นโหย่วเต๋อวิตกกังวลยิ่งนักจึงได้มาดูว่าผู้สูงส่งที่จะมาปราบมารกำจัดปีศาจนั้นมีความสามารถจริงหรือไม่
จีอู่ชีปรี่นำข้ามหน้าชุยเสียวเสี่ยวไปก่อนเพื่อทักทายพ่อค้าแซ่จิ้นผู้นั้น
จิ้นโหย่วเต๋อมีดวงตาดอกท้อแม้เขาจะกำลังพูดคุยอยู่กับศิษย์พี่ใหญ่ แต่สายตากลับคอยชำเลืองไปทางสตรีสองคนที่โต๊ะอาหารทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ สุดท้ายก็จับจ้องที่ตัวชุยเสียวเสี่ยว
จุๆๆ ช่างงดงามจริงๆ!