ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 3-4
พลังตบะเช่นนี้ช่างน่ายกย่องชื่นชมเสียจริง แม้แต่ศิษย์ปลายแถวของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่มีรอยตราปทุมบนหน้าผากเพียงสองราก ต่อให้ไปอยู่ตำหนักสำนักอื่นก็ยังโดดเด่นเหนือศิษย์สำนักใดๆ
ชุยเสียวเสี่ยวกวาดตามองดูเหล่าศิษย์สำนักกระบี่ที่อยู่ลึกไปด้านหลังจึงเห็นศิษย์ที่หน้าผากเกลี้ยงเกลาผู้นั้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ข้างกายเขามีสตรีรูปโฉมเพริศพริ้งอยู่ด้วยผู้หนึ่ง นางสวมชุดรัดกุมสีดำ ท่าทางคล้ายผู้บำเพ็ญพรตหญิง
เจี่ยงเจิ้งผู้นำศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าสายตาแน่วนิ่ง คร้านจะสนใจสำนักยันต์คาถานอกลู่นอกทางนี้ เขาหยิบจานเข็มทิศจากอกเสื้อออกมาแล้วมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็วตามการหมุนวนของปลาคู่อินหยาง บนจานเข็ม จากนั้นก็ร้องสั่งว่า “ที่นี่ไอปีศาจหนาหนักอย่างที่คิดจริงๆ พวกเจ้าทั้งหลายจงปลุกสติตั้งมั่น รีบหาตัวปีศาจที่ซุ่มซ่อนอยู่ให้พบโดยเร็ว แต่ต้องระวังดีๆ ด้วย อย่าทำลายส่วนสำคัญในร่างของมันล่ะ…พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่”
เมื่อเขาพูดจบ บรรดาศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าก็เหินร่างแยกย้ายกันไปทุกทิศทุกทางราวกับเป็นเซียนจากสวรรค์
เกราะแสงรัศมีเรืองเรื่อแผ่ออกมาคุ้มกายพวกเขาขณะแต่ละคนกวัดแกว่งกระบี่ปราณอย่างคล่องแคล่วแกล้วกล้า ฟันแหวกใยไหมที่พันห่อไปทั่วโรงเรือน หมายจะเข้าไปด้านในให้ได้โดยไว
จีอู่ชีไม่พอใจการกระทำโอ้อวดของศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าอย่างยิ่ง
เวลานี้ในบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักยันต์คาถา จีอู่ชีเป็นผู้ที่มีพลังยุทธ์แกร่งกล้าที่สุด เขาจึงรีบเพ่งหาจุดตันเถียนในร่างตนเอง หวังจะดึงแสงรัศมีให้แผ่ออกมาทั่วร่างได้บ้าง
น่าเสียดายที่เมื่อเย็นเขากินอิ่มเกินไป พอออกแรงเพียงเล็กน้อยจึงเก็บกลั้นไม่อยู่…เสียงผายลมดังระเบิดไปทั่วโรงเรือน…
ศิษย์น้องทั้งสามของเขารู้ดี พลันกระโจนหนีพร้อมกัน ในเวลาเช่นนี้มิตรภาพแน่นแฟ้นมั่นคงระหว่างศิษย์ร่วมสำนักย่อมสั่นคลอนไปบ้าง ขอตัดสัมพันธ์กับศิษย์พี่ใหญ่ชั่วคราวก่อน
ขณะจีอู่ชีเก้อเขินจนหน้าแดงทำตัวไม่ถูก บรรดาศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าก็แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของพวกตน ชุดอาภรณ์ขาวพัดพลิ้วปลิวสะบัด ท่วงทีกระฉับกระเฉงงดงาม กวัดแกว่งกระบี่ปราณกำจัดเส้นไหมสีขาวที่พันห่อตามที่ต่างๆ ลงไปกว่าครึ่ง
ชุยเสียวเสี่ยวไร้สามารถที่สุดในกลุ่ม ได้แค่เฝ้าดูอยู่ด้านข้างเฉยๆ ทว่าดูไปดูมาเรียวคิ้วที่หมดจดงดงามก็ขมวดย่นเล็กน้อย ครั้นแล้วนางก็ตะโกนเสียงดังว่า “เก็บกระบี่เร็วเข้า ไม่ต้องฟันแล้ว!”
น่าเสียดายที่คำพูดของนางไม่มีผู้ใดเห็นค่าสำคัญ ศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าเหล่านั้นยังคงโผกระโจนโจมตีประดุจนกพิราบปราดเปรียว
เพียงแต่ศิษย์ผู้หนึ่งของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า ซึ่งก็คือบุรุษหนุ่มรูปงามหน้าผากเกลี้ยงเกลาผู้นั้นพลันส่งเสียงลั่นขึ้นทันใดหลังจากที่ชุยเสียวเสี่ยวร้องตะโกนได้ไม่นาน “ทุกคนหยุด!”
ดูท่าคำพูดของศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าผู้นี้จะสลักสำคัญยิ่ง เพราะศิษย์ร่วมสำนักต่างหยุดมือทั้งหมด
แต่เมื่อพวกเขาหยุดโจมตีและกำลังจะเก็บกระบี่ปราณกลับพบว่ากระบี่ปราณของพวกตนถูกเส้นไหมเล็กๆ มากมายพันยึดไว้แน่น แม้จะอยู่ในยามค่ำคืนที่มืดสลัว แต่เส้นไหมเหล่านี้เปล่งประกายเรืองๆ ชวนพิศวง ราวกับว่ากำลังสูบพลังไปจึงกะพริบระยิบระยับไม่หยุด
ศิษย์บางคนรีบโคจรปราณเก็บกระบี่ แต่ขณะปราณแท้ซึ่งผนึกขึ้นเป็นกระบี่ปราณกำลังถูกเก็บกลับเข้าสู่ร่างของแต่ละคน เส้นไหมเรืองแสงก็เกาะแน่นติดตามเข้าไปในร่างด้วย บรรดาศิษย์เหล่านั้นต่างเบิกตากว้างพร้อมเปล่งเสียงครวญคราง ผิวหนังแห้งเหี่ยวลงทันตาคล้ายดั่งผืนดินแตกระแหงเพราะน้ำเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว
ศิษย์คนอื่นๆ เห็นดังนี้ก็รีบตวัดกระบี่ฟันตัดเส้นไหมที่กำลังสูบพลังปราณและเลือดเนื้อของผู้คนเหล่านั้น อนิจจาที่ยิ่งตัดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพียงครู่เดียวกระบี่ปราณของพวกเขาก็ถูกพันหุ้มแน่นหนาเหมือนรังไหมก็ไม่ปาน
ชั่วพริบตาเดียวมือของพวกเขาก็ถูกพันเกาะด้วยเส้นไหมและต่างรู้สึกได้ว่ากำลังถูกสูบพลังชีวิตออกไป
ศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่หน้าผากเกลี้ยงเกลาผู้นั้นยกมือขึ้นทันใด เข็มปราณขุนพลสวรรค์นับหมื่นสายพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา โจมตีไปยังบรรดาศิษย์ร่วมสำนักเหล่านั้น
ครั้นเข็มปราณแทงเข้าไปในตัวศิษย์ร่วมสำนัก คนพวกนั้นก็ตาเหลือกล้มฟุบสลบลงกับพื้นราวกับกระเพาะฉี่หมูที่ถูกปล่อยน้ำออกจนแฟบ เส้นไหมปีศาจซึ่งพันห่อพวกเขาก็ดูเหมือนจะพากันคลายปล่อยตัว เพราะสัมผัสปราณแท้ใดๆ จากตัวพวกเขาไม่ได้อีก
เจี่ยงเจิ้งผู้เป็นหัวหน้าศิษย์ยืนอยู่ด้านข้างเห็นศิษย์น้องแต่ละคนร่วงผล็อยไปตามๆ กันก็อดห่วงไม่ได้ “อาจารย์ เอ่อ…ท่านทำเช่นนี้จะทำลายตบะปราณกระบี่ที่พวกเขาสู้อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมาได้นะ”
บุรุษหนุ่มรูปงามหน้าผากเกลี้ยงเกลาแห่งสำนักกระบี่กล่าวขึ้น “คิดไม่ถึงว่าปีศาจพวกนี้จะเติบโตมาด้วยการสูบปราณวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียรจนมีพลังแก่กล้ายิ่ง หากไม่สกัดกั้นปราณแท้ของพวกเขาไว้ ไม่เพียงไม่อาจรักษาชีวิตของพวกเขา ถ้าปีศาจสูบปราณแท้ไปจนอิ่มหนำก็จะยิ่งรับมือยากขึ้นไปอีก…หลังจากกลับไปแล้วพวกเราค่อยให้พวกเขากินลูกกลอนผนึกปราณเสริมบำรุงพลังภายในที่ขาดพร่องไปก็ได้”
“นั่นไม่จำเป็นแล้ว วิธีที่เจ้าใช้ครั้งนี้เป็นไปได้มากว่าได้ทำลายฐานพลังตบะของพวกเขาลงแล้ว ต่อให้กินลูกกลอนเซียนโอสถวิเศษก็ยากจะบำเพ็ญได้ถึงขั้นผนึกโอสถทองหรือขั้นกำเนิดร่างปฐม” จีอู่ชีสังเกตดูอยู่ด้านข้างเห็นชัดเจนว่าคนผู้นี้ลงมือโหดเหี้ยมกับศิษย์ร่วมสำนักอย่างยิ่งจึงโพล่งเหน็บแนมขึ้นทันที
บุรุษหนุ่มรูปงามได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนสายตามาจ้องจีอู่ชีอย่างเย็นชา แววตาประหนึ่งเข็มทิ่มแทง พาให้คำพูดที่จีอู่ชียังกล่าวไม่จบค้างอยู่ที่ริมฝีปาก
เจี่ยงเจิ้งคล้ายกับไม่พอใจที่เห็นผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์ศิษย์ร่วมสำนักของตน บังเกิดโทสะถึงขั้นชักกระบี่ออกมา หมายจะสั่งสอนจีอู่ชีผู้ปากมาก
แต่เวลานี้เองชุยเสียวเสี่ยวกลับจ้องเขม็งไปเบื้องหน้า เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “สายไปแล้ว เจ้าปีศาจนั่นสูบพลังจนอิ่มแล้ว…”
Comments



