ภายในเมืองลั่วหยาง รัตติกาลมืดสนิทดุจปกคลุมด้วยผืนผ้าม่าน
ฮ่องเต้เทียนหมิ่นในวัยสามสิบยืนมือไพล่หลังอยู่ตรงหน้าต่างในห้องทรงพระอักษร มองสีรัตติกาลดำมืดด้านนอก สีหน้าท่าทางเคร่งขรึม หลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยปาก สุ้มเสียงทุ้มลึก “คน…ฝังเรียบร้อยแล้ว?”
“พ่ะย่ะค่ะ” ผู้ที่ยืนด้านหลังค้อมศีรษะตอบ น้ำเสียงแฝงความแก่ชราและอ่อนล้า “ทุกสิ่งล้วนจัดการอย่างเหมาะสมตามพระประสงค์ของฝ่าบาทแล้ว”
“ดีมาก” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นก้มศีรษะเล็กน้อย ใบหน้าใต้แสงเทียนหรุบหรู่ภายในห้องนั้นสลัวรางมองเห็นไม่ชัดเจน
“เพียงแต่” คนด้านหลังค้อมศีรษะน้อยๆ อีกครั้ง “มีเรื่องหนึ่งกระหม่อมไม่รู้ว่าสมควรเอ่ยหรือไม่”
“ว่ามา ไม่เป็นอันใดหรอก”
“กระหม่อมเพิ่งได้ข่าวว่าบุตรสาวของจงเหอลู่คหบดีอันดับหนึ่งแห่งลั่วหยางถูกส่งเข้าสำนักศึกษาชิงหง” คนผู้นั้นเอ่ยหลังจากหยุดเว้นไปเล็กน้อย
“สตรีผู้หนึ่งเข้าสำนักศึกษาชิงหง?” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นเลิกคิ้ว พึมพำว่า “เป็นเรื่องบังเอิญ หรือ…”
“เบื้องหน้ายังไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” คนด้านหลังสังเกตสีหน้าท่าทาง “ไม่ทราบว่าฝ่าบาททรงต้องการ…”
“ไม่จำเป็น” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นกลับหัวเราะเบาๆ “หากบุ่มบ่ามสอดมือ ตรงกันข้ามจะยิ่งเสียเรื่อง เรารู้ว่าเขามีวิธีรับมือ”
คนผู้นั้นตะลึงไป “ฝ่าบาททรงพระปรีชา”
“อื้ม เจ้าออกไปเถอะ” ฮ่องเต้เทียนหมิ่นเอ่ย “จงจำไว้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกว้างขวาง จะปล่อยให้ข่าวหลุดไปแม้แต่นิดก็ไม่ได้เป็นอันขาด”
คนผู้นั้นขานรับ ขณะจะถอยออกไปกลับได้ยินเสียงฮ่องเต้เทียนหมิ่นแว่วมา “เรื่องนี้…ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
คนผู้นั้นขอบตาพลันแสบร้อนเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวกลับมา ประสานมือค้อมเอวคารวะ “เพื่อแผ่นดินบ้านเมือง กระหม่อมยินดีบุกน้ำลุยไฟไม่ขอบ่ายเบี่ยง”
ศิษย์พี่ใหญ่มีความลับเล็กๆ อย่างหนึ่งที่ไม่อาจบอกผู้อื่นได้
ทั้งความลับเล็กๆ นี้ยังซ่อนอยู่ในมุมกำแพงไม่สะดุดตาที่ฝั่งตะวันออกของลานสำนักศึกษาชิงหงอีกด้วย
วันนี้ศิษย์พี่ใหญ่ฉวยโอกาสที่ทุกคนนอนกลางวันลอบออกมาที่นี่อย่างที่เคยทำประจำ หยิบพลั่วเหล็กเล็กๆ เล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วเริ่มขุดตรงมุมกำแพง
หนึ่งก้านธูปให้หลัง ร่างสูงใหญ่มหึมาของศิษย์พี่ใหญ่ขดตัวกลมอยู่ตรงมุมกำแพง จดจ้องกลุ่มควันสีขาวเบื้องหน้าตาไม่กะพริบ ใบหน้าอิ่มเอมเปรมปรีดิ์
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ” ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
ศิษย์พี่ใหญ่หันกลับไปทั้งแก้มตุ่ยอย่างอึ้งๆ พลันเห็นดวงหน้างามที่มีรอยยิ้มเกลื่อนหน้า
“เอ๋? ศิษย์พี่ใหญ่ท่านกำลังลอบทำมันเผาหรือ” จงรั่วฉิงยืนมือไพล่หลัง กระโดดโลดเต้นไปตรงหน้าเขา ค้อมเอวมองดูร้านมันเผาที่ทำเองขึ้นมาอย่างง่ายนั้น รวมไปถึงอาหารด้านบนที่มีควันลอยหอมกรุ่น กะพริบตาปริบๆ เอ่ย “แต่ไฉนศิษย์น้องจำได้ว่าในสำนักศึกษามีกฎข้อหนึ่งบอกว่าห้ามทำอาหารเองนี่นา ใช่หรือไม่ศิษย์พี่ใหญ่”
ลูกกระเดือกของศิษย์พี่ใหญ่ขยับขึ้นลง ไม่รู้ว่ากำลังกลืนมันเผาหรือกลืนน้ำลาย ปกติเขาพูดน้อยอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้ตามความเข้าใจของจงรั่วฉิงคือปากของเขาโดยทั่วไปมีไว้กินอาหารเท่านั้น ส่วนความสามารถในการพูดนั้นไม่ค่อยได้ใช้จึงย่อหย่อนลงไปโดยปริยาย
จงรั่วฉิงทรุดตัวลงนั่งข้างเขา ยิ้มตาหยีเอ่ยต่อว่า “ศิษย์พี่ใหญ่วางใจเถอะ ข้าจะปกป้องความลับของท่านอย่างแน่นอน!” นางเว้นจังหวะนิดหนึ่ง กลอกตาไปมา “แต่ว่า…มีเงื่อนไขเล็กน้อยข้อหนึ่ง”
ศิษย์พี่ใหญ่จ้องจงรั่วฉิงไม่เอ่ยวาจา ทันใดก็ย่นคิ้วเล็กน้อย เผยสีหน้าหนักอึ้งประหนึ่งสูญเสียบุพการี
จากนั้นท่ามกลางสายตาฉงนของจงรั่วฉิง ศิษย์พี่ใหญ่ก็หยิบมันเผาอีกลูกที่ยังไม่เริ่มกินบนพื้นขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา ปัดฝุ่นออกแล้วยื่นไปใต้จมูกจงรั่วฉิง ในเวลาเดียวกันนี้ยังเบี่ยงกายไปอีกด้านอย่างเจ็บช้ำใจ ท่าทางตัดสินใจเด็ดเดี่ยวปานจะลาตายจากกันกระนั้น