ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ภวังค์รักในเรือนแสนหวาน บทที่ 4
ทีแรกอวิ๋นฉานยังใช้วิธีเอ่ยเตือนปากเปล่า บอกย้ำเตือนอีกฝ่ายหลายต่อหลายครั้งว่าตนไม่มีเรื่องราวอะไรของฉุนเจี๋ยที่บอกเล่าได้
ทว่าผลที่ได้กลับน้อยนิดยิ่ง ไม่สิ กล่าวให้ถูกต้องคือไม่มีประโยชน์ใดเลยสักเสี้ยว
ถัดจากนั้นเขาจึงทำป้ายอีกแผ่นปักไว้กลางลานเสียเลย เขียนตัวโตว่า ‘ไม่อาจบอกเล่า’ สี่คำ ตนเองจะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำลายอีก
ทว่าบางคนยังคงไม่มีความสำนึกจะล่าถอยสักนิด ยังคงทำตัวเป็นนกเขายึดรังสาลิกาเบิกบานเพลิดเพลินใจ
สุดท้ายอวิ๋นฉานจำต้องใช้วิธีอย่างการมองข้ามโดยสมบูรณ์ ถือว่าจงรั่วฉิงและซือฉินที่ปรากฏตัวเป็นครั้งคราวเป็นอากาศธาตุ ทุกวันง่วนแต่เรื่องของตน
จงรั่วฉิงค้นพบว่าชีวิตของคนผู้นี้น่าเบื่ออย่างยิ่ง
ทุกวันนอกจากกินนอนและทำกิจกรรมจำเป็นทั่วไป เขาแทบประหนึ่งรูปปั้นสลัก หมดอาลัยตายอยาก ปราศจากชีวิตชีวา หากไม่นั่งเหม่อลอยที่ลานก็ยืนใจลอยที่หน้าต่าง กินเวลานานหนึ่งถึงสองชั่วยาม ไม่ปริปากและไม่ขยับเขยื้อนเท่าไร
บางคราวจงรั่วฉิงอยากเดินเข้าไปหาอย่างยิ่ง ตบเขาสักที ดูว่าเขาไม่ทันระวังดวงจิตหลุดออกจากร่างไปแล้วหรือไม่
มีครั้งหนึ่งนางทนไม่ไหวกระทำเช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ
ท่าทีตอบสนองของอวิ๋นฉานรวดเร็วกว่าที่นางคาดมากนัก ชั่วพริบตาที่ยื่นมือไป อีกฝ่ายก็หมุนตัวกลับมาอย่างว่องไว คว้าหมับที่ข้อมือนาง
การคว้าจับครั้งนี้ใช้เรี่ยวแรงมหาศาลอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อแตะบนข้อมือกลับให้ความรู้สึกแผ่วเบาล่องลอยชนิดหนึ่ง จงรั่วฉิงยกมือด้วยสัญชาตญาณ กลับหลุดจากพันธนาการได้อย่างง่ายดายหาใดเปรียบ
ไม่เพียงเท่านี้ ยังเห็นอวิ๋นฉานก้าวถอยร่นติดๆ กันไปถึงหน้าต่าง ถึงกับถูกแรงของสตรีคนเดียวอย่างนางผลักจนหมดสิ้นกำลังต่อกร
จงรั่วฉิงเบิกตาโต มองมือตนเอง แล้วมองอวิ๋นฉานที่พิงร่างครึ่งหนึ่งกับหน้าต่าง เขาในยามนี้จอนผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย กำลังก้มหน้าหอบหายใจถี่รัว ใบหน้าที่เย็นชาอยู่เสมอกลับเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อละเอียด ส่อเค้าความทุลักทุเลจากการข่มกลั้นอยู่หลายส่วน
จงรั่วฉิงเอ่ยขึ้นช้าๆ “ทะ…ท่านเป็นอะไรไป”
ระหว่างการพบกันก่อนหน้านี้นางสังเกตเห็นแล้วว่าร่างกายของอวิ๋นฉานเกินกว่าครึ่งน่าจะอ่อนแออยู่บ้าง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะอ่อนแอถึงขั้นไม่อาจตอบโต้สตรีผู้หนึ่งได้
“เจ้าไม่ต้องยุ่ง…” อวิ๋นฉานยันกรอบหน้าต่างยืดตัวขึ้น ต่อให้ลมหายใจไม่สม่ำเสมอ น้ำเสียงกลับยังแข็งกระด้าง เขาพยายามเดินผ่านข้างกายจงรั่วฉิง แต่แล้วจู่ๆ ร่างก็โงนเงน ทั้งร่างล้มคะมำลงไปที่พื้น
จงรั่วฉิงรีบเข้าไปพยุงเขา พร้อมกันนั้นก็ร้องเรียกซือฉินที่อยู่ตรงประตู สองคนช่วยประคองเขาไปที่ห้องนอน
สตรีสองคนประคองบุรุษร่างสูงใหญ่คนหนึ่งหาใช่เรื่องง่ายดาย ในที่สุดเมื่อประคองชายหนุ่มมาถึงข้างเตียงด้วยความเหนื่อยล้าแสนสาหัสแล้ว จงรั่วฉิงจึงให้ซือฉินไปยกน้ำชาที่ห้องครัวมาให้ คล้อยหลังซือฉินไปเพียงครู่เดียว ผ้าโปร่งสีขาวที่ปิดดวงตาของชายหนุ่มอยู่เสมอก็ไม่สามารถทนรับแรงกระเทือนจากการเคลื่อนย้ายได้อีกจึงร่วงตกลงบนพื้น
เมื่อจงรั่วฉิงหันหน้าไปจึงมองเห็นเสี้ยวหน้าด้านที่ใกล้เพียงเอื้อมของอีกฝ่ายโดยไม่ทันตั้งตัว
อวิ๋นฉานผมสยายยุ่งตกลงมา ขนตายาวชี้ลงต่ำ ทั้งยังสั่นน้อยๆ ตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย มองเห็นสองนัยน์เนตรที่ดวงตาข้างซ้ายได้รางๆ และสันจมูกสูงโด่งทอดยาวเป็นเส้นโค้งอันอ่อนโยนละมุนละไม ทั้งหมดนี้สะท้อนเข้าสู่คลองจักษุของนางทั้งหมด
ชั่วพริบตานี้จงรั่วฉิงรู้สึกเพียงว่าคนผู้นี้ประหนึ่งเป็นแจกันบุปผาเครื่องเคลือบสีครามล้ำค่าจนมิอาจประเมินใบหนึ่ง ต่อให้ร่วงตกลงมาโดยไม่ระวัง แตกสลายและแหว่งวิ่น ก็ยังให้ความรู้สึกงดงามและน่าทึ่งอย่างหนึ่ง
ครั้งก่อนมองเห็นใบหน้าอวิ๋นฉานได้รำไรเพียงครั้งเดียว ประกอบกับอยู่ห่างออกไป นางจึงไม่เคยสังเกตโดยละเอียดมาก่อน ยามนี้เมื่อได้เห็นชัดเจนในระยะใกล้เพียงนี้ จงรั่วฉิงพลันรู้สึกละสายตาไม่ได้ชั่วขณะ
นึกไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่าคนผู้นี้กลับมีรูปโฉมงดงามปานนี้ ต่อให้ใช้คำพรรณนาอย่าง ‘ล่มบ้านล่มเมือง’ ‘ทำให้ผู้คนทั่วหล้าหลงใหลคลั่งไคล้’ ก็ไร้ข้อกังขาว่าพูดเกินไป
จงรั่วฉิงตะลึงงันอยู่เช่นนี้เนิ่นนาน จวบจนซือฉินที่ไปยกชาร้อนที่ห้องครัววกกลับมา นางจึงค่อยหลุดจากภวังค์ รีบหยิบผ้าโปร่งสีขาวขึ้นมาผูกให้เขา ทว่าตอนปลายนิ้วแตะโดนหน้าผากของอีกฝ่ายกลับพบว่าสิ่งที่สัมผัสมือนางกลับเป็นความร้อนลวก
จงรั่วฉิงมึนงงโดยสมบูรณ์ “นี่ข้าผลักคนจนไข้ขึ้นเลยเชียวหรือ”
ซือฉินก้าวขึ้นหน้ามาอังหน้าผากของเขาด้วย แล้วบ่นงึมงำ “บ่าวก็ว่ายามปกติไม่เห็นเขาอ่อนแอถึงเพียงนี้ คาดว่าคงป่วยแล้ว แต่คนผู้นี้นิสัยดื้อรั้นเกินไป ถึงขั้นนี้ยังไม่พูดสักคำ ซ้ำยังวางท่าอยู่ทั้งวันอีก…” เพิ่งสิ้นเสียงพูดก็เหลือบเห็นจงรั่วฉิงขึงตาใส่ตนเองอยู่ ซือฉินจึงแลบลิ้นเอ่ย “บ่าวไปตักน้ำเย็นอ่างหนึ่งมาให้เขาประคบหน้านะเจ้าคะ” พูดจบก็วิ่งจากไป
หลังคนที่พูดงึมงำจากไป ในห้องพลันจมสู่ความเงียบสงัดไร้สรรพเสียง
จงรั่วฉิงเหน็บชายผ้าห่มให้อวิ๋นฉาน สายตาอดเลื่อนไปมองใบหน้าเขาไม่ได้ ต่อให้มีผ้าโปร่งสีขาวปกปิดใบหน้า ความหล่อเหลางามสง่าที่เห็นเพียงแวบเดียวเมื่อครู่กลับประทับตราตรึงในสมอง
ดวงหน้าที่งามเลิศล่มเมืองและดวงตาสองนัยน์เนตรที่ไม่ธรรมดาสามัญนั้น อวิ๋นฉานผู้นี้ที่แท้เป็นใครกันแน่
สำหรับฐานะของอวิ๋นฉาน จงรั่วฉิงรู้สึกกังขาอยู่ตั้งแต่ต้น เหตุผลที่นางตามตื๊ออีกฝ่ายไม่เลิก นอกจากอยากสืบข่าวของซูเหมินจิ่นให้มากขึ้น ยังมีเหตุผลข้อนี้อยู่อีกชั้นหนึ่ง
เพียงแต่ ณ เวลานี้ความฉงนสนเท่ห์ในใจนางดั่งถูกราดด้วยน้ำมัน พลันลุกโหมเป็นกองเพลิงอันโชติช่วง
นางไม่มีความเคลือบแคลงอีก ทั้งยังแทบมั่นใจได้เลยว่าอวิ๋นฉานผู้นี้มิใช่คนต่ำต้อยไร้ปณิธานหรือปุถุชนอย่างแน่นอน
ในสมองของจงรั่วฉิงยุ่งเหยิงอยู่บ้าง ดั่งมีเส้นสายเบาะแสนับไม่ถ้วนพันผูกเข้าด้วยกันจนไม่อาจสะสางจัดระเบียบความคิด นางนั่งอยู่ที่หัวเตียงเช่นนี้ นิ่งมองคนบนเตียง ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ก็คล้ายคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น
ในตอนนี้เองเสียงร้อนใจของซือฉินแว่วมาจากด้านนอก “คุณหนู คุณหนู ศิษย์พี่มาเจ้าค่ะ!”
“ศิษย์พี่คนใด” จงรั่วฉิงลุกขึ้นโพล่งถามออกไป อย่างไรสำนักศึกษาชิงหงแห่งนี้หลับตาจับคนมาสักคนล้วนนับได้ว่าเป็นศิษย์พี่นางทั้งสิ้น
ซือฉินยกอ่างน้ำเข้าประตูมาแล้ว แต่ด้วยฝีเท้าลนลาน น้ำหนึ่งอ่างจึงถูกนางทำหกมาตลอดทางจนหายไปแล้วครึ่งอ่าง พลอยทำให้พื้นข้างเท้าเปียกแฉะไปหมด
นางไม่ทันเอ่ยปาก คนด้านหลังก็เดินตามมาติดๆ เงาร่างปรากฏให้เห็นเกินครึ่งตัว เป็นฉุนเจี๋ยที่มีสีหน้าตกตะลึง รวมถึงฉุนจิ้งผู้ซึ่งตามติดเขาทุกฝีก้าวอยู่ตลอด
ด้วยเหตุนี้ดวงตาสี่คู่พลันสบประสานกันอย่างไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ ทั้งยังก่อให้เกิดความเงียบงันอันแปลกประหลาดและยาวนานระลอกหนึ่ง…
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมกราคม 2569)
Comments



