ศิษย์พี่สามกระแอมให้คอโล่ง เอ่ยประเด็นของตนต่อ “พวกเจ้าตรึกตรองดู ช่วงเวลาที่แม่ทัพฮั่วไม่อยู่ ในราชสำนักคำพูดของผู้ใดมีน้ำหนัก และเป็นผู้ใดที่เป็นอริกับแม่ทัพฮั่วเสมอมา เจอหน้ากันเป็นต้องมีเรื่องมีราว”
เขาเอ่ยพลางใช้สายตาเฝ้ารอคอยส่งไปหาศิษย์พี่สี่ พยายามชี้นำให้อีกฝ่ายเอ่ยคำตอบนี้แทนตน ทว่าเจ้าตัวตั้งแต่ต้นจนจบกลับเพียงก้มหน้าเช็ดกระบี่ของตน ไม่แยแสสนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว
ศิษย์พี่สามจ้องจนออกจะปวดตาอยู่บ้าง ได้แต่ถอนสายตากลับมาอย่างแค้นใจ ลอบถอนใจว่าไม่ควรมีความหวังให้ท่อนไม้ท่อนนี้เลยจริงๆ
แม้จะเป็นดังนี้ แท้จริงคำตอบนี้ประจักษ์แจ้งเด่นชัด
ต่อให้เป็นผู้ที่มุ่งมั่นตั้งใจร่ำเรียนเขียนอ่าน ไม่สนใจการบ้านการเมือง ยามนี้ในใจก็ยังมีนามหนึ่งผุดขึ้นมา
จงรั่วฉิงยังคงนั่งที่ประจำของตน ท่าทางคล้ายกำลังพลิกหน้าหนังสือ แท้จริงกลับหูผึ่งอยู่ตลอด สนใจทุกประโยคที่ศิษย์พี่สามเอ่ยเมื่อครู่
ยามนี้นางจึงช้อนตาขึ้นด้วยจิตใต้สำนึก มองผ่านกลุ่มคนไปยังฉุนเจี๋ยซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล
ฉุนเจี๋ยกำลังจับพู่กันเขียนมือเป็นระวิง เร่งทำการบ้านก่อนคาบเช้าตามนิสัยประจำตัวของเขา
จงรั่วฉิงจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตายไม่วางตา ทว่าเขาไม่เพียงไม่สะดุ้งสะเทือนกับคำพูดของศิษย์พี่สาม กระทั่งมือที่กำลังสะบัดพู่กันว่องไวดุจเหินบินนั่นก็ไม่ได้ชะงักงันแม้สักนิดเพราะเรื่องนี้
จงรั่วฉิงทนไม่ไหวในที่สุด ลุกขึ้นเดินเข้าไปหา
ฉุนเจี๋ยกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างบ้าคลั่ง จู่ๆ โต๊ะก็ถูกคนตบดังปัง เขาสะดุ้งโหยง ทั้งร่างเกือบลอยออกไปรอมร่อ เมื่อเงยหน้ามองก็พลันปะทะกับใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของจงรั่วฉิง
ฉุนเจี๋ยเปลี่ยนไปทำหน้าวิงวอน “ศิษย์น้องหญิง ข้ากำลังเร่งทำการบ้านอยู่นะ ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ละเว้นข้าเถอะ!”
“ศิษย์พี่ฉุนเจี๋ย ตอบคำถามข้ามาคำถามหนึ่งก่อน” จงรั่วฉิงมองเมินโดยสิ้นเชิง ทั้งยังเอ่ย “คนที่ศิษย์พี่สามเอ่ยถึงผู้นี้เป็นใครกัน ปกติข้าไม่ค่อยสนใจเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็เดาไม่ออก”
นางใช้น้ำเสียงกระเง้ากระงอด หากแต่ดวงตากลับซ่อนประกายคมกริบ จ้องฉุนเจี๋ยตาไม่กะพริบ ขอเพียงสีหน้าเขามีอะไรผิดแผกไป ต่อให้จะหายวับไปในพริบตาก็เพียงพอให้นางเชื่อมั่นในหลักฐานที่ตนมีแล้ว
แต่ฉุนเจี๋ยได้ยินดังนั้น นอกจากไม่หลบตาสักนิด ยังเกาศีรษะเอ่ยว่า “แม้ข้าก็ไม่สนใจเรื่องพวกนี้เท่าไร แต่…น่าจะเป็นอัครมหาเสนาบดีซูกระมัง”
เขาพูดพลางส่งสายตาขอคำยืนยันไปทางศิษย์พี่สาม ขณะที่ศิษย์พี่สามพลันยินดีปรีดาที่ในที่สุดก็มีคนยอมเป็นลูกคู่ให้ พยักหน้าทันใด บอกเป็นนัยว่าคำตอบถูกต้อง
ซูเซี่ยวเฉวียน ขุนนางเก่าสามรัชสมัย หรือก็คือบิดาของซูเหมินจิ่น
จงรั่วฉิงพลันตีหน้าเย็นชา ซักไซ้ว่า “อัครมหาเสนาบดีซูเป็นคนอย่างไรหรือ เจ้ารู้บ้างหรือไม่”
นางไม่เชื่อว่าตอนเขาพูดถึงบิดาบังเกิดเกล้าจะกระทำได้ถึงขั้นไม่มีพิรุธสักนิด
แต่ฉุนเจี๋ยกลับมองนางอย่างฉงนฉงาย “หากข้าจำไม่ผิด อัครมหาเสนาบดีซูมิใช่ว่าที่พ่อสามีของเจ้าหรือ เจ้าก็ไม่รู้เรื่องเขาหรือ”
จงรั่วฉิงผงะอึ้ง รีบแก้ตัว “ข้ากับบ้านสกุลซูไปมาหาสู่ไม่บ่อย…ดังนั้น…ดังนั้นถึงได้อยากถามดูอย่างไรเล่า!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ฉุนเจี๋ยพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ใคร่ครวญไปพลางตอบไปพลาง “แม้แต่สะใภ้ที่ยังไม่เข้าบ้านก็ไม่รู้เรื่องเขาเท่าใด…จากเรื่องนี้เห็นได้ว่าอัครมหาเสนาบดีซูต้องเป็นผู้ที่งานรัดตัว ทั้งยังเข้มงวดกับตนเองยิ่งยวด ศิษย์พี่สาม ข้าพูดถูกหรือไม่”
ศิษย์พี่สามนึกทบทวนแล้วตอบ “นี่ไม่ได้แตกต่างจากความเห็นที่ราชสำนักและหมู่ราษฎรมีต่ออัครมหาเสนาบดีซูเท่าใดนัก”
จงรั่วฉิงพลันฉุกใจว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง…ช้าก่อน นางเป็นคนหลอกถามเขา เพื่อดูท่าทีหลังจากเอ่ยถึงอัครมหาเสนาบดีซูไม่ใช่หรือ เหตุไฉนอยู่ดีๆ จึงสลับกลายเป็นเขามาสืบสถานการณ์ของอัครมหาเสนาบดีซูผ่านตัวนางเสียได้เล่า
พอเป็นดังนี้ จริงที่ว่าเขาตอบคำถามแล้ว แต่คำตอบนั้นนางกลับเป็นคนเสนอให้ จงรั่วฉิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึก…โมโหนัก! นางไม่ใช่แค่อยากตบโต๊ะอย่างเดียวแล้ว แทบอยากจะคว่ำทั้งโต๊ะทั้งคนให้กระเด็นออกไปทั้งหมดเสียเลย!