แม้เขาจะชอบเจียงชิงอวี้มาก แต่อย่างไรฮูหยินผู้เฒ่าเจียงก็เป็นมารดาของเขา ไม่ได้พบกันหลายปี วันนี้เพิ่งจะมาเยือน เจียงชิงอวี้ก็เถียงนางเช่นนี้ต่อหน้าบ่าวไพร่กลุ่มใหญ่…
เจียงเทียนโย่วรู้ว่ามารดาเป็นคนรักหน้าตา จะต้องรับเรื่องที่ถูกหลานสาวเถียงต่อหน้าธารกำนัลเยี่ยงนี้ไม่ได้แน่นอน
เขาจึงมองเจียงชิงอวี้ปราดหนึ่งอย่างมีโทสะและเริ่มเป็นห่วงนางขึ้นมา ไม่รู้ว่าอีกประเดี๋ยวมารดาจะทำโทษนางเช่นไร จึงคิดจะเอ่ยปากพูดขอร้องแทนนาง
ทว่ายังไม่ทันได้ปริปากก็เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเจียงทำมือบอกให้เขาไม่ต้องพูด จากนั้นนางก็มองเจียงชิงอวี้อย่างเย็นชาปราดหนึ่งก่อนเอ่ย “คนมากเพียงนี้มัวยืนอยู่หน้าประตูไปไย เรื่องขายหน้าในบ้านไม่มีให้คนนอกดูหรอกนะ ข้ายังเสียหน้าแก่ๆ นี้ไม่ลง”
เจียงเทียนโย่วรีบกล่าว “ท่านแม่ หลันซินบอกให้คนทำความสะอาดเรือนใหญ่ รวมถึงเตรียมทุกอย่างไว้ให้ท่านเรียบร้อยตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว ท่านเดินทางเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันหลายวัน ลูกจะประคองท่านไปพักผ่อนเดี๋ยวนี้”
‘หลันซิน’ คือนามของเมิ่งอี๋เหนียง เจียงเทียนโย่วพูดเช่นนี้เพราะต้องการจะเอาใจฮูหยินผู้เฒ่าเจียงแทนเมิ่งอี๋เหนียง แต่เห็นได้ชัดยิ่งว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงไม่รับน้ำใจนี้ ไม่แม้แต่จะมองเมิ่งอี๋เหนียงสักแวบหนึ่ง และไม่ยอมให้เจียงเทียนโย่วประคอง กลับเรียกเจียงชิงหว่านแทน “หว่านเจี่ย เจ้ามาประคองย่า”
นี่เท่ากับบอกผู้อื่นว่าเจียงชิงหว่านมีความสำคัญยิ่งในใจนาง โอกาสเยี่ยงนี้เจียงชิงหว่านย่อมไม่มีทางพลาด จึงรับคำแล้วก้าวไปประคองฮูหยินผู้เฒ่าเจียง
เจียงเทียนโย่วเดินพลางทำสัญญาณมือให้เมิ่งอี๋เหนียง บอกให้นางเรียกเจียงชิงอวี้กลับไป เขาไม่อยากให้เจียงชิงอวี้ทำฮูหยินผู้เฒ่าเจียงโมโหอีก และก็ไม่อยากให้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงลงโทษนาง ดังนั้นการบอกให้นางไปตอนนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด รออีกวันสองวันฮูหยินผู้เฒ่าเจียงหายโมโหแล้วค่อยเรียกนางมาโขกศีรษะขออภัย
คาดไม่ถึงว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงจะเห็น นางกล่าวเสียงเย็นว่า “ต่อให้ข้าเป็นยายแก่จากชนบทจนมีคนนึกดูถูกข้า แต่อย่างไรข้าก็มีฐานะเป็นย่า วันนี้มาถึงเมืองหลวงวันแรก ผู้เป็นหลานสาวไม่สมควรมาโขกศีรษะให้ข้าหรือไร หรือต้องรอให้ข้าโขกศีรษะให้นางก่อน”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเอ่ยวาจาดุดันไม่ยอมลงให้ใครมาแต่ไหนแต่ไร ยิ่งกว่านั้นเมื่อครู่ก็ถูกเจียงชิงอวี้เถียงต่อหน้าคนมากปานนั้น เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็หลับตาปล่อยผ่านไปไม่ได้
เจียงเทียนโย่วไม่กล้าขัดขวาง ซ้ำยังยิ้มปะเหลาะ “ท่านแม่กล่าวอะไรเยี่ยงนี้ นางเป็นเด็กที่ยังไม่รู้ความ ทำให้ท่านโมโหแล้ว ประเดี๋ยวลูกจะเรียกนางมาโขกศีรษะรับผิดกับท่านขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมองเขาปราดหนึ่งโดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้เจียงชิงหว่านประคองเดินหน้าต่อไป
เมิ่งอี๋เหนียงรู้ว่าในใจเจียงเทียนโย่วนั้นฮูหยินผู้เฒ่าเจียงมีฐานะใด ดังนั้นสถานที่ที่ให้นางพำนักย่อมจะเป็นเรือนที่ดีที่สุดในจวนป๋อ เรือนนั้นมีชื่อว่า ‘ซงเฮ่อ’ มีโถงทางเดิน มีห้องโถง สองข้างของลานหลักมีเรือนปีกที่เชื่อมกันด้วยระเบียงคด ทางด้านหน้าเป็นเรือนหลักที่มีห้าห้อง มุมซ้ายขวามีห้องฝั่งละสองห้อง ในลานมีต้นแปะก๊วยอยู่สองต้น ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิต้นฤดูร้อน จึงมีใบสีเขียวอยู่เต็มยอดไม้
ด้านหน้ามีสาวใช้กำลังนำทางอยู่ เจียงชิงหว่านประคองฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเดินเข้าห้องกลาง นั่งลงบนตั่งหลัวฮั่น จากนั้นก็ยืนมือแนบลำตัวอยู่ข้างอีกฝ่าย ท่าทางดูน่ารักว่าง่ายยิ่ง
พวกเจียงเทียนโย่ว เหยาซื่อ และเมิ่งอี๋เหนียงต่างเดินเข้ามากันแล้ว ส่วนหญิงรับใช้ล้วนยืนอยู่ในลาน
ยามนี้เป็นเวลาเหมาะสำหรับการเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อสร้างบารมีให้ตนเอง การถูกหลานสาวสายรองคนหนึ่งเถียงต่อหน้าแล้วยังไม่พูดไม่ทำอะไร คงทำให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงเป็นยายเฒ่ามาจากชนบทกันหมด วันหน้านางอยู่ในจวนป๋อนี้ยังจะมีบารมีอะไร เกรงว่าแม้แต่บ่าวไพร่ก็ยังจะดูถูกนางในใจ
ด้วยเหตุนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงจึงทำหน้าเข้มมองเจียงชิงอวี้พลางพูดเสียงเย็น “คุกเข่าลง”
เจียงชิงอวี้ได้รับความโปรดปรานตามใจมาตั้งแต่เล็ก แม้จะเป็นบุตรสาวสายรอง แต่ล้วนได้รับการปฏิบัติทุกอย่างเทียบได้กับบุตรสาวสายตรง และในใจก็เห็นว่าตนเป็นบุตรสาวสายตรงเช่นกัน ถึงขั้นไปดูถูกเจียงชิงเซวียนและเจียงชิงอวิ๋นที่เกิดจากอนุภรรยาเหมือนกันแทน ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเจียงสั่งให้นางคุกเข่า นางจะยอมได้อย่างไร สายตาเอาแต่มองเจียงเทียนโย่วและเมิ่งอี๋เหนียง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 25 ส.ค. 64 เวลา 12.00 น.