ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน หยกเร้นชะตา บทที่ 49.1-49.3
บทที่ 49.2 ชมบุปผาผ่านสายน้ำ
เมื่อฉู่จิ่นเหยากลับถึงเรือนตนเองก็ให้เจี๋ยเกิ่งยกชาร้อนมาให้อย่างใจเย็น วันนี้เกิดเรื่องอย่างต่อเนื่อง นางยืนมานานปวดเอวไปหมดแล้ว
เจี๋ยเกิ่งยกน้ำร้อนมาเปลี่ยนให้ ส่วนหลิงหลงประคองชาที่ชงใหม่ส่งให้ฉู่จิ่นเหยา ครั้นเห็นฉู่จิ่นเหยาดื่มไปครึ่งถ้วยแล้วนางก็เอ่ยถามอย่างอดไม่ไหว
“คุณหนู ท่านไม่มีความคิดใดต่อเรื่องในวันนี้เลยหรือเจ้าคะ”
ฉู่จิ่นเหยาเงยหน้ามองหลิงหลง “ควรต้องมีความคิดใดเล่า”
หลิงหลงพูดไม่ออกไปชั่วครู่ “บ่าวมิได้หมายความเช่นนั้น…แต่วันนี้พวกเราได้พบรัชทายาทแล้วนะเจ้าคะ!”
“แล้วอย่างไร” ฉู่จิ่นเหยานึกในใจว่าข้ายังได้สบตากับรัชทายาท มิหนำซ้ำยังเกือบทำของตกใส่เขาอีกด้วย
แน่นอนว่าฉู่จิ่นเหยาไม่มีทางเป็นฝ่ายเอ่ยถึงเรื่องนี้ วันนี้ชายาเฒ่ามีงานมากจึงลืมเรื่องนี้ไปชั่วคราว หากนางพูดขึ้นมาเองอีก มิใช่เป็นการหาเรื่องให้ตนเองถูกต่อว่าหรือ
“คุณหนู รัชทายาทเสด็จมาแล้ว พวกเรา…”
“หลิงหลง” ฉู่จิ่นเหยาเอ่ยเสียงหนักขึ้นเล็กน้อย จ้องมองหลิงหลงด้วยสายตาจริงจัง “มีความทะเยอทะยานเป็นเรื่องดี แต่หากมีเพียงความทะเยอทะยาน ทว่าไม่มีฝีมือและฐานะที่คู่ควร นั่นก็เป็นเรื่องน่าขบขันแล้ว” ฉู่จิ่นเหยาวางถ้วยชาลงแล้วพูดให้หลิงหลงตลอดจนกงหมัวมัวและเจี๋ยเกิ่งที่อยู่ในห้องฟัง “พวกเรามีฐานะอะไร ท่านย่าให้พวกเรามาทำอะไร พวกเจ้าสมควรจะรู้ดีกว่าข้า ที่ชายาเฒ่ากับพระชายาดีต่อพวกเราเป็นผลมาจากฐานะสหายร่วมเรียนของเซี่ยนจู่ทั้งสิ้น เมื่อใดที่พวกเราข้ามเส้นนี้ไป เจ้าคิดว่าชายาเฒ่ากับพระชายาจะทำอย่างไร”
หลิงหลงฟังเข้าใจแล้ว นางคุกเข่าโขกศีรษะก่อนกล่าวว่า “บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ไม่รู้ผีสางตนใดครอบงำจิตใจบ่าวจนเกือบจะเดินทางผิด ขอบคุณคุณหนูที่ตักเตือน”
“เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว” ฉู่จิ่นเหยาไม่คิดจะลงโทษหลิงหลง เห็นอีกฝ่ายคิดได้แล้วก็บอกให้นางลุกขึ้น ยามอยู่นอกจวนการที่คนกันเองเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นสองหมัดยากจะสู้สี่มือ ฉู่จิ่นเหยายังต้องพึ่งพาหลิงหลง ดังนั้นจึงไม่มีทางหาเรื่องให้คนกันเองไม่พอใจในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้
ฉู่จิ่นเหยาเตือนสติหลิงหลงเสร็จก็ไม่พูดเรื่องนี้ต่อ อีกทั้งความครึกครื้นของโลกภายนอกในสองสามวันถัดจากนั้นก็ไม่ทำให้ฉู่จิ่นเหยานึกถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรื่องนี้อีก เดิมทีชายาเฒ่าแห่งจวนไหวหลิงจวิ้นอ๋องจัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว บัดนี้ยังได้ต้อนรับรัชทายาทอีก ทั่วทั้งเมืองไท่หยวนล้วนเดือดพล่านเนื่องด้วยเหตุนี้ นับตั้งแต่วันที่สองหลังรัชทายาทมาถึง ผู้ที่มาส่งของขวัญอวยพรแก่ชายาเฒ่าก็เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ครั้งนี้ผู้ที่มามิใช่พ่อบ้าน แต่ล้วนเป็นนายท่านทั้งสิ้น เหล่านายท่านวางของขวัญ กล่าวอวยพรชายาเฒ่าอีกสองสามคำเสร็จก็มักจะแวะไปยังที่ประทับของรัชทายาทเพื่อถวายบังคม
แม้แต่คนคุ้นเคยของฉู่จิ่นเหยาก็มาด้วย หลงจู๊ใหญ่เว่ยแห่งร้านผ้าอวิ๋นจือมาเยี่ยมเยียนด้วยตนเองเช่นกัน หลงจู๊ใหญ่เว่ยกับไหวหลิงจวิ้นอ๋องแทบไม่ได้คบค้ากัน มาอวยพรวันคล้ายวันเกิดในเวลาเช่นนี้ เจตนาชัดเจนโดยแท้
เนื่องจากรู้ว่าฉู่จิ่นเหยาเองก็อยู่ที่จวนไหวหลิงจวิ้นอ๋อง หลงจู๊ใหญ่เว่ยมาเยือนครานี้จึงนำเงินปันผลของเดือนนี้ติดตัวมาด้วย ผู้ที่เดินทางมาด้วยกันยังมีคนที่คิดไม่ถึงอยู่อีกคน
ฉู่จิ่นเหยาได้รับรายงานจากบ่าวไพร่ก็นึกว่าตนเองฟังผิดไป นางถามอีกรอบอย่างอดไม่ได้ “เจ้าว่าอะไรนะ”
“เรียนคุณหนูห้า หลงจู๊ใหญ่เว่ยบอกว่ามีของนำมาให้คุณหนู เนื่องจากมีเวลาจำกัดมิอาจมาพบคุณหนูต่อหน้าได้จึงวานให้แม่นางสกุลซูผู้หนึ่งในร้านมาแทนเจ้าค่ะ”
ฉู่จิ่นเหยาผุดลุกขึ้นยืน ตื่นเต้นจนเสียงสั่นเครือ “นางอยู่ที่ใด”
“เข้ามาจากประตูข้างทางทิศตะวันตกแล้ว บัดนี้คาดว่าอยู่ระหว่างทางเจ้าค่ะ”
ฉู่จิ่นเหยาดีใจอย่างยิ่ง รีบสั่งว่า “หลิงหลง มอบเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้พี่สาวท่านนี้เป็นค่าน้ำชา” นางยังไม่ทันได้พูดจาตามมารยาทก็ยกชายกระโปรงวิ่งออกไปข้างนอกแล้ว
ฉู่จิ่นเหยาวิ่งมาตลอดทางและได้พบกับซูฮุ่ยกลางทางจริงๆ เมื่อมองเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย ขอบตาฉู่จิ่นเหยาก็ชื้นในทันที
“พี่สาว!”
ซูฮุ่ยเห็นฉู่จิ่นเหยาแล้วเช่นกัน นางรีบเร่งฝีเท้ามาจับร่างฉู่จิ่นเหยาพลางมองสำรวจอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็ดุว่า “เจ้าวิ่งออกมาได้อย่างไร ตรงนี้มีคนเดินไปมา อีกทั้งเจ้าก็ไม่รู้จักทาง ช่างมิกลัวถูกคนลักพาตัวไปเสียบ้าง”
“จะเป็นไปได้อย่างไร!” ฉู่จิ่นเหยารู้ว่าซูฮุ่ยปากร้ายใจดีเสมอมา นางจึงไม่โมโห จับมือซูฮุ่ยพลางพูดยิ้มๆ “ข้าได้ยินว่าท่านมากับหลงจู๊ใหญ่เว่ย ข้ารอไม่ไหวจริงๆ จึงออกมาหาท่านเอง แล้วก็หาพบพอดี”
ซูฮุ่ยกล่าวยิ้มๆ “ในเมื่อข้าเดินทางมาไกลย่อมต้องรอพบเจ้าก่อนค่อยกลับไป เอาเถิด กลับไปกันก่อน ผู้อื่นยังต้องเดินผ่านตรงนี้ พวกเราอย่ามัวขวางทาง”
ฉู่จิ่นเหยาคล้องแขนซูฮุ่ยเดินไปที่เรือนเล็กของตนเองอย่างเบิกบานใจ ระหว่างทางก็แลกเปลี่ยนข่าวคราวกับซูฮุ่ยเบาๆ เมื่อปีก่อนฉู่จิ่นเหยาให้หลงจู๊น้อยเว่ยไปหาซูฮุ่ย ต่อมาสามีของซูฮุ่ยได้ตามเว่ยเหลียงมา หลังแน่ใจว่าทุกอย่างเป็นความจริง ซูฮุ่ยจึงย้ายจากชนบทมายังเมืองไท่หยวนทั้งครอบครัว ฉู่จิ่นเหยารู้อยู่นานแล้วว่าซูฮุ่ยมา แต่นางอยู่ในจวนฉางซิงโหว ไม่สะดวกจะออกไปข้างนอกและไม่สะดวกจะให้ซูฮุ่ยเข้ามาพบ ภายหลังยังถูกส่งมาเป็นสหายร่วมเรียนที่จวนไหวหลิงจวิ้นอ๋องอีก กว่าจะได้พบกันจึงยิ่งใช้เวลานานแสนนาน
คิดไม่ถึงว่าคราวนี้หลงจู๊ใหญ่เว่ยจะพิจารณาอย่างรอบคอบปานนี้ ถึงกับพาซูฮุ่ยมาด้วย นับตั้งแต่ฉางซิงโหวพาตัวฉู่จิ่นเหยามาก็ผ่านมาปีกว่าแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางพี่น้องได้พบหน้ากัน
บางครั้งฉู่จิ่นเหยาก็ทอดถอนใจ แม้นางจะอาภัพด้านบุพการี แต่พี่สาวสองคนที่ได้พบพานต่างดีต่อนางไม่น้อย ฉู่จิ่นเสียนผู้เป็นพี่สาวแท้ๆ อ่อนโยนภูมิฐาน มีท่าทางสมกับเป็นคนตระกูลใหญ่ ช่วยให้นางยืนหยัดอยู่ในจวนฉางซิงโหวได้ ส่วนซูฮุ่ยที่เป็นพี่สาวบุญธรรมมีนิสัยใจร้อน หากมั่นใจว่าเป็นฝ่ายถูกก็ไม่ยอมใครทั้งสิ้น แต่กลับมีนิสัยปากร้ายใจดี ฉู่จิ่นเหยาเชื่อใจและชมชอบพี่สาวทั้งสองคนนี้จากใจจริง
ฉู่จิ่นเหยากับซูฮุ่ยได้พบกันอีกครั้งหลังแยกจากกันไปนาน ยิ่งพูดคุยก็ยิ่งเบิกบานใจ สนทนากันอย่างสนุกสนานมาตลอดทาง ท่าทางสบายอกสบายใจ พวกนางเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตูเรือนก็เห็นคนผู้หนึ่งเดินสวนมา
เมื่อเห็นผู้ที่มารอยยิ้มของฉู่จิ่นเหยาก็เลือนหายไป มีเพียงซูฮุ่ยที่เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “เป็นอะไรไป คุณหนูผู้นี้คือใคร เจ้าไม่ทักทายนางหรือ”
เจี๋ยเกิ่งที่อยู่ด้านหลังฉู่จิ่นเหยาทำความเคารพ “คารวะคุณหนูสี่”
คุณหนูสี่หรือ ซูฮุ่ยแปลกใจอยู่บ้างว่าเหตุใดสีหน้าของฉู่จิ่นเหยาถึงเปลี่ยนเป็นไม่น่ามองแทบจะในทันที ในเมื่อเป็นพี่น้องร่วมจวน ไยถึงทำสีหน้าเช่นนี้ นางกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมแล้ว ควรมีสัมพันธ์ที่ดีกับคนในจวนจึงจะถูก เหตุใดถึงล่วงเกินคนตามใจชอบเช่นนี้เล่า
ซูฮุ่ยกำลังคิดจะหยิกฉู่จิ่นเหยาสักครา แต่ทันใดนั้นซูฮุ่ยก็นึกขึ้นได้
ฉู่จิ่นเหยาเป็นคุณหนูห้า คุณหนูสี่? คุณหนูห้า?
เวลานี้ซูฮุ่ยอดหันไปมองหน้าฉู่จิ่นเมี่ยวคราหนึ่งไม่ได้ ในใจกระจ่างแจ้งทันควัน
นี่คือบุตรสาวที่สกุลซูลอบสับเปลี่ยนกระมัง หรือก็คือน้องสาวแท้ๆ ที่มีสายเลือดเดียวกันกับนาง
คราวนี้แม้แต่ซูฮุ่ยก็รู้สึกกระอักกระอ่วนแล้ว ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรขึ้นมาทันที หลังฉู่จิ่นเมี่ยวมองเห็นพวกนางสองคน สีหน้าก็ดูเหยียดหยามเย็นชา เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะทักทาย ครั้นเดินออกมาไกลแล้วฉู่จิ่นเมี่ยวก็เอ่ยถาม
“คนที่สวมชุดบ่าวไพร่ผู้นั้นคือใคร เรือนในปล่อยให้คนพรรค์นั้นเข้ามาได้อย่างไร”
ขณะที่ฉู่จิ่นเมี่ยวพูดหาได้ลดเสียงลงไม่ เห็นได้ชัดว่าต้องการพูดให้พวกนางได้ยิน สาวใช้กระซิบบางอย่างข้างหูฉู่จิ่นเมี่ยว ฉู่จิ่นเหยากับซูฮุ่ยได้ยินฉู่จิ่นเมี่ยวหัวเราะเสียงเย็น จากนั้นก็เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมา
ซูฮุ่ยรู้สึกเย็นเยียบในใจ ฉู่จิ่นเหยากลัวซูฮุ่ยจะอับอายจึงรีบพูดว่า “พี่สาว ท่านอย่าไปถือสาหาความนาง”
นางวางมือทับบนมือฉู่จิ่นเหยาพลางกล่าว “เข้าไปคุยข้างในเถิด ตรงนี้มิใช่ที่ให้คุยกัน”
Comments
