X
    Categories: everYSurviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 8.1-8.2 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2

ผู้เขียน : matgam

แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์

ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ

สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง

เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว

การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา

การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 8.1

 

รวมตัวอีกครั้ง

 

“เฮ้ย ไอ้พวกเวร…อย่าอุ้มกลับหัวสิวะ…”

ผมรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับใครสักคนอยู่ในความฝัน พอพยายามจะนึกให้ออกบริเวณขมับก็ปวดตุบๆ ประกอบกับร่างกายท่อนบนดันหกคะเมนตีลังกาท้าทายแรงโน้มถ่วง ความคลื่นไส้จึงเล่นงานผมอย่างหนัก

นี่เวลาผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ ที่นี่คือที่ไหน ทหารพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย พวกมันจะพาผมไปไหน ยังไงก็เถอะ สิ่งที่ผมมั่นใจสำหรับสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ ผมคงคิดในแง่ดีไม่ได้เลย พวกทหารมีท่าทางตกใจทันทีที่ผมตื่น

“พะ…พันตรีวัง เป้าหมายได้สติแล้วครับ”

“ฉันมีตาหรอกน่า”

แสงจากไฟฉายของคนที่ชื่อพันตรีวังหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าผม ผมขมวดคิ้วเพราะถูกแสงสาดเข้ามาตรงๆ พันตรีวังเดาะลิ้นเสียงดังอย่างไม่สบอารมณ์

“ทำให้มันสลบซะ”

ทหารที่อยู่ข้างผมเมื่อครู่ได้ยินพันตรีวังสั่งก็เดินเข้ามาหาพร้อมปืนไรเฟิล K2 ในมือ ส่วนทหารที่แบกผมไว้บนบ่าก็ขยับตัวปรับท่าทางให้อีกฝ่ายประทุษร้ายผมได้สะดวกขึ้น ดูท่าเขาคงคิดจะใช้ด้ามปืนฟาดหลังคอผมแน่ๆ

“…ง่วงจัง…”

ก่อนพวกเขาจะทันได้ลงมือ ผมก็แสร้งทำเป็นหมดสติด้วยการผ่อนคลายแรงทั่วร่างกาย เมื่อร่างกายผมกลับมาอ่อนปวกเปียก ทหารที่เล็งหลังคอผมอยู่ก็เอาด้ามปืนเคาะศีรษะผม

ปั้กๆ

“สลบไปอีกแล้วครับ”

“ไปกันต่อ คอยจับตาดูไว้ให้ดีๆ อย่าให้มันตื่นล่ะ”

“รับทราบครับ”

เคราะห์ดีที่โดนต้มจนเชื่อสนิท พวกทหารจึงออกเดินไปอย่างเงียบๆ ผมยังคงอยู่ในท่าที่ถูกแบกห้อยต่องแต่ง แค่จะคุมไม่ให้ท้องไส้ปั่นป่วนก็รู้สึกเหมือนสติกระเจิงไปหมดแล้ว

ตอนนั้นเองเสียงของอะไรบางอย่างที่มีล้อก็ดังขึ้น เสียงล้อที่หมุนอยู่บนพื้นขรุขระดังมาจากทิศที่เราเพิ่งเดินผ่านมา ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนั้นอย่างน่าประหลาด ทหารทั้งหมดพลันหยุดอยู่กับที่และเล็งปืนไปยังความมืดตามทิศทางที่ได้ยินเสียงนั้นลอยมา

“ยะ…หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะครับ!”

ว่าแล้วทำไมถึงได้คุ้นนัก เสียงของพี่โอตาคุบนรถเข็นคู่ใจนั่นเอง การปรากฏตัวของเขาช่วยให้ผมรู้ว่าเรายังอยู่ไม่ไกลจาก X มาร์ต แต่ดูเหมือนจะผิดคิวไปหน่อย พวกทหารพากันกระหน่ำยิงไปทางพี่โอตาคุทันทีอย่างไม่ลังเล ทว่าในเสียงปืนหลายสิบนัดนั้นกลับไม่ได้ยินสักนิดว่ากระสุนเจาะโดนใครที่ไหนเข้า

“เฮอะ คิดว่าของพรรค์นั้นจะฆ่าผมได้งั้นเหรอครับ!”

พี่โอตาคุใจกล้าตะโกนเสียงดังลั่นยิ่งกว่าเดิม เสียงล้อยังคงดังอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พี่โอตาคุคงมีแผนรับมืออยู่สินะ ทหารทุกนายตรงนี้ดูเหมือนจะเป็นผู้ตื่นรู้กันหมด คงไม่ใช่ว่าหมอนั่นบุกมาคนเดียวหรอกนะ น่าเสียดายที่ต่อให้พวกทหารจะส่องไฟฉายเข้าไปในความมืด ผมก็ยังมองข้างหน้าเต็มตาไม่ได้เพราะกำลังแกล้งหมดสติอยู่

“ปืนยิงไม่เข้าครับ มันน่าจะเป็นผู้ตื่นรู้”

“เสียงเหมือนรถเข็นเลยครับ”

“น่าจะมีจำนวนไม่มากครับ”

พวกทหารต่างรายงานขึ้นมาพร้อมกัน น่าแปลกแฮะ สกิลของพี่โอตาคุคือการแยกร่าง ดังนั้นการที่ได้ยินเสียงรถเข็นแค่หนึ่งคันจึงหมายความว่าเขาไม่ได้ใช้สกิล แล้วแบบนี้มันเป็นไปได้เหรอที่จะไม่โดนยิง

ไม่นานนักปริศนาก็ได้รับการไขกระจ่าง เสียงรถเข็นดังเพิ่มขึ้นเป็นสองคันและยังไม่ได้มาจากทิศทางเดียวกัน คราวนี้มันดังมาจากทางด้านหน้า ทหารสองสามนายหันปากกระบอกปืนไปยังทิศตรงข้ามก่อนรัวกระสุนออกไปแบบเมื่อครู่ และหมอนั่นก็ยังไม่โดนยิงอยู่เหมือนเดิม

ตัวด้านหลังนั่นร่างแยก ตัวด้านหน้าก็ร่างแยก แล้วร่างจริงอยู่ไหนกันล่ะ

ถ้าตั้งสมมติฐานว่าใช้ปืนกับร่างแยกไม่ได้ผล งั้นสถานการณ์ตรงนี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผล ร่างจริงของเขาต้องซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่นอน

“พะ…พวกเราโดนล้อมไว้หมดแล้วครับ”

“ตั้งสติสิวะ ไอ้พวกสมองทึบ!”

พันตรีวังตะคอกใส่พวกทหารที่กำลังหวั่นวิตก จากนั้นก็ดึงแส้ที่พันรอบเอวตนออกมา เมื่อเสียงรถเข็นดังใกล้เข้ามาทุกที ร่างกายของพวกทหารก็เริ่มเกร็งเครียด

พี่โอตาคุจะมีแผนอะไรต่อจากนี้หรือเปล่านะ

ผมเหลือบมองมีดสั้นตรงเข็มขัดของทหารที่แบกผมไว้บนบ่า ขอแค่ผมแย่งมีดนั่นมาได้…

“ผมมีดินปืนมากพอที่จะถล่มที่นี่จนราบเลยล่ะครับ! ถ้าไม่ส่งอึนโฮคุงมาให้ผม ผมจุดระเบิดแน่ เอาให้ตายกันหมดทุกคนเลย!”

หมอนี่ข่มขู่ได้โง่เง่าชะมัด ถ้าส่งมอบตัวประกันไปให้แล้วไหนล่ะหลักประกันว่าจะไว้ชีวิต อีกอย่างถ้าไม่ส่งมอบตัวประกันให้ก็คิดจะระเบิดให้ตายเรียบรวมไปถึงตัวประกันด้วยเลยหรือไง เหล่าทหารที่ดูเหมือนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากไม่มีทางหลงกลคำขู่นั่นหรอก แม้จะกระวนกระวายกับการถูกล้อมหน้าล้อมหลัง แต่ก็คงเดาได้แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ชำนาญเรื่องการข่มขู่ จึงพากันแลกเปลี่ยนสัญญาณมือกับผู้ที่อยู่ใกล้เคียง

“เราจะส่งให้!” พันตรีวังตะโกนลั่น

จะส่งตัวผมให้? ใครหน้าไหนมาเห็นก็ต้องรู้ว่ามันคือหลุมพรางแน่ๆ ถ้าไม่โง่จริงไม่มีทางติดกับหรอก

“ขอบใจ!”

หา?!

ผมเกือบหลุดปากอุทานออกเสียง ลืมไปซะสนิทเลยว่าพี่โอตาคุคือคนโง่ระดับเทพในหมู่คนโง่…เสียงรถเข็นเคลื่อนใกล้เข้ามา ภาพการปรากฏตัวของพี่โอตาคุบนรถเข็นเรียกรอยยิ้มเย้ยหยันจากใบหน้าของทุกคน

“เอาล่ะ ทีนี้ส่งตัวอึนโฮคุงมาได้แล้ว!” พี่โอตาคุยื่นแขนสองข้างออกมา

นั่นร่างแยกสินะ? อย่าบอกนะ…หมอนี่คงไม่โง่ขนาดพาร่างจริงมาตรงนี้หรอกใช่ไหม

ปัง!

ทหารนายหนึ่งยิงพี่โอตาคุ กระสุนเจาะทะลุหน้าผากเขาก่อนหายลับไปในความมืด ร่างแยกนี่เอง ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พี่โอตาคุยกนิ้วกลางดันแว่นขึ้นคล้ายคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ จากนั้นก็หมุนล้อรถเข็นอย่างแรงและพุ่งตรงมาด้วยความเร็วสูง

“ศัตรูบุกเข้ามาแล้ว!”

ในจังหวะนั้นเองร่างแยกของพี่โอตาคุฝั่งตรงข้ามเองก็พุ่งตรงเข้ามา เขาหมุนล้อรถเข็นอย่างบ้าคลั่ง พอเห็นหมอนั่นแล่นฉิวเข้ามาเหมือนไม่รู้จักวิธีหยุด พวกทหารก็พากันแตกตื่นและรุมกระหน่ำยิงซ้ำ แต่กระสุนก็ยังคงไม่ได้ผล

“ปืนไม่ได้ผล! ประหยัดลูกกระสุนไว้! อั้ก!”

ร่างแยกของพี่โอตาคุทั้งสองร่างใช้ลำตัวพุ่งเข้าชนจากสองทิศทาง ทหารหลายนายต้านแรงพี่โอตาคุที่พุ่งมาเต็มกำลังไม่ไหวจึงพากันล้มระเนระนาด ร่างแยกของพี่โอตาคุหลุดออกมาจากรถเข็นแล้วกลิ้งไปบนพื้น เขาคว้าข้อเท้าของทหารที่ยังยืนทรงตัวได้ก่อนจะดึงให้ล้ม ผมเองก็โดนหางเลขไปด้วยและร่วงลงมาพร้อมกัน แต่เพราะทั่วร่างถูกห่อไว้หลายชั้นด้วยผ้าห่มหนาเลยไม่ได้รับแรงกระแทกมากนัก

จังหวะนี้แหละ!

ผมอาศัยจังหวะชุลมุนดีดดิ้นเพื่อเอาผ้าห่มออก แม้จะรู้สึกแปลกที่ร่างกายไร้เรี่ยวแรง แต่ในที่สุดก็เอา ผ้าห่มออกจนได้ ผมแอบดึงมีดสั้นออกจากเข็มขัดของทหารข้างๆ โดยไม่ให้เจ้าตัวรู้

“การโจมตีทางกายภาพโดยตรงได้ผลครับ!”

“ชกด้วยหมัดเลย!”

พวกทหารพากันเหวี่ยงหมัด ร่างแยกของพี่โอตาคุที่ลูกกระสุนทำอะไรไม่ได้ต่างคู้ตัวและส่งเสียงโอดโอย สถานการณ์เริ่มเข้าที่เข้าทางทีละนิด ผมแอบถือมีดสั้นไว้ในมือข้างหนึ่งก่อนจ้วงใส่ทหารที่กำลังจะเข้ามาจับผมแบกขึ้นบ่า

“อ๊าก!”

ทหารนายนั้นล้มคว่ำลงไปกับพื้นพลางใช้มือกุมแผล ผมจึงใช้มีดสั้นปาดที่ข้อเท้าเขาอีกครั้งเพื่อตัดเอ็นร้อยหวาย

“อ๊ากกก!”

“เป้าหมายได้สติแล้ว!”

“จับมันไว้! ใช้วิธีไหนก็ได้ ขอแค่มันยังมีลมหายใจก็พอ!”

การที่บอกว่า ‘ขอแค่มันยังมีลมหายใจ’ ย่อมหมายความว่าจะทำให้ผมบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิตไม่ได้ ดังนั้นต่อให้ทหารจะยิงผมก็คงต้องเลี่ยงศีรษะและหัวใจอย่างแน่นอน ผมพยายามหยัดกายลุกขึ้นให้ได้ก่อนที่ทหารจะเล็งปืนมาทางผมและเข้าใกล้มากกว่านี้ แต่ว่า…

อ้าวเฮ้ย ขาผมไม่มีแรงเลยสักนิด ขาข้างที่เหยียบลงบนพื้นอ่อนปวกเปียก ผมรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อลีบฝ่อไปหมดแล้วเนื่องจากไม่ได้ใช้งานมานาน นี่ผมหมดสติไปนานแค่ไหนกันเนี่ย คิดอยู่แล้วเชียวว่าทำไมถึงรวบรวมเรี่ยวแรงไม่ได้สักที…ดูท่าคงจบเห่แล้วล่ะ

“เฮอะ กลัวคนไม่รู้หรือไงว่าเป็นน้องชายของไอ้จิ้งจอกนั่น! กล้านักนะ แกล้งทำเป็นสลบ ไอ้เด็กอวดดี!”

“อึก…อ๊ากกก!”

พันตรีวังกัดฟันกรอดพร้อมเหยียบเท้าลงมาบนมือผมที่กำลังกำมีดสั้นอยู่ กระดูกแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที พันตรีวังกระทืบผมอย่างแรง ทั้งที่กระดูกแหลกแล้ว แต่เหมือนเขาจะยังไม่สาแก่ใจพอ

“อึก! แค่ก…แค่ก!”

คำว่า ‘น้องชายของไอ้จิ้งจอก’ เมื่อครู่คงหมายถึงพี่ใหญ่หรือพี่รอง ถ้าหมายถึงคนที่อาศัยแค่ฝีปากอย่างเดียวก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าคือพี่รอง ถ้างั้นขอเทน้ำหนักให้สมมติฐานที่ว่าทหารลักพาตัวผมมาเพราะแค้นพี่ชายคนกลางก็แล้วกัน ในฝันพยากรณ์ครั้งแรกซอนจงกรุ๊ปเคยร่วมมือกับกองทัพ นี่พวกเขาโจมตี X มาร์ตหรือจับมือกับ X มาร์ตกันแน่ ถ้างั้นคิมแจยองและชายูฮยอกล่ะ แม่งเอ๊ย เวลาผ่านมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย ก่อนหน้านี้ดูเหมือนผมจะฝันถึงเรื่องที่สำคัญมากๆ ซะด้วย…แต่ดันจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ศีรษะปวดตื้อไปหมดจนเหมือนจะระเบิด

“ทะ…ท่านพันตรี! หมอนี่คือคนที่เราต้องใช้เพื่อการเจรจานะครับ ขืนทำแบบนี้เดี๋ยวก็ตายกันพอดี”

“หุบปาก!”

“ท่านพันตรีวัง!”

เพลิงโทสะของพันตรีวังนั้นยากจะระงับ พันตรีวังสลัดทหารที่พยายามเข้ามาห้ามออก ก่อนจะกระชากคอเสื้อผมที่นอนขดอยู่บนพื้นแล้วยกขึ้นมา ดวงตาเขาฉายแววแค้นที่มีต่อใครบางคน

ซอนอึนโฮ ไอ้พี่ชาติหมา หัดใช้ชีวิตอย่างคนดีหน่อยไม่ได้หรือไง คอยขวางอนาคตอันสดใสของน้องชายคนนี้อยู่ได้

พันตรีวังชูหมัดขึ้น ผมหลับตาแน่นตั้งท่าเตรียมรับความเจ็บปวด ทว่าตอนนั้นเอง…

“ท่าไม้ตาย! บอดี้สแลม!”

พลั่ก!

“อั้ก!”

ก่อนที่กำปั้นของพันตรีวังจะอัดเข้ามาที่ใบหน้าของผม พี่โอตาคุร่างจริงที่เคลื่อนรถเข็นเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบก็ปรากฏตัวขึ้น พี่โอตาคุตะโกนชื่อกระบวนท่าแปลกๆ แล้วพุ่งเข้าชนพันตรีวัง ขาของพันตรีวังหักพับก่อนล้มลงกับพื้น ส่วนผมที่อยู่ในสภาพถูกคว้าคอเสื้อก็ลอยตกลงมานั่งอยู่บนรถเข็นพอดี พี่โอตาคุถอยหลังโดยที่ยังมีผมนั่งทับอยู่บนตัว ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางและเริ่มหมุนล้อรถเข็นอย่างบ้าคลั่ง ปรมาจารย์แห่งการขับเคลื่อนรถเข็นผู้ป่วยอย่างเขา พื้นขรุขระแบบนี้ย่อมไม่ใช่อุปสรรคเลยแม้แต่น้อย

“จับพวกมันไว้!”

ปัง! ปัง!

เสียงปืนดังมาจากด้านหลัง ร่างของพี่โอตาคุกระตุกเกร็ง ผมสงสัยว่าเขาอาจถูกยิง แต่ให้ตายเถอะ เขากลับยิ่งเร่งความเร็วมากขึ้นไปอีกและเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการผ่อนแรงแม้แต่น้อย พอยิ่งห่างจากพวกทหารมากเท่าไหร่ แสงไฟก็ยิ่งส่องมาไม่ถึง ไม่นานนักรอบข้างก็มืดสนิทจนมองข้างหน้าไม่เห็นแม้แต่คืบเดียว พี่โอตาคุเคลื่อนรถเข็นแล่นฉิวฝ่าความมืดพลางหอบหายใจ

“นี่ๆ พี่โอตาคุ พวกนั้นเป็นใครอะ”

“มะ…ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว ตรงนั้นมีบันไดเชื่อมไปถึงพื้นข้างบนครับ อึนโฮคุงขึ้นไปทางนั้นได้เลย”

“ให้ผมไปคนเดียวเหรอ แล้วพี่ล่ะ”

“…แต่…ถ้าผมขึ้นบันได…มันอาจใช้เวลานาน ผมขอล่อพวกมันอีกหน่อยดีกว่า”

เมื่อเห็นผมไม่ตอบรับ พี่โอตาคุก็เอ่ยต่อ

“โอ๊ย ไม่ต้องห่วงน่า ผมมีกลยุทธ์ลับของตัวเองอยู่เหมือน…อ่อก!”

บางอย่างพันลำคอของพี่โอตาคุที่ยังพูดไม่ทันจบ

แส้!

มันคืออาวุธที่พันตรีวังใช้แทนปืน รถเข็นเสียหลักหงายหลังดังโครม ผมกลิ้งไปบนพื้นพร้อมกับรถเข็น ส่วนพี่โอตาคุถูกลากตัวไปโดยยังมีแส้พันอยู่รอบคอ

“ค่อก…ค่อก!”

“แม่งเอ๊ย…!”

ผมครวญครางพลางพยายามลุกขึ้น แต่แข้งขาดันไร้เรี่ยวแรงราวกับลูกยีราฟแรกเกิด แสงไฟฉายค่อยๆ สว่างขึ้นจนส่องมาถึงพี่โอตาคุที่โดนลากและผมที่ยังไร้หนทางจะลุกขึ้นยืน บนทางเดินที่ร่างของพี่โอตาคุถูกลากไปเปรอะเปื้อนรอยเลือดเป็นทาง

ไอ้หมอนี่ เมื่อกี้ถูกยิงจริงๆ ด้วย…

แม้ผมจะเค้นสมองอย่างหนักแค่ไหนก็ยังหาทางคลี่คลายสถานการณ์ตรงหน้านี้ไม่ได้ ในเมื่อทางนั้นต้องการตัวผมเพื่อใช้ในการเจรจา ถ้าอย่างนั้นพวกมันก็คงไม่ถึงกับฆ่าผมหรอกมั้ง แต่เห็นได้ชัดทีเดียวว่าพันตรีวังจงเกลียดจงชังซอนอึนโฮมากขนาดไหน ดังนั้นจึงยังมีความเป็นไปได้ที่เขาจะพลั้งมือเพราะแรงอารมณ์

“ไอ้มดปลวก ตาย! ตายซะ!”

“ค่อก! ค่อก! แค่ก…!”

เสียงโกรธแค้นของพันตรีวังสะท้อนก้องทั่วชั้นใต้ดิน ทุกครั้งที่เพิ่มแรง แส้จะยิ่งรัดรอบคอของพี่โอตาคุแน่นขึ้น ผมสบตากับพี่โอตาคุ เขาใช้มือกำแส้รอบคอพลางส่งเสียงอย่างทรมาน รอบข้างมืดมากจนผมชักไม่แน่ใจว่าเรามองหน้ากันอยู่จริงไหม…เอาเป็นว่าความรู้สึกมันเป็นประมาณนั้นแล้วกัน ไม่รู้ว่าพี่โอตาคุหมดแรงหรือยังไง มือของเขาเลื่อนตกลงมา…แล้วยกนิ้วหัวแม่มือให้ผม หา? กดไลค์? สถานการณ์นี้ยังจะมายกนิ้วให้ผมเนี่ยนะ

พอส่งสัญญาณแปลกๆ เสร็จแล้ว พี่โอตาคุก็เริ่มคลำหาอะไรบางอย่างแถวหน้าอก มันคือวัตถุทรงกลมขนาดเล็กกว่ากำปั้นอยู่นิดหน่อย ผมหรี่ตาเพราะมองเห็นไม่ค่อยชัด แต่ถึงยังงั้นก็ยังดูไม่ออกอยู่ดี จากนั้นเขาก็ใช้มือที่สั่นเทาล้วงวัตถุทรงยาวออกมาดึงหมุดของวัตถุทรงกลมทิ้ง…แล้วโยนขึ้นเหนือศีรษะสุดแรงพร้อมกัน

“ระ…ระเบิดมือ!”

“มันคือไดนาไมต์ครับ!”

“หลบเร็ว!”

บึ้มมม!

เขามีทั้งระเบิดมือและไดนาไมต์ คำพูดที่เขาอ้างว่าตนมีดินปืนนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก เสียงวิ้งดังอึงอลอยู่ในหู แรงระเบิดส่งผลให้ผมกลิ้งหลุนๆ มาตามพื้น แต่เมื่อเห็นเพดานกำลังถล่ม ผมก็เค้นแรงเฮือกสุดท้ายที่มีคลานไปบนพื้นเพื่อพาตัวเองออกมาให้พ้นศูนย์กลางจุดระเบิด

ตึง…ตึง…ตึง…

เสียงเพดานถล่มดังต่อๆ กันมาเป็นลูกโซ่

ตู้ม!

“อ๊ากกก!”

เพดานด้านบนร่วงลงมาพอดี ก้อนปูนตกทับลงมาบนศีรษะผม แรงกระแทกอันหนักหน่วงส่งผลให้ทัศนวิสัยพร่ามัวลงเรื่อยๆ…

“เพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไป เจ้าต้องสังหารคิมแจยองปีศาจนั่นให้ได้”

ผ่านมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย ภาพในความฝันที่ผมจำไม่ได้ผุดแวบผ่านเข้ามาในสมอง ผมร้องเฮือกพร้อมลืมตาตื่น

“หนาวจัง…”

มีเพียงความเงียบเข้าปกคลุม ผมคลานตรงไปยังไฟฉายที่สว่างอย่างเดียวดายอยู่ในความมืด ร่างกายปวดร้าวจนแค่ขยับนิ้วก็ทรมาน แต่ผมต้องวิเคราะห์และทำความเข้าใจสถานการณ์ก่อน ผมยกไฟฉายขึ้นมาส่องสำรวจโดยรอบจึงได้เห็นว่ารางรถไฟใต้ดินถูกถมเต็มไปด้วยกองดินและปูน โชคดีที่อีกฝั่ง…ยังคงโล่งอยู่เลยไม่ถึงกับโดนขังเดี่ยว ความดีใจที่ยังมีชีวิตอยู่ทำเอาเรี่ยวแรงในร่างกายพลันหดหายไปทันที

“…ไอ้โอตาคุเอ๊ย ไม่นึกเลยว่าจะมาตายเอาแบบนี้”

ทำไมข้างตัวผมถึงชอบมีแต่พวกเสียสละตัวเองเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นอยู่เรื่อย เจ้าหมีสีน้ำตาลก็ทีหนึ่งแล้ว นี่ยังจะมีพี่โอตาคุอีก ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะรู้สึกซาบซึ้งหรือเสียใจอะไรขนาดนั้นซะด้วยสิ

ไอ้พวกทึ่ม เอะอะก็ทำตัวใจดีไม่เข้าเรื่อง…

ผมถอนหายใจพลางตั้งมั่น อย่างน้อยในช่วงเวลานี้ผมก็ยังอยากจะอธิษฐานขอพรให้ดวงวิญญาณของพี่โอตาคุไปสู่สุคติสักหน่อย

“ไปดีนะ พี่โอตาคุ ขอให้วิญญาณผู้ตายเดินทางสู่…”

“ผมยังไม่ตายครับ”

“ว้ากกก! บ้าไปแล้ว! อะไรวะเนี่ย!”

เสียงแผ่วเบาของพี่โอตาคุดังมาจากทางสะพาน ผมรีบส่องไฟฉายดูข้างใต้…จึงได้เห็นศีรษะเขาโผล่อยู่บนกองดิน บนใบหน้าเละเทะดูไม่ได้นั้นมีแว่นตาแตกๆ พาดวางอยู่ ผมหันไปทางเขา

“นี่ อะ…โอเคหรือเปล่า”

“อะ…อืม…คิดว่าโอเคครับ…ช่วยดึงผมขึ้นไปหน่อยสิ”

สีหน้าเขาดูสงบนิ่งกว่าที่คิด ผมจับศีรษะพี่โอตาคุและออกแรงดึงตามคำขอ แต่ไม่ว่าจะใช้แรงแค่ไหนก็ไม่ขยับเขยื้อน ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้มือเปล่าขุดดินที่ถมอยู่รอบตัวเขาออก ผมใช้ปากคาบไฟฉายและขุดดินอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้มันทรุดซ้ำสอง…แต่แล้วอะไรบางอย่างก็กระทบโดนมือผม

“…”

มันคือเหล็กเส้น เหล็กเส้นหนาแทงทะลุคาไหปลาร้าของพี่โอตาคุอยู่

“อึนโฮคุง…ร่างกายผม…ไม่มีความรู้สึกเลยครับ ผมรู้สึกเหมือนตอนที่ท่อนล่างเป็นอัมพาตเลย…”

“หือ? เอ่อ…คือ…”

ขณะที่ผมกำลังลังเลว่าควรตอบไปว่ายังไงดี ริมฝีปากซีดขาวของพี่โอตาคุก็สั่นระริกก่อนจะปิดสนิท น้ำตาที่เอ่อคลออยู่เต็มดวงตาไหลรินลงมาตามแก้ม ผมใช้หลังมือปาดน้ำตาให้เขาก่อนที่เสียงสะอื้นของพี่โอตาคุจะเริ่มดังขึ้น

“อึนโฮคุง…มะ…มืดมากเลย…ไม่มีไฟฉายเหรอ…”

“…ไม่มี”

แม้ไฟฉายจะเปิดอยู่ แต่ดวงตาเขาคงมองไม่เห็นอะไรแล้ว ผมวางมือลงบนศีรษะพี่โอตาคุอีกครั้ง เสียงสะอื้นของเขาแผ่วเบาลงทันทีคล้ายกับโล่งใจ

“ผมคงต้องตายไปแบบนี้ใช่ไหม…”

“…ผมจะคอยอยู่ข้างๆ เอง”

“ขะ…ขอบคุณนะ…ไม่เจ็บเลย โชคดีจัง…ที่มีอึนโฮคุงอยู่ข้างๆ…”

เสียงของพี่โอตาคุเริ่มแผ่วเบา ลมหายใจก็เช่นกัน กระดูกสันหลังของเขาได้รับบาดเจ็บจึงไม่อาจรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดใดๆ บริเวณตั้งแต่คอลงไป หรือหากพูดสั้นๆ ก็คือเขากำลังลิ้มรสความหวาดกลัวของการเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้าหาทุกวินาที ถ้าต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้สู้ตายทันทีที่ถูกเหล็กเส้นเสียบยังจะดีซะกว่า

“อึนโฮคุง…จำคำพูดที่เคยพูดกับผมครั้งแรกได้ไหม…”

พี่โอตาคุยังคงเปิดปากพูดเรื่อยๆ เพราะคงรู้สึกว่าทันทีที่หยุดพูด ความตายคงจะย่างกรายเข้าถึงตัว

“จำไม่ได้ ผมพูดอะไรเหรอ”

“ก็ตอนที่ซ่อมรถเข็นให้ผมไง…อึนโฮคุงพูดว่า…มีแค่เรื่องเดินเท่านั้นแหละที่ผมทำไม่ได้ จากนี้ไปผมจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น…”

ปะ…เป็นไปได้เหรอนั่น คนอย่างผมเนี่ยนะจะพูดอะไรแบบนั้นออกมา แม้จะรู้สึกอึ้ง แต่ผมก็เอ่ยตอบพลางลูบหัวเขาเบาๆ

“อื้อ จริงด้วยแฮะ”

“ผม…ทำทุกอย่าง…ได้จริงๆ…ฮึก…ทำทุกอย่างแล้ว…ขะ…ขอบคุณนะ…”

“…”

“อึนโฮคุง…รู้ไหม…ผมชื่ออะไร…”

“มะ…ไม่รู้”

“ผมชื่อ…”

ริมฝีปากพี่โอตาคุสั่นระริกและกล่าวต่ออย่างยากลำบาก ดวงตาเขาเริ่มหม่นแสงลงทุกที ผมกำลังเงี่ยหูฟังเสียงแผ่วเบาที่พร้อมจะเงียบหายไปได้ทุกที

ตึง!

“…ครับ…”

ลมหายใจของพี่โอตาคุดับสิ้น

 

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเหตุให้ผมไม่ได้ยินคำพูดสุดท้ายของพี่โอตาคุ เพดานลั่นดังกึกก้อง ผมคิดว่ามันจะถล่มซ้ำอีกหนจึงสาดไฟฉายขึ้นไปดู ฝุ่นปูนลอยคลุ้ง ผมเอื้อมมือไปปิดตาให้พี่โอตาคุแล้วรีบลุกขึ้นยืน ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสราวถูกใครเอาค้อนมาทุบทั่วร่าง แต่ผมก็กัดฟันแน่นเพราะยังไม่อยากถูกฝังทั้งเป็น

“พักเถอะ ลำบากมามากแล้วล่ะ”

ผมกล่าวอำลาพี่โอตาคุเป็นครั้งสุดท้ายก่อนใช้มือค้ำยันผนังเดินต่อมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าผมหมดสตินานเกินไปหรือยังไง เนื้อหนังถึงได้แห้งหายไปจนหมดเกลี้ยงและผอมโกรกขนาดนี้ ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่รู้สึกเลยว่านี่คือร่างกายของตัวเอง

“แม่งเอ๊ย…”

ฝ่าเท้าผมเป็นแผลเพราะดันไปเหยียบหินเข้า หัวเข่าเองก็แตกเพราะหกล้มไปอีกหลายครั้ง แต่วิกฤตที่หนักหนากว่านั้นเพิ่งจะโผล่มาตอนที่ผมมาถึงชานชาลารถไฟใต้ดิน ถ้าดูจากอาศัยสภาพร่างกายตอนนี้ ผมคงกระโดดจากรางขึ้นไปบนชานชาลาไม่ได้อยู่แล้ว ผมเลยส่องไฟไปรอบๆ เพื่อหาอะไรบางอย่างมาช่วยพยุง

“เฮงซวยชะมัด ไม่มีอะไรเข้าท่าเลยหรือไงวะ”

ผมจับขอบประตูกั้นชานชาลาที่แตกชำรุดพร้อมเกร็งแขน ทว่าแขนกลับไม่มีแม้แต่แรงที่จะใช้พยุงตัว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะแขนข้างหนึ่งบาดเจ็บหนักด้วยแหละ ขนาดเป็นผู้ตื่นรู้ยังตกอยู่ในสภาพนี้ ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงได้อำลาโลกไปนานแล้ว

“…ลองไปต่ออีกหน่อยดีไหมนะ”

ผมจ้องเส้นทางที่ทอดนำไปสู่สถานีถัดไปนิ่งๆ แต่แล้วก็ต้องส่ายหน้า ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่กว่าจะไปถึง ผมไม่ควรเสี่ยงโดยใช่เหตุ เพราะถ้าสัตว์ประหลาดโผล่มากลางทางมีหวังคงได้ตายคาที่แน่ ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องปีนขึ้นไปจากตรงนี้ให้ได้

“แม่ง”

ก่อนอื่นผมทิ้งตัวลงนั่งตรงรางรถไฟเพื่อประหยัดพลังงานเอาไว้ พอเหงื่อเริ่มแห้ง ความหนาวก็แทรกซึมเข้ามาผ่านเนื้อผ้า แม้ชุดที่สวมอยู่จะหนา แต่อุณหภูมิชั้นใต้ดินนั้นก็ต่ำกว่าบนดิน ผมเลยได้แต่ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำมูกที่ไหลยืดพลางใช้เวลาชั่วครู่ครุ่นคิดไปด้วยว่าผมจะหนาวตายหรือเปล่า

“ตายแบบนี้ยิ่งทุเรศกว่าเดิมอีก…”

ร่างกายที่ตอนนี้เหมือนหนักเป็นตันๆ ไม่ยอมขยับเขยื้อนแต่อย่างใด เปลือกตาเอาแต่จะปิดอยู่ตลอดเวลา

หลับเมื่อไหร่ ตายเมื่อนั้น หลับเมื่อไหร่…ตายเมื่อนั้น…

ผมพยายามถ่างตากว้างและพูดย้ำกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ทว่าเซลล์ทุกอณูในร่างกายกลับโหยหาการพักผ่อนอย่างรุนแรง และเพียงไม่นานภาพเบื้องหน้าก็เริ่มดับวูบลง

“เจ้ากล้าดีอย่างไร ทั้งที่กำลังยืดอายุขัยตัวเองด้วยพลังของท่านผู้นั้น…”

โอ๊ย เสียงนี้อีกแล้ว…เสียงใครกัน

เนื่องจากกำลังอยู่ในสภาพที่งัวเงียเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น ผมจึงแยกไม่ออกว่านี่คือความฝันหรือความจริง

“เฮอะ แน่นอนว่าต้องใช้เวลานานอยู่แล้ว เพราะมันคือการจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนร่างของมนุษย์ผู้ต่ำต้อย”

เฮงซวยชะมัดเลย…

“จงรักษาสัญญา”

…สัญญาอะไรกัน ความฝันเดี๋ยวแจ่มชัดเดี๋ยวเลือนราง

“เพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไป เจ้าต้องสังหารปีศาจอย่างคิมแจยองให้ได้”

“…เฮือก!”

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมหอบหายใจ แม้ร่างกายจะหนาวจนแข็งทื่อ แต่ก็ยังฝืนออกแรงขยับมือเท้า ผมเป่าลมหายใจอุ่นใส่ฝ่ามือแล้วยกขึ้นแนบใบหูที่ชาจนไร้ความรู้สึก โชคดีที่ความรู้สึกกลับมาหลังจากทำซ้ำสองสามหน เมื่อคิดว่าเกือบได้แข็งตายไปแล้วจริงๆ หัวใจผมก็พลอยเต้นรัวแรง

ในความฝันผมได้พบกับตัวตนที่คล้ายพระเจ้า เขาบอกว่าหากผมต้องการมีชีวิตต่อไป ผมต้องฆ่าคิมแจยอง ซึ่งผมได้ตกลงสัญญาไปว่าจะทำและจารึกสิ่งที่เรียกว่ารอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนร่างกาย…เรื่องราวจนถึงตรงนี้คือสิ่งที่ผมปะติดปะต่อได้จากเศษเสี้ยวความฝันอันพร่าเลือน ว่าแต่รอยแผลศักดิ์สิทธิ์คืออะไรกันแน่ จารึกแล้วมันจะมีอะไรต่างไปหรือไง ไม่สิ…จะรอยแผลหรือรอยอะไรก็ช่างเหอะ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญในตอนนี้สักหน่อย

“ชะ…ช่วย…”

ผมฝืนบังคับริมฝีปากที่ปิดสนิทให้ขยับอ้า แต่ลิ้นดันแข็งทื่อจนออกเสียงเป็นคำตามปกติไม่ได้ แม้จะพยายามหยัดกายลุกขึ้นแล้ว แต่เท้าดันไร้ความรู้สึก ผมจึงย่อตัวคุกเข่าแล้วตะโกนเอาแทน

“ช่วยด้วยครับ! ช่วยด้วย! อ๊า!”

ผมหลับตาแน่นชูมือกลางอากาศแล้วโบกไปมาเหนือราวกันตก ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย ผมพยายามตั้งเท่าไหร่เพื่อจะเอาชีวิตให้รอด!

หมับ…

ผมไม่ได้หวังด้วยซ้ำว่าจะมีใครมาช่วย ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็แค่พยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเพราะยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้นเอง แต่แล้วก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ใครบางคนจับมือผมที่กำลังโบกไปมาเอาไว้

“…รุ่นพี่ซอนอึนซู”

รู้จักผม…ด้วยเหรอ ไฟฉายแอลอีดีส่องแสงสว่างจ้าเข้าหน้าผมตรงๆ จนมองหน้าอีกฝ่ายไม่เห็น ผมยึดมือนั้นไว้แน่นประหนึ่งได้พบพานกับพระผู้ช่วย ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็รีบวางไฟฉายลงแล้วใช้สองมือดึงตัวผมขึ้นเหมือนถอนหัวไช้เท้าขึ้นจากแปลง

“แฮ่ก…แฮ่ก…เกือบ…ตายห่าซะแล้ว…”

“…โอเคไหมครับ”

“ถะ…ถอดเสื้อออกหน่อย”

พอผมกระตุกแจ็กเก็ตบอมเบอร์ขนแกะ เขาก็ถอดมันออกทันทีด้วยสีหน้างุนงงก่อนรีบเอามาคลุมไหล่ให้ผม ด้านในแจ็กเก็ตอวลไปด้วยไอของอุณหภูมิจากร่างกายจนผมรู้สึกอบอุ่นไปทั้งกายและใจ เขาจ้องมองสภาพของผมที่ทั่วร่างเหวอะหวะยับเยิน จากนั้นก็ถอดรองเท้าผ้าใบออกแล้วสวมที่เท้าให้ผมแทน

“ขี่หลังผมไปนะครับ เราต้องออกไปข้างนอกกันแล้ว ที่นี่ชั้นใต้ดิน มันหนาวเกินไปครับ”

อีฮยอนอูสละเสื้อผ้า รองเท้า และแผ่นหลังให้ผม เจ้าของชะตาชีวิตคนแรกที่ผมลงมือเปลี่ยนได้กลายเป็นฝ่ายช่วยชีวิตผมไปซะแล้ว ผมซวนเซปีนขึ้นหลังอีฮยอนอู

“ฉะ…ฉันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ด้วยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว…”

พอร่างกายอุ่นและคลายอาการเกร็ง ปากก็เริ่มออกเสียงได้ตามปกติ ระหว่างที่อีฮยอนอูแบกผมขึ้นมาจากใต้ดิน ผมพูดไม่หยุดเพราะทนเก็บความสับสนไว้ไม่ไหว

“เมื่อกี้…ฉันถูกพวกทหารลักพาตัวมา…พวกมันเป็นใครมาจากไหน นายรู้ไหม”

ผมพยายามถามเพื่อจะเก็บข้อมูลให้ได้สักนิดก็ยังดี เช่น อีฮยอนอูมาที่นี่ทำไม ซอนอึนโฮกำลังเที่ยวทำเรื่องอะไรอยู่ ชายูฮยอกเป็นยังไงบ้าง และคิมแจยองทำอะไรอยู่ที่ไหน ทำไมพระเจ้าถึงต้องการให้เขาตาย ผมเล่าความทรงจำชวนสับสนที่ขาดๆ หายๆ จากในความฝันให้เขาฟัง

“…ตามที่ผมเข้าใจ รุ่นพี่น่าจะหมดสติไปประมาณเดือนครึ่งครับ”

“เดือนครึ่ง? ถ้างั้นคิมแจยองล่ะ คิมแจยองอยู่ไหน”

เมื่อได้ยินคำถาม อีฮยอนอูก็สะดุ้งเฮือก เขาปิดปากเงียบไม่ยอมตอบตามที่ผมอยากรู้ ผมกำหมัดชกไหล่เขาด้วยความอึดอัดคับข้อง แต่หมัดผมอ่อนเปลี้ยไม่มีเรี่ยวแรงเอาซะเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเอาแต่นอนอยู่นิ่งๆ มานานแรมเดือนหรือเปล่า ทั้งเนื้อทั้งตัวเลยรู้สึกหนักอึ้งเหมือนสำลีอุ้มน้ำ จู่ๆ ผมก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาดื้อๆ

“ก่อนอื่น…ไว้ไปถึงที่เงียบๆ แล้วผมจะเล่าให้ฟังครับ”

 

อีฮยอนอูแบกผมออกจากชั้นใต้ดินขึ้นมาบนดิน อาจเป็นเพราะอยู่แต่ในที่มืดมานาน พอออกมาแล้วโลกถึงได้ดูสว่างไสวกว่าก่อนหน้านี้เป็นไหนๆ ผมแหงนหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้า ดวงจันทร์มัน…เหมือนจะเข้ามาใกล้กว่าเมื่อก่อนอีก ในระหว่างที่ผมนอนหมดสติอยู่ เวฟเกิดขึ้นไปแล้วกี่ครั้งกันเนี่ย

แม้อุณหภูมิข้างบนจะอุ่นกว่าชั้นใต้ดิน แต่กลับมีสายลมพัดจนชวนให้รู้สึกเย็นยะเยือก ผมตัวสั่นเทาจนต้องกระชับแขนที่โอบอยู่รอบคออีฮยอนอูให้แน่นขึ้น

“…”

อีฮยอนอูชะงักไปชั่วครู่ก่อนเหม่อมองไปยังจุดหนึ่ง ผมเงยหน้าขึ้นแล้วมองตามสายตาเขา…จนเห็นได้จากระยะไกลว่าที่ตรงโน้นมีเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมควันโขมง อีฮยอนอูลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปยังทิศทางตรงข้าม

“เดี๋ยวสิ อีฮยอนอู ทางนั้นมัน X มาร์ตไม่ใช่เหรอ”

“ไปกันก่อนเถอะครับ”

“บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย!”

ตู้ม!

ผมเค้นถามยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงดังสนั่น หากแหล่งกำเนิดเสียงคือตรงโน้น มันก็น่าจะอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร แต่นี่พื้นกลับสั่นสะเทือนราวกับกำลังเกิดแผ่นดินไหวไม่มีผิด

“นะ…นั่นอะไรน่ะ…!”

“จับแน่นๆ นะครับ”

อีฮยอนอูเริ่มออกวิ่งเต็มฝีเท้า เนื่องจากเขายกรองเท้าให้ผมใส่ ถุงเท้าเขาจึงครูดกับเศษซากปรักหักพังบนพื้นจนขาดวิ่น ทั้งยังเปรอะเปื้อนด้วยสีแดงฉาน

“เฮ้ย หยุด! บอกให้หยุดไง! บอกฉันก่อนว่านั่นอะไรแล้วค่อยไปต่อ!”

“โอ๊ย! รุ่นพี่ครับ หยุดทีเถอะครับ ผมขอร้อง!”

เมื่อผมทึ้งหัวอีฮยอนอู เขาก็ตะโกนลั่นสวนกลับมาทันที สีหน้าอีฮยอนอูราวกับคนกำลังวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวเต็มขั้น แต่ในขณะเดียวกันก็คล้ายกับกำลังมุ่งมั่นต่อหน้าที่เหมือนผู้อุทิศชีวิตที่แบกกางเขนยังไงยังงั้น ผมตระหนักได้แล้วว่าคงไม่สามารถทำให้อีฮยอนอูหยุดฝีเท้าได้แน่ จึงหยุดฟาดงวงฟาดงา ทั้งที่สีหน้าเหมือนคนเตรียมตัวพร้อมยอมรับความตายแล้วแท้ๆ อะไรกันที่ต้อนเขาให้ต้องทำถึงขนาดนี้ อะไรคือเหตุผลที่เขาต้องพยายามพาผมออกห่างจากตรงนั้นแบบไม่คิดชีวิต

“…คิมแจยองใช่ไหม”

พอผมกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูอีฮยอนอู เขาก็ขบกรามทันที

“คิมแจยองอยู่ตรงนั้นสินะ”

“…คุณซอนอึนโฮบอกให้ผมพารุ่นพี่ไปซ่อนตัวในที่ที่ปลอดภัยครับ”

“พี่เนี่ยนะ ทำไมกัน”

“…”

“หรือว่าตรงนั้นคิมแจยองกับชายูฮยอก…สองคนกำลังต่อสู้กันอยู่”

ร่างกายอีฮยอนอูสั่นเทิ้ม ทั้งที่ขากำลังวิ่งอยู่แต่เนื้อตัวกลับสั่นอย่างรุนแรงถึงขนาดที่ผมยังรู้สึกได้ อีฮยอนอูกำลังหวาดกลัวจนแทบจะทรุดตัวล้มลง

“เฮ้ย…เป็นอะไร”

“…ต้องหนีครับ หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมอนั่นไม่ใช่มนุษย์! ไม่รู้เลยว่ามันจะทำอะไรกับรุ่นพี่บ้าง ถ้าต่อสู้กับคนคนนั้นแล้วตายไปได้ก็คงจะ…! แค่ก…แค่ก!”

“อีฮยอนอู!”

ในขณะที่พูดรัวเร็วราวกับกำลังสำรอกคำพูด อีฮยอนอูก็กระอักเลือดออกมา เลือดสีแดงสดทะลักไหลจากดวงตา จมูก และหู ฝีเท้าเขาเริ่มช้าลงทุกที เขาส่งเสียงประหลาดออกมา ปล่อยมือที่พยุงผมไว้ วางตัวผมลงบนพื้น ก่อนจะเริ่มฉีกกระชากเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่

“นะ…นายโอเคไหมเนี่ย…”

ผมรีบตรวจดูร่างกายเขา ก่อนจะมองเห็นสัญลักษณ์ประหลาดปรากฏผ่านรอยขาดวิ่นของเสื้อผ้า ผิวหนังปริแตกเป็นริ้วไปตามลวดลายเดียวกันดูน่าขนลุก

“อึก…แค่ก…ระ…รุ่นพี่ครับ…หนีไป…”

“ไม่ต้องพูดแล้ว!”

หมอนี่โดนคำสาปอะไรหรือเปล่า ขืนเป็นแบบนี้มีหวังได้ตายตามพี่โอตาคุไปแน่ การที่คนใกล้ตัวที่เคยผูกพันกันทยอยตายไปทีละคนไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่ายินดีเท่าไหร่นักสำหรับผม

ผมพยุงร่างอีฮยอนอูที่ทำท่าจะร่วงลงไปกองบนพื้นกลางถนนเอาไว้ ขาของเขายืนโซเซไม่มั่นคง แต่ก็ยังคงเกร็งและฝืนยืนไว้ ถือเป็นโชคดีเพราะไม่งั้นเราทั้งคู่คงได้ล้มกลิ้งลงไปพร้อมกัน ผมลากอีฮยอนอูเข้าไปในอาคารแล้วจับให้เขานอนในจุดที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะพอหาได้

“แฮ่ก…แฮ่ก…นี่ โทษทีนะ ฉันคงต้องไปแล้ว”

“มะ…ไม่ได้นะ…แค่ก! แค่ก!”

“จิ๊ หุบปากไปเลย ไว้จะกลับมานะ…อย่าเพิ่งตายจนกว่าจะถึงตอนนั้นล่ะ”

“ระ…ราชา…สัตว์ประหลาด…อึก…”

อีฮยอนอูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ผมส่ายหน้าอย่างหนักแน่นเด็ดขาด

“เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะจัดการทุกอย่างเอง…อย่าห่วงเลย พักไปก่อนแล้วกัน ไอ้หนู”

อีฮยอนอูจะสามารถรักษาชีวิตไว้ได้จนถึงตอนที่ผมกลับมาไหมนะ ความเป็นไปได้ดูต่ำเตี้ยเหลือเกิน ผมยีหัวหมอนั่นแล้ววางมาดห้าวหาญทั้งที่ไม่จำเป็น

“เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ไม่เป็นไรนะ”

ผมถอดแจ็กเก็ตบอมเบอร์ขนแกะที่สวมอยู่ออกแล้วคลุมตัวให้อีฮยอนอู ก่อนจะลากร่างกายที่หนักอึ้งเป็นตันของตัวเองออกมาด้านนอก เปลวเพลิงที่ลุกโชนดูห่างไกลกว่าเมื่อครู่ ผมต้องพาตัวเองไปถึงตรงนั้นด้วยร่างกายนี้จริงๆ น่ะเหรอ…เห็นทีคงต้องขอบคุณสวรรค์เลยมั้ง ถ้าผมไม่ตายอนาถระหว่างทางไปซะก่อนน่ะนะ

ผมมองไปรอบๆ ก่อนสะดุดตากับรถกระจกแตกสภาพเยินหลายคันที่จอดระเกะระกะอยู่ไม่ไกล พอลองส่องดูด้านในรถที่สภาพดูสมบูรณ์กว่าคันอื่นก็เห็นคราบเลือดแห้งกรังกับก้อนเน่าๆ ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ผมข่มกลั้นความรู้สึกขยะแขยงไว้ จากนั้นก็เปิดประตูรถทีละบานแล้วลองสตาร์ตเครื่องยนต์ดู โชคยังดีที่รถเอสยูวีขนาดกลางคันนี้สตาร์ตติด แม้ผมจะไม่เคยขับรถมาก่อนในชีวิต…แต่นี่ไม่ใช่เวลามาตั้งคำถามแล้ว ผมยกขาวางเท้าลงบนคันเร่งแล้วออกรถ

ตู้ม!

เสียงน่ากลัวดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง คลื่นเสียงรุนแรงมากจนรถสะเทือนไปทั้งคัน

“เวรเอ๊ย…ทำยังไงดีวะเนี่ย!”

ในฝันพยากรณ์ครั้งแรกคิมแจยองกับชายูฮยอกไม่ได้ปะทะกันซึ่งหน้า เพราะหากว่ากันในแง่ของพละกำลังล้วนๆ แล้วนั้น ชายูฮยอกเหนือชั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด คิมแจยองจึงเลือกปลูกฝังความกลัวให้ชายูฮยอกด้วยการสังหารผู้คนที่ชายูฮยอกพยายามปกป้องอย่างสุดชีวิตด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม…ถ้างั้นตอนนี้ล่ะ อนาคตเปลี่ยนแปลงไปมากจนผมคาดเดาอะไรไม่ได้สักอย่าง ใครบางคนที่ได้พบในความฝันบอกว่าผมต้องฆ่าคิมแจยองเพื่อจะได้มีชีวิตรอดต่อไป ผมไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด ทำไมหมอนั่นถึงต้องตายด้วย เขาทำอะไรลงไปหรือไง ไม่สิ…เขาวางแผนจะทำอะไรหรือไงกัน

“อยากอ้วกชะมัด…”

ผิวถนนยางมะตอยที่ขรุขระกับเศษขยะที่เกลื่อนกลาดบนพื้นทำให้ตัวรถสะดุดและโคลงเคลงรุนแรง ทุกครั้งที่เป็นแบบนั้นผมก็แทบจะอ้วกออกมา พื้นถนนก็ขรุขระ แถมฝีมือขับรถผมยังห่วยแตกอีก…ข้ออ้างทั้งหลายแหล่ถูกยกมาปลอบความรู้สึกคลื่นเหียนภายในกาย ทว่าผมรู้ดีว่าสิ่งที่สะท้านนั้นไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นจิตใจเมื่อคิดว่าคิมแจยองมีโอกาสตาย

 

‘พวกมนุษย์ เงียบมาก’

‘นั่นสินะครับ…’

อีฮยอนอูพยักหน้าตอบรับสิ่งที่อควาพี่เลี้ยงพูด ถึงจะรู้ดีว่าพวกซอนจงกรุ๊ปวางแผนสร้างเรื่องเพื่อหลบเลี่ยงสายตาอย่างแยบยลสมกับเป็นนักธุรกิจมากประสบการณ์ แต่พอมาถึงจุดหนึ่งพวกนั้นก็เริ่มทิ้งระยะห่างจนเขาจับสังเกตได้ อควาพี่เลี้ยงที่มองว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตไร้อารยธรรมกำลังโกรธจัดกับความโอหัง แต่อีฮยอนอูก็ไม่อาจกล่าวโทษฝ่ายซอนจงกรุ๊ปได้ เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากร่วมมือกับสัตว์ประหลาด พันธมิตรระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดอาจดูเป็นประโยชน์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันคือหายนะอย่างถึงที่สุด

‘ทรยศ ฆ่าทิ้ง’

‘การตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างหากครับที่สำคัญกว่าเรื่องอื่น’

‘กลัวไปหมด คนขี้ขยาด’

‘ขยาดหมายถึงเข็ดหลาบ มันก็เกือบจะถูกแหละครับ แต่พอดีภาษามนุษย์ไม่มีคำนี้ครับ ต้องใช้คำว่าขี้ขลาดถึงจะถูก’

‘…’

อควาพี่เลี้ยงหันขวับเมื่อเจอการแก้คำผิดอย่างไม่ไว้หน้า มันคิดมาตลอดว่าตนคืออัจฉริยะ ไม่รู้ว่าไปกระทบกระเทือนศักดิ์ศรีของมันหรือยังไง อควาพี่เลี้ยงถึงมักแสดงความไม่พอใจทุกครั้งที่ถูกแก้คำผิด

อันที่จริงหากต้องการจะเปิดโปงว่าซอนจงกรุ๊ปซุกซ่อนแผนอะไรไว้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการฆ่าทิ้งหรือข่มขู่เหมือนอย่างที่อควาพี่เลี้ยงแนะนำนั่นแหละ เพราะพวกมันมีทั้งกำลังและอำนาจ แต่ซอนจงกรุ๊ปไม่มี…ดังนั้นแล้วแค่ใช้กำลังบดขยี้ซะก็สิ้นเรื่อง ทว่าอีฮยอนอูกลับไม่ต้องการทำร้ายครอบครัวของซอนอึนซู ยิ่งเวลาผ่านไปเหตุการณ์ที่โรงเรียนก็ยิ่งแจ่มชัดมากขึ้น กี่ครั้งแล้วที่ซอนอึนซูช่วยชีวิตเขาไว้ ทั้งยังคอยใส่ใจเขาตั้งหลายหน…พอนึกดูแล้วซอนอึนซูไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เขาเองทั้งนั้นที่ตัดสินอีกฝ่ายอย่างวู่วามเพียงเพราะได้ยินเรื่องอื้อฉาวในอดีต และเอาแต่สงสัยอีกฝ่ายตลอดเวลาเพียงเพราะเชื่อในสกิลตื่นรู้ของตัวเองอย่างเดียว ดังนั้นจึงถูกสกิลปลุกปั่นของยูยอนฮาจูงจมูกได้อย่างง่ายดาย แม้จะถูกคังด็อกโฮที่ไม่โดนผลของสกิลปลุกปั่นเพราะไร้ความรู้สึกเชิงลบต่อซอนอึนซูตะคอกใส่เพื่อเรียกสติเขาก็ยังคงเมินเฉย จนสุดท้ายผลลัพธ์ก็คือซอนอึนซูหายตัวไปและคังด็อกโฮก็ต้องมาตาย

‘ทางคุณซอนอึนโฮอาจมีตัวแปรอะไรโผล่มาก็ได้นี่ครับ ผมคงต้องไปหาคุณซอนอึนโฮที่ X มาร์ต’

หากซอนจงกรุ๊ปทรยศจริงๆ เมื่อพวกเขาจากไปก็คงจะรีบย้ายถิ่นฐานและซ่อนตัวในทันที อีฮยอนอูหวังอย่างสุดซึ้งว่าจะเป็นแบบนั้น ระหว่างที่อีฮยอนอูใช้เวลาคลุกคลีกับซอนจงกรุ๊ปอันฉาวโฉ่ เขาประหลาดใจกับอุปนิสัยของแต่ละคนมาก กระนั้นเขาก็สัมผัสได้ว่าทุกคนรักและหวงแหนน้องเล็กอย่างซอนอึนซูมาก เพียงเท่านี้อีฮยอนอูก็รู้สึกอยากปกป้องซอนอึนซูให้พ้นจากเงื้อมมือของคิมแจยองแล้ว

‘คนทรยศ กำจัดทันที มันอาจหนี’

‘ต่อให้มนุษย์จะหนี…ยังไงก็ต้องอยู่ในกำมือของเผ่าพันธุ์อันสูงส่งอยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ’

‘แน่นอน ย่อมเป็นเช่นนั้น’

‘พวกเราไป X มาร์ตกันเถอะครับ’

ในขณะที่รู้สึกระแคะระคายกับเจตนาแอบแฝงของอีฮยอนอูที่พูดจาประจบประแจง อควาพี่เลี้ยงก็ลุกขึ้นตามอีฮยอนอูโดยแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ช่างน่าขันเสียจริง ทั้งที่ได้รับความเมตตาจนได้เป็นทาสแห่งองค์ราชาแล้วแท้ๆ แต่กลับยังดิ้นรนที่จะช่วยชีวิตมนุษย์อยู่ได้

ถ้าองค์ราชาไม่ได้สั่งให้ปล่อยเจ้ามนุษย์นี่ไว้และอย่าไปยุ่งล่ะก็…

แม้จะเป็นเพียงข้ารับใช้แสนต่ำต้อย แต่มันก็ยังสัมผัสได้ถึงเงาทรยศที่ทาบทับอยู่บนใบหน้าอีฮยอนอู เช่นนั้นแล้วองค์ราชาย่อมไม่มีทางไม่รู้ สาเหตุที่องค์ราชายังไม่ฆ่าทิ้งก็เพราะยังต้องอาศัยอีฮยอนอูในการตามหามนุษย์คนนั้นก็เท่านั้นเอง

ทั้งที่ถูกตีตราเป็นทาสแล้วแท้ๆ แต่กลับคิดไม่ซื่อเสียได้

อควาพี่เลี้ยงเดินตามอีฮยอนอูไปยัง X มาร์ตพลางวิเคราะห์ว่าอีกฝ่ายช่างไม่รู้จักรักชีวิตตัวเองเอาเสียเลย

บทที่ 8.2

 

‘อ้าว นี่ใครกันเนี่ย ฮยอนอูไม่ใช่เหรอ’

เมื่อมาถึงหน้า X มาร์ต ซอนอึนโฮที่ได้ข่าวก็รีบปรี่ออกมาอ้าสองแขนต้อนรับอีฮยอนอูอย่างยินดี อีฮยอนอูขมวดคิ้ว เลี่ยงหลบอ้อมกอดของซอนอึนโฮที่เนื้อตัวคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้า

‘ชิ กะแล้วเชียว ไม่สนุกเลย…ว่าแต่มาคนเดียวเหรอ คุณพี่เลี้ยงล่ะ’

‘พอดีคนเยอะน่ะครับ เข้ามาด้วยกันไม่ได้เลยรออยู่ข้างนอก’

‘ก็นะ…ไม่มีทางที่ฮยอนอูของเราจะมาที่นี่คนเดียวอยู่แล้ว’

เสียงหัวเราะเรื่อยเปื่อยของซอนอึนโฮฟังดูแปลกชอบกล ดูท่าจะมีอะไรแอบแฝง อีฮยอนอูก้าวฉับตรงไปยังประตู X มาร์ตโดยมีซอนอึนโฮตามเกาะติดอยู่ข้างๆ

‘คังด็อกโฮล่ะครับ’

‘ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เห็นตั้งหลายวันแล้ว’

‘…’

‘ฉันพูดจริงนะ ไม่เชื่อก็ลองดู ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย หมอนั่นหายไปเอง ดูสิ เห็นหรือยังว่าเป็นความจริง’

‘ผมรู้ครับ แต่ต่อให้คุณบอกว่าทำอะไรหมอนั่น หมอนั่นก็ไม่ใช่ฝ่ายที่จะโดนกระทำง่ายๆ หรอกครับ’

ไม่จำเป็นต้องใช้สกิลเช็กด้วยซ้ำ เนื่องจากปกติแล้วคังด็อกโฮมักจะไปไหนมาไหนเองลำพังอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคงไม่มีสัตว์ประหลาดหรือมนุษย์หน้าไหนสามารถเป็นภัยคุกคามต่อเขาได้ทั้งนั้น

‘ฮ่าๆ มั่นใจเกินร้อยดีนี่ ว่าแต่ฮยอนอู…เธอมาหาด็อกโฮเหรอ’

‘ผมมาหาคุณซอนอึนโฮครับ’

‘จริงอะ’

‘คุณชายูฮยอกด้วยครับ’

ซอนอึนโฮโอบไหล่อีฮยอนอูที่บอกว่ามาเพื่อพบหัวหน้าของ X มาร์ต

‘มาสิ เดี๋ยวพี่ชายจะพาชมสถานที่เอง’

อีฮยอนอูขมวดคิ้วเพราะกลิ่นแอลกอฮอล์ที่รุนแรงจนจมูกชา แต่ก็ไม่ได้สลัดอีกฝ่ายออก

นี่เราฝันอยู่…หรือเปล่าเนี่ย…

ทันทีที่เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไป ภายใน X มาร์ตที่สว่างไสวด้วยแสงไฟก็ปรากฏสู่สายตา เหล่าผู้รอดชีวิตต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนใหญ่อยู่ในวัยยี่สิบสามสิบกันทั้งนั้น แต่ก็มีบ้างที่เป็นผู้สูงอายุอย่างคุณตาที่นั่งล้อมวงกันเล่นหมากล้อมเป็นกลุ่มสามคนบ้างห้าคนบ้าง นอกจากนี้ยังมีเด็กน้อยนั่งเล่นการ์ดเกมกันอยู่ตรงมุมหนึ่ง หลังจากที่โลกกลายเป็นแบบนี้ อีฮยอนอูก็เคี่ยวกรำตัวเองให้ใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิดไม่รู้จบมาตลอด เขาได้แต่กวาดตามองภาพไม่สมจริงตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ถึงจะเคยได้ยินมาว่านี่คือกลุ่มผู้รอดชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโซล แต่เขาก็ไม่นึกเลยว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้ พอได้เห็นความสดใสร่าเริงของผู้คน สิ่งที่เรียกว่าความหวังซึ่งหล่นหายไปเนิ่นนานก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง และความสงสัยใคร่รู้ในตัวบุคคลที่ชื่อชายูฮยอกผู้รวบรวมและสร้างกลุ่มผู้รอดชีวิตขึ้นมาได้จนถึงจุดนี้ก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

‘ชายูฮยอก!’

ซอนอึนโฮเปิดประตูสำนักงานอย่างหุนหันโดยไม่แม้แต่จะเคาะ อีฮยอนอูถูกอีกฝ่ายโอบไหล่เข้ามาด้วยกัน ก่อนจะได้เผชิญหน้ากับชายที่ชื่อชายูฮยอกด้วยท่าทางที่แสนจะอึดอัด

‘…เอ๊ะ? เธอตอนนั้นนี่’

‘คุณ…!’

รวมพลคนหน้าคุ้น ต่างฝ่ายต่างย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ที่ได้พบกันครั้งก่อน สำหรับชายูฮยอก อีฮยอนอูคือบุคลากรล้ำค่าที่อยู่ฝ่ายธรรมะ ส่วนสำหรับอีฮยอนอู ชายูฮยอกคือคนยากแท้หยั่งถึงที่เปลือกนอกแสร้งทำตัวเป็นคนดี เมื่อเห็นความแตกต่างระหว่างภาพจำแรกพบและตัวตนจริงๆ ทั้งคู่ต่างก็ตกตะลึงจนซ่อนความสับสนไว้ไม่อยู่ ยิ่งสีหน้าของชายูฮยอกที่มองเห็นฝ่ายของผู้อื่นได้ยิ่งแล้วใหญ่ เขาดูงุนงงหนักมากเพราะทำใจเชื่อไม่ลงว่าคนที่อยู่ฝ่ายธรรมะจะเป็นพวกเดียวกับสัตว์ประหลาด

‘อะไรเนี่ย ทั้งสองคนรู้จักกันด้วยเหรอ’

‘…อีฮยอนอูครับ’

‘ฉันชายูฮยอก’

ทั้งสองจ้องตากันโดยทิ้งซอนอึนโฮที่งงงันไว้เป็นฉากหลัง ในขณะที่บรรยากาศแปลกๆ ของการหยั่งเชิงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซอนอึนโฮก็หยิบขวดว้อดก้าออกมาจากตู้ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาแล้วโบกมือ

‘นั่งเถอะ นั่งก่อนแล้วค่อยคุย’

ชายูฮยอกกับอีฮยอนอูเดินช้าๆ เข้ามาหาและนั่งลงประจันหน้ากัน

‘ตกลงว่ามีธุระอะไรที่นี่ล่ะ’

‘ผมมาเพราะอยากทราบเหตุผลที่คุณซอนอึนโฮทรยศครับ’

‘แค่ก…แค่ก!’

ซอนอึนโฮตกใจกับคำพูดแบบขวานผ่าซากของอีฮยอนอูจนสำลัก ชายูฮยอกขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะเลื่อนทิชชูเปียกบนโต๊ะไปให้ ซอนอึนโฮดึงทิชชูเปียกออกมาหลายแผ่นแล้วเช็ดหน้าพลางลอบสังเกตอีฮยอนอู ดูเหมือนอีฮยอนอูจะไม่ได้มาเพราะระแคะระคายอะไร แค่น่าจะโยนหินถามทางซะมากกว่า

‘ทะ…ทรยศเลยเหรอ ฮ่าๆ ฮยอนอูของเรานี่ใช้คำพูดน่ากลัวเป็นบ้า’

ก่อนอื่นคงต้องตีเนียนเอาตัวรอด อีฮยอนอูพยักหน้าเหมือนกะแล้วว่าซอนอึนโฮจะต้องแสดงปฏิกิริยาแบบนี้

‘ผมลองเดาเหตุผลไว้แล้วครับว่าทำไมคุณซอนอึนโฮถึงทรยศ เพราะตั้งแต่ถูกส่งตัวมาอยู่ X มาร์ต การกระทำของคนฝ่ายซอนจงกรุ๊ปก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมเลยคิดว่าคงต้องเกี่ยวข้องกับคุณชายูฮยอกแน่นอน ผมพูดผิดไปหรือเปล่าครับ’

‘บ้าไปแล้ว…มาพร้อมเจตนาชัดเจนเลยนี่หว่า’

ซอนอึนโฮชักปืนพกออกจากเอวพร้อมเล็งไปที่อีฮยอนอู หากไม่มีคังด็อกโฮหรืออควาพี่เลี้ยง อีฮยอนอูก็เป็นได้แค่ผู้ตื่นรู้ทั่วไป ในเมื่ออีฮยอนอูบอกว่าอควาพี่เลี้ยงตามมารออยู่ด้านนอก ถ้าฆ่าอีฮยอนอูตรงนี้แล้วให้ชายูฮยอกออกไปฆ่าอควาพี่เลี้ยงต่อก็น่าจะถ่วงเวลาให้คิมแจยองรู้เรื่องนี้ช้าลงได้

‘ทรยศจริงๆ ด้วยสินะครับ’

‘จริงแล้วจะทำไม’

‘หารุ่นพี่อึนซูเจอแล้วใช่ไหมครับ’

เชี่ย ตกใจใช่เล่น หมอนี่มีหูทิพย์ตาทิพย์หรือไงเนี่ย

ซอนอึนโฮเกือบเผลอเหนี่ยวไก หลังจากสูดหายใจเข้าลึกยาว ซอนอึนโฮก็พยายามสงบใจที่เต้นระรัว ชายูฮยอกที่คอยจับตามองทั้งคู่อยู่ยื่นมือออกไปกดปากกระบอกปืนของซอนอึนโฮให้ลดต่ำลง เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่ซอนอึนโฮซึ่งเมาไม่เคยสร่างอาจเผลอลั่นไกโดยไม่ได้ตั้งใจ

‘รู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ทำไมยังต้องเสียเวลาถ่อมาเช็กซ้ำอีกล่ะ จะว่าไม่เสียดายชีวิตตัวเองก็คงไม่ใช่’

…รุ่นพี่ยังมีชีวิตอยู่

อีฮยอนอูฝืนกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้นไม่ให้ไหลทะลักออกมา

‘รุ่นพี่อึนซูไม่ต้องการเจอหัวหน้า…คิมแจยองตอนนี้ใช่หรือเปล่าครับ’

‘ถ้าใช่ล่ะ’

‘ถ้าใช่…ผมก็อยากจะช่วยรุ่นพี่ครับ’

ชายูฮยอกเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเบาๆ ราวกับพบเรื่องน่าสนใจ

‘ทำไม’

‘…ทางคุณนั่นแหละ ทำไมถึงเข้ามายุ่งวุ่นวายเรื่องนี้ล่ะครับ ถ้าคิดจะใช้ประโยชน์จากรุ่นพี่อึนซูล่ะก็…’

‘ฉันทำเพื่อปกป้องคนของฉันเฉยๆ ยังต้องการเหตุผลอื่นอีกเหรอ’

‘…’

‘ยังไงซะเท่าที่ได้ยินมา ดูเหมือนว่าคนที่จะรับมือกับไอ้คนที่ชื่อคิมแจยองได้คงมีแค่ฉันคนเดียว’

อีฮยอนอูเคยเห็นอีกฝ่ายสังหารอควาหนึ่งตัวได้ในชั่วพริบตาจึงไร้คำจะกล่าวและได้แต่ปิดปากเงียบ ความคาดหวังเริ่มผลิบานอยู่ภายในอกเขา เพียงแค่อีฮยอนอูคิดว่าขอเพียงชายูฮยอกสามารถฆ่าคิมแจยองได้เท่านั้น หัวใจที่ถูกประทับตราเป็นลวดลายแห่งทาสก็บีบรัดอย่างหนักหน่วง

‘…ผมเป็นหนี้รุ่นพี่อึนซูครับ รุ่นพี่ช่วยชีวิตผมไว้หลายครั้ง แต่ผมกลับไม่เชื่อใจเขาและเป็นต้นเหตุให้เขาโดนเล่นงาน เพราะฉะนั้นให้โอกาสผมได้ช่วยเถอะนะครับ’

‘เฮ้ย เลือดไหลออกจากจมูก…’

‘อ้อ…ไม่เป็นไรครับ’

อีฮยอนอูเบิกตาโตพลางใช้แขนเสื้อปาดเช็ดเลือดที่หยดจากจมูก เมื่อซอนอึนโฮดึงทิชชูเปียกยื่นส่งให้ อีฮยอนอูก็รับมาพร้อมเอ่ยคำขอบคุณแล้วค้อมคำนับ ซอนอึนโฮยกมือเกาหลังศีรษะแกรกๆ อย่างทำตัวไม่ถูก เพราะอยู่ดีๆ อีฮยอนอูที่ตนเคยหาว่าไร้ความเป็นมนุษย์มาโดยตลอดกลับดูเหมือนเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับน้องชายตนขึ้นมาเสียอย่างนั้น

‘ก็ตามที่เธอคาดเดานั่นแหละ อึนซูอยู่กับพวกเรา แต่นี่ก็ผ่านมาเดือนครึ่งแล้วยังไม่ได้สติเลย’

‘อะไรนะครับ เกิดอะไรขึ้น…’

‘ร่างกายไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แค่อาจจะหลับลึกมากเกินไปเฉยๆ…’

ซอนอึนซูที่หมดสติมาราวๆ เดือนครึ่งดูไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น ชายูฮยอกจึงให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดพร้อมกับเพิ่มสารอาหารให้ จากนั้นซอนอึนโฮก็โผล่มาและเตรียมการจะพาซอนอึนซูไปซ่อนตัวในที่ที่คิมแจยองหาไม่พบ แต่ทางซอนจงกรุ๊ปไม่สามารถตระเตรียมการดูแลผู้ป่วยที่เหมาะสมมากพอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝากซอนอึนซูไว้กับ X มาร์ตจนกว่าจะฟื้นคืนสติ ซึ่งนี่ก็คือการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างซอนจงกรุ๊ปและ X มาร์ต

‘คิมแจยองคือไอ้คนเสียสติขนานแท้ ชายูฮยอก ถ้าคุณได้เจอเดี๋ยวก็รู้เองแหละ ฮยอนอู เธออยู่ใต้บังคับบัญชามันไม่ใช่เหรอ น่าจะรู้ดีนี่’

‘รู้ดีเลยแหละครับ เขาไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น…ปีศาจ’

‘…เธอไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า เลือดกำเดาไหลสองข้างเลยนะ’

‘ผมไม่เป็นไรครับ’

อีฮยอนอูเช็ดหน้าด้วยทิชชูเปียกอีกครั้ง ทาสที่ทรยศผู้เป็นนายย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย เลือดกำเดาไหลแค่นี้เขายังพอทนได้อีกหน่อย

‘ถ้างั้นตอนนี้วางแผนจะทำยังไงต่อเหรอครับ’

‘เดิมทีก็มีแผนมากมายอยู่แหละ…แต่ก่อนอื่นเราคงต้องไปหาอควาพี่เลี้ยงเพื่อยื้อเวลาให้ทุกคนได้อพยพกันก่อน ไปกันเถอะ’

ชายูฮยอกลุกขึ้นยืน แต่แล้วซอนอึนโฮที่กำลังจะลุกตามศีรษะก็กระแทกปักลงไปบนโต๊ะ ตอนคุยกันเห็นจิบเอาจิบเอา แต่สุดท้ายก็ดันมาหลับเพราะเมาหนักจนได้ ชายูฮยอกได้แต่เดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์

หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรนะ

งานนี้คือการจับอควาหนึ่งตัวมาฆ่า ต่อให้ไม่มีสกิลด้านโชคของซอนอึนโฮก็น่าจะจัดการได้สบายๆ ชายูฮยอกคิดพลางเดินออกมาจาก X มาร์ตกับอีฮยอนอู

 

อควาพี่เลี้ยงยืนนิ่งเป็นเสาสัญญาณอยู่ตรงจุดนัดพบ มันเห็นมนุษย์ปรากฏตัวพร้อมกับอีฮยอนอู เนื่องจากแยกแยะใบหน้าของมนุษย์ไม่ได้ มันจึงนึกว่าเป็นซอนอึนโฮในทีแรก ทว่ายิ่งเข้ามาใกล้เท่าไหร่ยิ่งได้กลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนของพระเจ้าโชยมาจากร่างมนุษย์นั่นจนรู้สึกปั่นป่วนไปหมด อควาพี่เลี้ยงถีบพื้นส่งตัวลอยหนีไปด้านหลังทันที

‘มันไหวตัวทันแล้วครับ!’

มันแข็งแกร่งกว่าอควาตัวอื่นอย่างเห็นได้ชัด แค่ความเร็วก็ห่างชั้นกันแล้ว ดูท่าคงต้องเอาจริงกันหน่อย ชายูฮยอกไล่ตามอควาพี่เลี้ยงพลางฉวยก้อนปูนจากพื้นขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่ง

ตู้ม! ตู้ม!

ชายูฮยอกไม่ได้ตั้งใจจะขว้างให้โดนและไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะขว้างโดนได้ เขาขว้างปาสิ่งของบนพื้นอย่างต่อเนื่องเพื่อถ่วงเวลาให้อควาพี่เลี้ยงหนีได้ช้าลง

เมื่อชายูฮยอกเข้ามาใกล้ อควาพี่เลี้ยงก็พุ่งเข้าใส่และโจมตีชายูฮยอกด้วยหอกในมือ ชายูฮยอกหลบได้อย่างง่ายดายและเล็งไปที่หน้ากากของมัน เนื่องจากจุดอื่นล้วนประกอบขึ้นจากของเหลวจึงสร้างความเสียหายได้ยาก

‘อีฮยอนอู ทรยศ’

ชายูฮยอกขมวดคิ้วเมื่อภาษามนุษย์ที่ฟังออกได้อย่างชัดเจนหลุดออกมาจากปากของอควาพี่เลี้ยง

ว่าไงนะ

ทว่าเขาจะประมาทไม่ได้เพราะพวกมันรู้จักการใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างจากสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ

‘ที่นี่นี่เอง มนุษย์ขององค์ราชา’

‘อะไรนะ’

‘องค์ราชากล่าวไว้ หากอีฮยอนอูอาจหาญเผชิญหน้ากับความตายและเลือกการทรยศ…นั่นหมายความว่าหามนุษย์ผู้นั้นพบแล้ว’

อควาพี่เลี้ยงจู่โจมแบบธรรมดาด้วยการขว้างหอก ชายูฮยอกเอียงคอเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงและตั้งท่าจะตอบโต้กลับ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเขารู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ร้าย แปลกมากที่จู่ๆ สัตว์ประหลาดจะยอมสละอาวุธ ชายูฮยอกกัดฟันกรอด พุ่งตัวไปด้านหน้าและคว้าจับส่วนปลายของด้ามหอกไว้ได้ทัน

ในที่สุดปลายหอกก็หยุดนิ่งทันก่อนที่มันจะแทงทะลุหน้าผากของอีฮยอนอู คนที่มันตั้งใจจะฆ่าไม่ใช่เขา แท้จริงแล้วคืออีฮยอนอูต่างหาก พอชายูฮยอกโยนหอกลงกับพื้นแล้วหันกลับมา อควาพี่เลี้ยงก็เร่งความเร็วจนห่างออกไปไกลแล้ว

‘ระ…รู้จนได้ครับ’

อีฮยอนอูตัวสั่นเทิ้มและหวาดกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ยิ่งกว่าการถูกหอกแทงทะลุศีรษะ

‘เขารู้แล้วครับว่ารุ่นพี่อึนซูอยู่ที่นี่’

เวรแล้วไง

ชายูฮยอกขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะรู้สึกผิดที่สามารถจับมันได้อย่างสบายแท้ๆ แต่ดันปล่อยให้มันหลุดมือไปได้ อย่างน้อยเขาก็ควรจะลากซอนอึนโฮที่หลับอยู่ออกมาด้วย

 

ทั้งสองรีบกลับมายังมาร์ต ชายูฮยอกเรียกตัวสมาชิกระดับสูงมารวมกันแล้วจัดประชุมฉุกเฉินเพื่ออพยพผู้คนและเตรียมพร้อมรับมือการโจมตีของอควา อีฮยอนอูตบแก้มซอนอึนโฮเรียกสติก่อนจะอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง ซอนอึนโฮในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นขีดเขียนแผนที่ลงบนกระดาษแล้วยื่นให้อีฮยอนอู

‘พาอึนซูหนีไปตรงจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ซะ’

‘แล้วคุณซอนอึนโฮล่ะครับ’

‘ฉัน…จะอยู่ที่นี่แหละ ขอลองเดิมพันกับชายูฮยอกดูหน่อย’

‘มันอันตรายเกินไปครับ!’

‘รู้ไม่ใช่เหรอว่าฉันมีความสามารถอะไร ยังไงก็ไม่ตายหรอกน่า อย่าห่วงเลย…ฝากอึนซูของฉันด้วยนะ…’

ซอนอึนโฮสลบเหมือดไปอีกครั้ง อีฮยอนอูพยายามปลุกซอนอึนโฮที่นอนกรนโดยการตบแก้มทั้งสองข้างจนแดงปลั่ง แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาตื่น อีฮยอนอูวิ่งไปยังที่ที่ซอนอึนซูถูกพาไปซ่อน เขาลงบันไดสถานีรถไฟใต้ดินไปถึงด้านล่าง ก่อนจะพบห้องรับรองของเจ้าหน้าที่อยู่ทางขวามือ มันคือสถานที่ที่ซอนอึนซูรับการรักษาอยู่ตลอดเดือนครึ่ง

‘นี่มันอะไร…ฝีมือใครกัน…’

สองศพสวมชุดกาวน์ อีกสี่ศพน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย…พื้นโชกชุ่มไปด้วยน้ำเกลือที่แตกกระจาย คาดว่าเป็นน้ำเกลือที่ซอนอึนซูได้รับทางเส้นเลือด อีฮยอนอูหยิบไฟฉายแล้วเดินออกมาข้างนอก พอสังเกตรอยเท้าบนพื้นก็เห็นว่าปลายเท้าแต่ละข้างชี้ออกด้านนอก

ล้อรถเข็น…? เคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยรถเข็นงั้นสินะ

ในขณะที่อีฮยอนอูกำลังรีบร้อนเตรียมตัวจะวิ่ง พื้นดินก็สะเทือนพร้อมเสียงระเบิด อีฮยอนอูทรงตัวไว้ไม่ให้ล้มแล้วหันมองไปรอบๆ เสียงดังสนั่นมาจากด้านในของทางรถไฟใต้ดิน ระหว่างรอยเท้าที่ชี้ออกด้านนอกกับเสียงกึกก้องที่ดังอยู่ด้านในทางรถไฟ เขาคงต้องเลือกแล้วว่าจะไปตามทางไหน

ด้านในทางรถไฟแล้วกัน!

เศษปูนยังคงร่วงกราวลงมาจากเพดานอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการถล่มซ้ำ อีฮยอนอูเร่งสับฝีเท้าพลางภาวนาขออย่าให้ซอนอึนซูถูกทับอยู่ข้างใต้นี้เลย

‘แฮ่ก…แฮ่ก ชะ…ช่วยด้วย…!’

ไม่นานนักอีฮยอนอูก็หลุดคำรามออกมาเบาๆ เนื่องจากพบว่าซากดินที่เกิดจากการระเบิดปิดกั้นทางรถไฟที่เชื่อมไปยังทิศทางตรงข้าม ซอนอึนซูไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน เขาเห็นเพียงทหารหนึ่งนาย เมื่อเห็นอีฮยอนอู ทหารนายนั้นก็คลานเข้ามาอ้อนวอนขอให้ช่วยชีวิต ขาของเขาขาดไปทั้งสองข้าง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีมีหวังคงได้ตายภายในไม่กี่นาทีนี้แน่

‘เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับ พันตรีวังบยองซึง’

นี่คือใบหน้าที่เคยเห็นมาก่อน พันตรีวังจำอีฮยอนอูได้เช่นกันว่าเป็นเด็กหนุ่มจากฝ่ายพวกอควา ว่าแล้วพันตรีวังก็แต่งเรื่องขึ้นใหม่โดยปรับให้อีฮยอนอูฟังแล้วได้รสชาติ

‘ซะ…ซอนอึนโฮหักหลังพวกเราแล้วไปเข้ากับชายูฮยอก ระหว่างที่เอาตัวซอนอึนซูไปส่งให้ทางอควา…เพดานก็ถล่มลงมา…!’

อีฮยอนอูจ้องเหนือศีรษะอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชา เครื่องหมาย X ลอยเด่นอยู่บนนั้น

‘คุณโกหกนี่ครับ’

‘อ๊ากกก!’

อีฮยอนอูยกเท้าขึ้นจบชีวิตพันตรีวังอย่างง่ายดาย เขาส่องไฟฉายจนทั่ว ทว่าก็ยังไม่พบร่องรอยของซอนอึนซูอยู่ดี

หรือว่าจะถูกทับตายอยู่ด้านล่างตอนเกิดระเบิดกัน…

อีฮยอนอูส่ายหน้า

ไม่ ต้องมีชีวิตอยู่สิ ต้องมีชีวิตอยู่เท่านั้น รุ่นพี่ไม่ใช่คนที่สมควรจะตายอย่างไร้ความหมายแบบนี้

อีฮยอนอูวิ่งย้อนไปยังทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินอีกครั้ง อยากเช็กที่สถานีถัดไปให้แน่ใจก่อน

‘ชั่วดั้วฮับ! ชั่ว! ชั่วดั้ว! อ๊า!’

‘…รุ่นพี่ซอนอึนซู’

และแล้วอีฮยอนอูก็หาซอนอึนซูพบที่สถานีถัดไป

ผมไม่มีวันส่งรุ่นพี่ไปหาคิมแจยองเด็ดขาด จะปล่อยให้มีตัวอันตรายแบบนั้นอยู่บนโลกไม่ได้ครับ หมอนั่นน่ะ…มันบ้าไปแล้ว รุ่นพี่ครับ ความรู้สึกของหมอนั่นน่ะไม่มีทางใช่ความรักแน่ๆ…

 

การขับรถบนถนนลูกรังสำหรับมือใหม่ไร้ใบขับขี่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมอาศัยทักษะการขับขี่อันอ่อนด้อยพารถเอสยูวีมุ่งหน้าไปยังจุดที่เป็นต้นตอของระเบิด ผู้คนที่เริ่มโผล่มาทีละคนสองคนล้วนเป็นคนที่กำลังอพยพออกมาจาก X มาร์ต สงสัยฝีมือขับรถของผมจะชวนหวาดเสียวไปนิด แค่เห็นก็พากันเป็นฝ่ายหลบให้ก่อนแล้ว อุตส่าห์เตรียมใจว่าถ้าใครเข้ามาใกล้จะขับชนรัวๆ แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อยที่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น

ผมจอดรถส่งเดชไว้ในลานจอดด้านหลัง X มาร์ต ก่อนจะลงจากรถแล้วลากกายหยาบที่หนักเป็นตันก้าวเดินสู่จุดปะทะ พอเลี้ยวมาตามกำแพงด้านนอกผมก็เจอเข้ากับตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ที่ขวางอยู่ตรงหน้า มันคือตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ต่างคุกบนดาดฟ้าของ X มาร์ตนั่นเอง ไม่รู้เป็นไงมาไงมันถึงลงมาตั้งอยู่ตรงนี้ได้ แต่เพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายผมจำเป็นต้องเดินอ้อมไปด้านข้าง เพียงแค่คิดว่าหากผ่านตรงนี้ไปผมจะได้เจอคิมแจยอง ฝีเท้าก็ไม่ยอมชะลอชักช้าอีกต่อไป แต่แล้วจังหวะที่กำลังจะอ้อมผ่านหัวมุมตู้คอนเทนเนอร์อยู่นั้นเอง ผมก็ชนเข้ากับใครบางคนจนเสียหลัก

“เอ๊ะ? อ้าว…”

คนชนคว้าแขนผมไว้ตามสัญชาตญาณ ทันทีที่ถูกสัมผัสกลิ่นแอลกอฮอล์ก็ลอยมาเตะจมูก ผมรู้ได้ทันทีว่าเขาคือใครโดยที่ยังไม่ทันได้มองหน้าชัดๆ เลยด้วยซ้ำ

“นะ…น้องเล็ก!”

ซอนอึนโฮพี่ชายคนกลางของบ้านผมนั่นเอง พี่ที่มักจะแต่งตัวเนี้ยบอยู่คนเดียวดูไม่เข้ากับสถานที่สกปรกฝุ่นคลุ้งแบบนี้เลย เขาไล่สายตามองผมที่มีสภาพเหมือนกับขอทานยิ่งกว่าขอทานจริงๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอ

“แกฟื้นตอนไหนเนี่ย สภาพทำไมเป็นงี้ เดี๋ยวนะ แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่! ไม่เจอเจ้าอีฮยอนอูนั่นเหรอ อุตส่าห์บอกให้มันพาแกหนีไปแล้วแท้ๆ!”

“…จะตะโกนเพื่อ สมองผมยิ่งเบลอๆ อยู่”

เสียงพี่ดังรัวมาไม่หยุด ทำเอาขมับผมปวดตุบๆ

“พี่ แบกผมไปตรงนั้นหน่อย”

“…ฮะ? ตรงนั้นเหรอ”

“อื้อ ตรงนั้นแหละ”

“น้องพี่ พอดีทางนั้นมัน…ค่อนข้างจะอันตรายน่ะ”

“เพื่อนที่เคยมาเที่ยวบ้านเราก่อนหน้านี้ไง คิมแจยอง หมอนั่นอยู่ตรงนั้น”

เมื่อได้ยินผมพูด ปากที่กำลังอ้ากว้างของพี่ก็หุบลงฉับพลัน ผมไม่รู้ว่าพี่คิดอะไรอยู่ แต่ดูจากสีหน้าว่างเปล่าของเขาแล้วบอกได้เลยว่าต้องเป็นเรื่องไร้สาระแน่นอน ผมผลักไหล่พี่เป็นนัยว่าถ้าไม่ช่วยก็หลบไป แต่แล้วพี่กลับกางสองแขนออกกว้างขวางไว้ไม่ให้ผมเดินต่อ

“ไม่ได้!”

“พี่”

“ปล่อยให้ไปไม่ได้หรอก…ฉันเลี้ยงแกมาตั้งขนาดไหน! ต่อให้ข้ามศพฉันได้ก็ปล่อยให้ไปไม่ได้!”

ดูเหมือนคิมแจยองจะยังไม่ได้ฆ่าใครในครอบครัวเราสักคน เพราะไม่อย่างนั้นพี่คงไม่ทำหน้าบิดเบี้ยวเหมือนพ่อที่ส่งลูกหัวแก้วหัวแหวนไปแต่งงานกับคนไร้ยางอายแบบนี้แน่ แต่หลังจากโล่งใจได้ไม่ทันไร น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงพรูลงมาจากดวงตาของเขา

“ฮึก…ชายูฮยอกก็ไม่ได้เหมือนกัน ฉันไม่ยอมรับ! ไอ้พวกชาติชั่ว…ฮึก ฮือออ แกน่ะ! ทำไมถึงได้ขยันตกแต่คนพรรค์นั้น เลือกคนธรรมดาๆ หน่อยไม่ได้หรือไงวะ ขอให้มันทะเลาะกัน ตบตีกันจนฉิบหายตายห่ากันไปให้หมดเลย!”

“โอ๊ย ไอ้พี่บ้า! กรอกเหล้าเข้าไปเท่าไหร่เนี่ย ถ้าไม่อยากพาไปนักก็ไม่ต้องไป!”

ยามเมาพี่มักชอบทำนิสัยถ่อยๆ อย่างการพล่ามไร้สาระพร้อมกับบีบน้ำตาสะอึกสะอื้น ผมออกแรงผลักเขา แต่ร่างกายปวกเปียกนี้กลับทำอะไรพี่ไม่ได้เลย เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นผมจึงเลือกมุดลอดใต้วงแขนที่อ้าออกกว้าง แต่ขาไม่รักดีดันอ่อนเปลี้ยจนสะดุดล้มหน้าคว่ำ มือที่ใช้ยันพื้นมีเลือดออกซิบ ด้วยเหตุนี้มือผมจึงเละทั้งสองข้าง พี่รีบพยุงผมให้ลุกยืนด้วยความตกใจ

“ไหวไหมเนี่ย แกล้งทำตัวอ่อนแอไม่สมกับเป็นแกเลย”

“พี่ก็ลองมานอนนิ่งเป็นผักอยู่บนเตียงสักเดือนครึ่งแล้วค่อยลุกดูสิ”

“…จะไปจริงๆ เหรอ ไอ้โรคจิตคิมแจยองนั่นเคยพยายามจะฆ่าฉันเชียวนะ มันบีบคอฉัน”

“แต่ก็ยังไม่ตายนี่”

หากคิมแจยองไม่ได้ฆ่าพี่ ถ้างั้นอย่างน้อยอนาคตที่เห็นในฝันพยากรณ์ครั้งที่สองก็น่าจะยังไม่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีความเป็นไปได้หนึ่งในสองอย่างนี้ พี่น่าจะรู้สึกว่าคำตอบผมฟังดูเย็นชาเลยบ่นพึมพำว่าเลี้ยงให้ตายก็เลี้ยงได้แต่ตัว

“เฮ้อ…ขึ้นมา”

ในที่สุดเขาก็ยอมให้ผมขี่หลัง เขาแบกผมไว้บนหลังอย่างสบายๆ ทว่าแต่ละก้าวกลับเชื่องช้าสิ้นดี ขนาดเร่งให้เขาเดินเร็วขึ้นแล้วก็ยังจะเอาคำว่าหนักจนก้าวขาเร็วกว่านี้ไม่ไหวมาอ้างไปเรื่อย

“สรุปแล้วใครอะ ระหว่างสองคนนั้น…คิมแจยองหรือชายูฮยอก”

“ไม่ใช่ทั้งคู่นั่นแหละ…ว่าแต่ทำไมถึงมีชื่อชายูฮยอกโผล่มาด้วยล่ะ”

“อ้าว ถามได้ หมอนั่นมันก็…”

“หมอนั่นมันก็อะไร”

“…ช่างเหอะ”

ผมกับพี่คุยกันแต่น้ำไม่มีเนื้อจนมาถึงจุดปะทะ ผู้ตื่นรู้หลักร้อยคนกำลังโรมรันอยู่กับอควาหลักหน่วย ผู้ตื่นรู้ที่อยู่แนวหน้าล้วนเป็นเด็กหนุ่ม มีตั้งแต่วัยสิบกว่าจนถึงวัยสามสิบ ดูไปแล้วฝ่ายของชายูฮยอกคงจับสังเกตได้ว่าอควาจะไม่สู้เต็มกำลังหากเผชิญหน้ากับมนุษย์เพศชายวัยหนุ่ม ถึงได้วางกำลังไว้ให้พวกเขาอยู่แถวหน้าสุดทั้งหมด

มองเผินๆ ฝ่ายมนุษย์คล้ายได้เปรียบ ทว่าหากมองให้ดีจะเห็นว่ากลางวงต่อสู้มีอควาบางตัวที่ดูห่างชั้นกันแทรกอยู่ อควาไร้ปีกนั้นมีจำนวนน้อยก็จริง แต่มันกลับเลือกสังหารเฉพาะ ‘มนุษย์ที่ฆ่าได้’ ส่วนที่เหลือก็ปัดทิ้งประหนึ่งเจอแมลงวันน่ารำคาญ บนพื้นเกลื่อนไปด้วยศพไร้ชีวิตและคนที่บาดเจ็บสาหัส กระทั่งทีมค้นหาที่ฝึกปรือมาอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับสัตว์ประหลาดก็ยังไม่สามารถใช้พลังได้เต็มที่เนื่องจากศัตรูแข็งแกร่งเกินไป จึงบอกได้คำเดียวว่าเละเทะ

คิมแจยอง…คิมแจยองอยู่ไหน

ผมยื่นหน้าออกไปพลางสอดส่ายสายตามองหาคิมแจยอง พี่ที่แบกผมไว้บนหลังบุกตะลุยเข้าไปกลางวง จังหวะนั้นเองขวานเล่มหนึ่งก็ลอยหวือเข้ามา ผมรวบแขนรอบคอพี่แน่นด้วยความตกใจ แต่แล้วขวานซึ่งกำลังจะเฉาะหัวอยู่รอมร่อกลับเฉออกด้านข้างไปแบบงงๆ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครโจมตีเราอีกเลย สถานการณ์ประหลาดที่ไม่มีอะไรเฉียดกรายเข้ามาใกล้แม้แต่ปลายเส้นขนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

“…มันคืออะไรเหรอพี่”

“หืม? พอดีฉันเป็นคนโชคดีหน่อยๆ น่ะ”

ระดับนี้ไม่ใช่แค่โชคดีหน่อยๆ แล้วมั้ง…

ตู้ม!

ผมอยากรู้ว่าสกิลของพี่คืออะไร แต่เสียงที่ดังกึกก้องนั้นกวาดความสงสัยทิ้งไปซะก่อน ไม่ไกลนักมีอะไรบางอย่างตกลงมาจนพื้นยางมะตอยยุบ ฝุ่นหนาลอยฟุ้ง ใครบางคนซวนเซลุกขึ้นมากลางม่านฝุ่น ผมอยากเห็นชัดๆ ว่าเป็นใคร แต่คนคนนั้นไม่เสียเวลาแม้เพียงสักนิด ถีบพื้นแล้วดีดตัวพุ่งออกไปทันที ด้วยความที่แผ่นหลังนั้นคุ้นตาเหลือเกิน ผมจึงเผลอส่งเสียงอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว

“นี่…เหมือนสู้อยู่ฝ่ายเดียวมากกว่าที่คิดอีกแฮะ…”

พี่พึมพำขณะยืนนิ่งสังเกตการณ์ การต่อสู้ระหว่างคิมแจยองกับชายูฮยอก…เป็นไปตามคาด ชายูฮยอกกำลังเป็นต่อ แน่นอนว่าสภาพเขาใช่ว่าจะดีนัก ชายูฮยอกคงถูกอัดหน้ามา มุมปากแตกเป็นแผลและเลือดก็ซึมออกมาตามรอยเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น แต่ถึงอย่างนั้นก็จัดว่าดีกว่าคิมแจยองอยู่บ้าง เพราะตอนที่ชายูฮยอกถ่มน้ำลายปนเลือด คิมแจยองถึงกับกระอักเลือดออกมาทั้งคำ

“หมอนั่นคงรีบเลยไม่ได้พาลูกสมุนทั้งหมดมาด้วย ถ้าจะฆ่าก็ต้องฆ่าซะเดี๋ยวนี้”

“อะไรนะ”

“ฉันขอเชียร์คุณชาแล้วกัน อีกฝ่ายเป็นพวกเดียวกับสัตว์ประหลาดอะ มันไม่ได้ไหมวะ”

พี่วางผมลงบนพื้นแล้วไปนั่งหมิ่นๆ อยู่บนซากตึกถล่ม จากนั้นก็หยิบขวดทรงแบนออกมาจากอกแล้วกระดกของเหลวด้านในลงคอดังเอื๊อกๆ อย่างสุขี ท่าทางไม่แยแสอะไรเหมือนกำลังนั่งชมกีฬา ทำเอาผมเกิดความคิดวู่วามอยากจะตบกะโหลกเขาสักป้าบ ถึงเขาจะเป็นพี่ชายแท้ๆ แต่ก็ชวนให้เกลียดชะมัด…ผมละสายตาจากพี่แล้วหันไปมองคิมแจยองใหม่อีกรอบ

“…เอ๋?”

สบตาเข้าแล้วไง

“เฮ้ย ข้างหลัง!”

ทันทีที่คิมแจยองสบตากับผม เขาก็หยุดการกระทำทุกอย่าง ชายูฮยอกเงื้อไม้กางเขนขว้างใส่คิมแจยองซึ่งกำลังเสียสมาธิ มันคือไม้กางเขนบนพื้นที่หลุดออกมาจากยอดแหลมของโบสถ์พังๆ คิมแจยองเพิ่งเบี่ยงตัวหลบการโจมตีด้วยการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า หนึ่งก้าว สองก้าว แต่ทันใดนั้นหัวไหล่คิมแจยองที่ก้าวเดินตรงมาทางผมก็ถูกชายูฮยอกแทงด้วยไม้กางเขน คิมแจยองคว้าไม้กางเขนที่ปักทะลุหัวไหล่แล้วยกขาเตะเข้าหน้าท้องของชายูฮยอก ก่อนจะดึงไม้กางเขนออกแล้วเขวี้ยงใส่อีกฝ่าย สเว็ตเตอร์คอเต่าสีครีมที่เขาสวมอยู่ถูกเลือดย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉาน ตลอดเวลาที่ทุกเหตุการณ์ดำเนินไป คิมแจยองไม่ละสายตาจากผมเลยแม้แต่วินาทีเดียว และทันทีที่ผมตระหนักได้เช่นนั้นขนก็ลุกเกรียว

คิมแจยองยังคงเดินเข้ามาหาผม ส่วนชายูฮยอกก็โจมตีเขาไม่หยุดเพื่อขวางทางไว้ แต่ไม่ว่าร่างกายจะถูกฉีกกระชากหรือแตกหักบุบสลาย คิมแจยองคล้ายไม่นำพาสักนิด ดูเหมือนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยด้วยซ้ำ ความสนใจทั้งหมดของเขารวมกันอยู่ที่ตัวผมไม่ใช่ชายูฮยอก ผมห่างจากเขามานานจนลืมไปชั่วขณะว่าหมอนั่นไม่ใช่คนประเภทที่จะดูแลเอาใจใส่ตัวเอง

“เฮ้ย อะไรเนี่ย ร่างกายมัน…เชี่ย บ้าเอ๊ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

จู่ๆ พี่ก็ลุกพรวดแล้วออกวิ่งไปทางคิมแจยอง ผมพยายามคว้าตัวเขาไว้โดยไม่ทันได้คิดอะไร แต่ล้มเหลวเพราะเหล่าผู้ตื่นรู้ที่ต่อสู้กับอควาดันกรูกันเข้ามาจากทั่วสี่ทิศแปดทาง ทุกคนมีสีหน้าหวาดกลัว

ควบคุมจิตใจ…

คนที่ถูกคิมแจยองใช้สกิลควบคุมจิตใจต่างพากันรุมขัดขวางชายูฮยอก แม้ชายูฮยอกจะรีบเปลี่ยนทิศทางการโจมตีแล้ว แต่คนเหล่านั้นก็ยังไม่วายบาดเจ็บล้มลงเพราะโดนลูกหลง ชายูฮยอกโกรธจัดอย่างเห็นได้ชัดที่ต้องทำร้ายฝ่ายเดียวกัน กระทั่งผมที่อยู่ไกลออกมายังสัมผัสได้ถึงความโกรธจนขนลุกไปทั้งตัว

คิมแจยองใช้ผู้คนต่างโล่เพื่อสกัดกั้นทุกการโจมตีของชายูฮยอก เพียงใช้มือข้างเดียวมนุษย์นับสิบชีวิตก็เคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียง ชายูฮยอกจัดการทำให้คนที่พุ่งเข้าใส่เขาสลบอย่างรวดเร็วก่อนจะรุกคืบเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังช้ากว่าคิมแจยองที่เดินมาหาผมอย่างช่วยไม่ได้

ต้องแบบนี้สิถึงจะเป็นสไตล์ของคิมแจยอง มัวไปแลกหมัดกับไอ้คนตัวเบิ้มอยู่ได้ ไม่เหมาะกับนายสักนิด เด็กเนิร์ดขยันเรียนริอ่านจะเอาดีทางการต่อสู้หรือไง

ใจผมนึกอยากยกมุมปากขึ้นยิ้ม แต่ดันยิ้มไม่ออก ใบหน้าแข็งทื่อเหมือนตุ๊กตาหุ่นขี้ผึ้งของคิมแจยองยังคงงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด งดงามจนผมสับสนไปหมดแล้วว่านี่คือความฝันหรือความเป็นจริง

“…”

“…”

อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะเดินถึงตัวผมอยู่แล้ว แต่เขาดันหยุดฝีเท้า

“…ตัวสูงขึ้นอีกหรือเปล่าน่ะ”

ผมไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดีเลยหยิบเรื่องส่วนสูงของเขามาเปิดประเด็นสนทนา ช่วงที่ไม่เจอกันเขาน่าจะสูงขึ้นอีกอย่างน้อยก็ห้าเซนติเมตร คิมแจยองที่ได้ยินเสียงผมเริ่มน้ำตาคลอ ชั่วขณะที่ผมยื่นมือออกไปด้วยความตื่นตระหนก ยังไม่ทันแตะต้องตัวเขาด้วยซ้ำ น้ำตาที่เอ่ออยู่ตรงขอบตาคิมแจยองก็ไหลรินอาบแก้มซีดๆ ก่อนจะร่วงหล่นลงบนพื้น

“ระ…ร้องไห้ทำไม”

ภาพคิมแจยองที่ยืนหลั่งน้ำตาเงียบๆ ทำเอาหัวใจผมหล่นวูบ ผมขยับหนึ่งก้าวเข้าไปใกล้เขา ขณะกำลังจะวางมือลงบนแก้มเปียกชื้นนั้นเอง ชายูฮยอกที่โผล่มาตอนไหนไม่รู้ก็เข้ามาทางด้านหลังคิมแจยองพร้อมกับเงื้อท่อเหล็กยาวๆ ในมือขึ้นสูง ผมมองข้ามไหล่คิมแจยองไปสบตากับชายูฮยอกพอดี

“มะ…ไม่…”

สวบ

ท่อเหล็กแทงทะลุท้องคิมแจยองก่อนถูกดึงกลับไป แน่นอนว่าเลือดย่อมทะลักพรวดออกมาจากหน้าท้อง กระทั่งระหว่างริมฝีปากที่กัดแน่นก็มีเลือดซึมไหล คิมแจยองค่อยๆ ล้มคว่ำลง…ผมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเรียงร้อยต่อกันเป็นภาพสโลว์โมชั่น จากนั้นก็รีบยื่นสองแขนออกไปรับตัวคิมแจยองไว้ทันที แต่กลับไม่เหลือแรงมากพอที่จะพยุงเขาไว้ได้ สุดท้ายเราทั้งคู่ก็ล้มลงไปบนพื้นพร้อมกัน

“เลือด…”

ไอ้เลือดนี่จะไหลอีกนานไหม เสียเลือดมากขนาดนี้คนเราจะยังมีชีวิตรอดได้อีกเหรอ ยิ่งเลือดต้องแสงจันทร์มันยิ่งสะท้อนเป็นสีแดงฉาน อาบตัวผมจนระอุแล้วไหลไปรวมกันเป็นแอ่งอยู่บนพื้น ร่างกายผมแข็งทื่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาของเขานั่นแหละ ผมถึงค่อยกลับมาขยับตัวได้

“เฮ้ย นี่…คิมแจยอง…”

ผมสำรวจร่างกายของคิมแจยองที่กำลังหายใจรวยริน เขาลืมตาแต่ไม่โฟกัสอะไรเลย ผมใช้มือเปล่ากดหน้าท้องเขาที่เลือดยังคงไหลทะลัก เลือดอุ่นๆ ซึมผ่านร่องนิ้วมือออกมาเรื่อยๆ

อย่าตาย อย่าตายนะ ห้ามตายนะ…ตายไม่ได้…นายจะตายไม่ได้นะ…ทำไมล่ะ

ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าบอกว่าเพื่อจะมีชีวิตรอดต่อไป ผมต้องฆ่าคิมแจยอง บางทีตอนนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ว่านั่นก็ได้ ผมเข้าหาคิมแจยองด้วยเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่นา หากการฆ่าเขาคือหนทางเดียวที่ผมจะมีชีวิตรอดได้ งั้นลงมือเดี๋ยวนี้ตอนที่เขาบาดเจ็บสาหัสไม่ดีกว่าเหรอ ไอ้ความทรมานบัดซบนี่จะได้สิ้นสุดลงสักทีไง…ผมกดบนบาดแผลเขาแรงขึ้นอีก

“แค่ก!”

ร่างกายคิมแจยองกระตุกอย่างรุนแรงก่อนจะกระอักเลือดออกมา เปลือกตาเขาสั่นระริก แต่แล้วดวงตาที่ปรือแบบครึ่งหลับครึ่งตื่นก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม ในดวงตาของเขาซึ่งเมื่อกี้ร้องไห้อย่างน่าสงสารเหมือนเด็กน้อยตอนที่ได้พบผมอีกครั้ง…กำลังสะท้อนภาพใบหน้าของผมที่อาบด้วยเจตนาฆ่าเต็มเปี่ยม

นี่ผม…พยายามจะทำอะไรเนี่ย

“…หลีกไป”

เสียงชายูฮยอกคำรามดังมาจากเหนือศีรษะ ผมสะดุ้งเหมือนคนมีชนักติดหลัง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วขยับไปยืนบังอยู่ด้านหน้าคิมแจยอง ชายูฮยอกที่ไม่ได้พบกันมาเดือนครึ่งดูโทรมลงไปมาก แต่สายตายังคงเฉียบคมไม่เปลี่ยน

“หลีกไป ซอนอึนซู”

“ไม่ครับ”

“หมอนั่นไม่ใช่มนุษย์ มันเป็นปีศาจไม่รู้เหรอ”

เดิมทีคิมแจยองก็ไม่เหมือนมนุษย์อยู่แล้ว ต่อให้กลายเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์แล้วยังไง มันเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหนกัน พอผมส่ายหน้า ชายูฮยอกก็กัดฟันกรอดพลางชี้ไปยังผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย

“คนที่ใช้ชีวิตมาด้วยกันตายหมดแล้ว”

“…ผมจะโน้มน้าวเขาเองครับ เพราะฉะนั้นขอร้องนะครับพี่…”

“ที่จริงคนพวกนั้น…จะตายหรือไม่ตายเราไม่ได้สนใจเท่าไหร่เลยสินะ”

ผมสะดุ้งแรงเมื่อได้ยินที่ชายูฮยอกพูด เขารู้ได้ไง แม่งเอ๊ย ตอนนี้เขามองเห็นฝ่ายผมชัดเจนแล้วใช่ไหม ผมเพิ่งตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่าเขาเรียกชื่อจริงๆ ของผมได้ถูกต้อง แต่ก็นะ เขาเจอซอนอึนโฮตัวจริงเสียงจริงแล้วก็ต้องรู้อยู่แล้วล่ะว่าความจริงเป็นยังไง ตอนนี้ผมถูกจับได้คาหนังคาเขาเลยแฮะ

“คิดไว้แล้วล่ะ…เฮ้อ รู้สึกแย่เหมือนกันนะ”

“พี่…”

ผมเหลือบมองผู้คนที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้น พี่ผมเองก็ล้มคว่ำอยู่กับเขาด้วย ดูจากหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอแปลว่ายังไม่ตาย เขาก็น่าจะอยู่ฝ่ายอธรรมเหมือนกันนี่ แล้วทำไมชายูฮยอกถึงยอมร่วมมือกับเขาล่ะ ไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมชายูฮยอกถึงปล่อยคนอย่างพี่ไว้เฉยๆ

“พี่ยูฮยอก พี่จะฆ่าผมเหรอครับ”

“เรื่องนั้น…”

ชายูฮยอกยังพูดไม่จบก็เม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง สีหน้าเขาดูสับสน

“…ไม่ฆ่าหรอก เพราะงั้นมานี่มา”

“คิดนานเกินไปนิดนะครับ”

“ก็บอกแล้วไงว่าจะไม่ฆ่า”

“โกหก”

“เชื่อพี่หน่อยเถอะ”

ชายูฮยอกถอนหายใจ จับต้นแขนผมแน่น คงคิดจะพาตัวผมไปแม้ต้องใช้กำลัง ขณะที่ผมกำลังจะถูกชายูฮยอกฉุดให้ลุกขึ้น จู่ๆ คิมแจยองที่นอนอยู่บนพื้นก็โผเข้ากอดเอวผมกะทันหัน

“คิมแจยอง…”

ผมก้มมองศีรษะกลมทุยและมือที่กอดเอวผมไว้ สายตาสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลคู่หนึ่งที่มองผมแค่คนเดียว ความรู้สึกที่เหมือนถูกพันธนาการไว้โดยไร้หนทางหนีทำเอาผมขนลุกขนพองไปทั่วร่าง กระนั้นก็ยังไม่วายเห็นเส้นผมเปื้อนเลือดแห้งกรังติดอยู่ข้างแก้มเขา ผมนึกรำคาญเลยเอื้อมมือไปปัดออกให้ คิมแจยองหลุบตาลงมองต่ำคล้ายเขินอาย

ตึกตัก…ตึกตัก…

นี่ผมตกใจมากเกินไปหัวใจเลยเต้นผิดจังหวะเหรอ ริมฝีปากแห้งผากไปหมด ขนตายาวงอนของเขายกขึ้น เขาปรือตาไว้ครึ่งหนึ่งแล้วยิ้มตาหยี มันเป็นรอยยิ้มที่สดชื่นและมีชีวิตชีวาราวกับได้กัดผลไม้คำโต กระทั่งถุงใต้ตาที่นูนออกมาก็ยังดูเย้ายวน

บ้าหรือไง…ในสถานการณ์แบบนี้แท้ๆ ยังจะมาแกล้งทำตัวน่ารักอีก…

แต่สิ่งที่ไปกันใหญ่คือกลยุทธ์ความงามของเขาดันใช้ได้ผล

ตึกตัก…ตึกตัก…ตึกตัก…

หัวใจผมเต้นแรงขึ้นจนเหมือนกับจะทะลุซี่โครงออกมาข้างนอกให้ได้

“อึนซู ฉันตามหานายมานานมาก”

เลือดคิมแจยองไหลรินลงมาทางมุมปาก ผมมัวแต่เหม่อมองภาพนั้นจนไม่ทันสังเกตว่าสายตาคิมแจยองหยุดนิ่งอยู่ที่มือของชายูฮยอกซึ่งกำลังจับแขนผมอยู่ สีหน้าคิมแจยองที่เพิ่งแสร้งทำตัวน่ารักต่อหน้าผมทั้งที่ใกล้จะตายอยู่รอมร่อหม่นหมองลงทุกที

“อึก!”

ทันใดนั้นจู่ๆ ฝูงอควาก็กรูกันเข้ามาหาชายูฮยอก ชายูฮยอกถอยร่นไปด้านหลัง ไล่ทุบทำลายหน้ากากของอความีปีกทีละตัว ส่วนอควาไร้ปีกก็หลบเลี่ยงการโจมตีของชายูฮยอกไปเรื่อยๆ ยื้อไว้ไม่ให้เขาเข้ามาใกล้ผมกับคิมแจยอง

“โธ่เว้ย ซอนอึนซู!”

ทว่าคู่ต่อสู้ของพวกมันคือชายูฮยอกที่แข็งแกร่งดั่งสัตว์ประหลาด ชายูฮยอกผลักเหล่าอควาออกห่างด้วยพลังอันป่าเถื่อนแล้ววิ่งมาข้างหน้าอีกครั้ง คิมแจยองหยัดกายขึ้นช้าๆ เลือดตรงหน้าท้องยังคงไหลชุ่มโชก ผมพยายามจะพยุงตัวเขา แต่ตัวผมนี่แหละที่เป็นปัญหายิ่งกว่า ร่างกายหนักเป็นตันๆ ของผมไม่มีแรงเลยแม้แต่น้อย คิมแจยองอุ้มผมขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเผือด หน้าท้องที่ทะลุเป็นรูทำอะไรเขาไม่ได้เลยหรือไง ไม่มีแม้แต่เสียงหอบหายใจด้วยซ้ำ

“อย่า…! เชี่ยเอ๊ย! อย่านะ!”

คิมแจยองมองชายูฮยอกพลางแย้มยิ้มให้อย่างงดงาม ทันใดนั้นชายูฮยอกซึ่งกำลังวิ่งตรงเข้ามาก็ร้องตะโกนด้วยความสิ้นหวัง ภาพผู้คนหลายสิบชีวิตยกอาวุธในมือขึ้นมาแทบจะเป็นองศาเดียวกันปรากฏแก่สายตา ทำอะไรกันน่ะ เต้นเพลงเคป็อปเหรอ ปากผมเผลออ้าค้าง แต่แล้วทุกคนก็พากันแทงอาวุธเข้าที่หน้าท้องของตัวเองอย่างพร้อมเพรียงด้วยสีหน้าเหมือนไม่เข้าใจว่าตนกำลังทำอะไรอยู่

“อ๊ากกก!”

“หนีไป!”

เมื่อทั้งกลุ่มทยอยล้มลงบนพื้นทีละคน เหล่าผู้ตื่นรู้ที่อยู่รอบๆ ก็กรีดร้องแล้วเริ่มวิ่งหนี ทว่าพวกที่กำลังวิ่งหนีเองก็เช่นกัน พอตกอยู่ภายใต้สกิลควบคุมจิตใจของคิมแจยองต่างก็ลงมือทำร้ายตัวเองทันที

“ไอ้สัตว์นรก ตาย! ตายซะ!”

ชายูฮยอกปล่อยหมัดใส่คิมแจยอง ดวงตาขึ้นริ้วเส้นเลือดแดงก่ำ เกิดพายุหมุนพันรอบแขนของชายูฮยอก กระทั่งในสถานการณ์นี้ก็ยังอุตส่าห์จะได้สกิลใหม่อีกเหรอคนเรา ให้ตายเหอะ ช่างเป็นมนุษย์ที่น่าทึ่งชะมัด แต่ถ้าโดนหมัดนั่นเข้าคงเจ็บน่าดู ไม่รู้แรงกระแทกที่ส่งผ่านมาถึงผมจะหนักหนาแค่ไหน ผมได้แต่หลับตาแน่น

ตู้ม!

เสียงดังสนั่น ทว่ากลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมลืมตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพบว่ามีใครบางคนที่รูปร่างใหญ่โตน่าหวาดหวั่นกำลังขวางทางชายูฮยอกอยู่

“จะ…เจ้าหมีสีน้ำตาล?”

เจ้าหมีสีน้ำตาลที่ผมคิดว่าตายไปแล้ว คังด็อกโฮนั่นเอง เขาต้านทานการโจมตีของชายูฮยอกที่โกรธเต็มพิกัดไว้ได้ทั้งหมดด้วยสีหน้าซื่อบื้อ หมอนั่น…เป็นตัวอะไรกันแน่ ทำไมแข็งแกร่งขนาดนั้น เจ้าหมีสีน้ำตาลไม่ได้จู่โจมกลับ ทำเพียงใช้สีหน้าแบบหมาหงอยชะเง้อมองผม ท่าทางเขาต้องการอะไรบางอย่าง แต่คำพูดที่ออกจากปากดันมีแต่เสียง ‘อาๆๆ’ หรือเพราะตอนนั้นคังด็อกโฮโดนอัดเน้นๆ ที่หัวจนน่วม ตอนนี้เลยกลายเป็นเด็กบกพร่องทางสมอง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผมชักจะรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ แล้ว

“อย่ามัวแต่หดหัว ออกมานี่ซะไอ้สารเลว!”

คิมแจยองเมินชายูฮยอกที่เลือดขึ้นหน้าจนสูญสิ้นความสุขุม ไม่หันไปมองอีก เขาอุ้มผมออกมาจากตรงนั้น ผมเงยหน้ามองคิมแจยองที่สีหน้ากลับมาไร้อารมณ์เหมือนเดิม แม้จะอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ระหว่างเดินเขาไม่แม้แต่จะมองหน้าผม ไม่คิดจะเปิดปากด้วยซ้ำ

จากนี้เอาไงดีล่ะเนี่ย…

ผมทนความเหนื่อยล้าไม่ไหว หมดสติไปในชั่วพริบตา

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: