everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 8.1-8.2 #นิยายวาย
บทที่ 8.2
‘อ้าว นี่ใครกันเนี่ย ฮยอนอูไม่ใช่เหรอ’
เมื่อมาถึงหน้า X มาร์ต ซอนอึนโฮที่ได้ข่าวก็รีบปรี่ออกมาอ้าสองแขนต้อนรับอีฮยอนอูอย่างยินดี อีฮยอนอูขมวดคิ้ว เลี่ยงหลบอ้อมกอดของซอนอึนโฮที่เนื้อตัวคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้า
‘ชิ กะแล้วเชียว ไม่สนุกเลย…ว่าแต่มาคนเดียวเหรอ คุณพี่เลี้ยงล่ะ’
‘พอดีคนเยอะน่ะครับ เข้ามาด้วยกันไม่ได้เลยรออยู่ข้างนอก’
‘ก็นะ…ไม่มีทางที่ฮยอนอูของเราจะมาที่นี่คนเดียวอยู่แล้ว’
เสียงหัวเราะเรื่อยเปื่อยของซอนอึนโฮฟังดูแปลกชอบกล ดูท่าจะมีอะไรแอบแฝง อีฮยอนอูก้าวฉับตรงไปยังประตู X มาร์ตโดยมีซอนอึนโฮตามเกาะติดอยู่ข้างๆ
‘คังด็อกโฮล่ะครับ’
‘ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เห็นตั้งหลายวันแล้ว’
‘…’
‘ฉันพูดจริงนะ ไม่เชื่อก็ลองดู ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย หมอนั่นหายไปเอง ดูสิ เห็นหรือยังว่าเป็นความจริง’
‘ผมรู้ครับ แต่ต่อให้คุณบอกว่าทำอะไรหมอนั่น หมอนั่นก็ไม่ใช่ฝ่ายที่จะโดนกระทำง่ายๆ หรอกครับ’
ไม่จำเป็นต้องใช้สกิลเช็กด้วยซ้ำ เนื่องจากปกติแล้วคังด็อกโฮมักจะไปไหนมาไหนเองลำพังอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคงไม่มีสัตว์ประหลาดหรือมนุษย์หน้าไหนสามารถเป็นภัยคุกคามต่อเขาได้ทั้งนั้น
‘ฮ่าๆ มั่นใจเกินร้อยดีนี่ ว่าแต่ฮยอนอู…เธอมาหาด็อกโฮเหรอ’
‘ผมมาหาคุณซอนอึนโฮครับ’
‘จริงอะ’
‘คุณชายูฮยอกด้วยครับ’
ซอนอึนโฮโอบไหล่อีฮยอนอูที่บอกว่ามาเพื่อพบหัวหน้าของ X มาร์ต
‘มาสิ เดี๋ยวพี่ชายจะพาชมสถานที่เอง’
อีฮยอนอูขมวดคิ้วเพราะกลิ่นแอลกอฮอล์ที่รุนแรงจนจมูกชา แต่ก็ไม่ได้สลัดอีกฝ่ายออก
นี่เราฝันอยู่…หรือเปล่าเนี่ย…
ทันทีที่เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไป ภายใน X มาร์ตที่สว่างไสวด้วยแสงไฟก็ปรากฏสู่สายตา เหล่าผู้รอดชีวิตต่างพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนใหญ่อยู่ในวัยยี่สิบสามสิบกันทั้งนั้น แต่ก็มีบ้างที่เป็นผู้สูงอายุอย่างคุณตาที่นั่งล้อมวงกันเล่นหมากล้อมเป็นกลุ่มสามคนบ้างห้าคนบ้าง นอกจากนี้ยังมีเด็กน้อยนั่งเล่นการ์ดเกมกันอยู่ตรงมุมหนึ่ง หลังจากที่โลกกลายเป็นแบบนี้ อีฮยอนอูก็เคี่ยวกรำตัวเองให้ใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิดไม่รู้จบมาตลอด เขาได้แต่กวาดตามองภาพไม่สมจริงตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ถึงจะเคยได้ยินมาว่านี่คือกลุ่มผู้รอดชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโซล แต่เขาก็ไม่นึกเลยว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้ พอได้เห็นความสดใสร่าเริงของผู้คน สิ่งที่เรียกว่าความหวังซึ่งหล่นหายไปเนิ่นนานก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง และความสงสัยใคร่รู้ในตัวบุคคลที่ชื่อชายูฮยอกผู้รวบรวมและสร้างกลุ่มผู้รอดชีวิตขึ้นมาได้จนถึงจุดนี้ก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน
‘ชายูฮยอก!’
ซอนอึนโฮเปิดประตูสำนักงานอย่างหุนหันโดยไม่แม้แต่จะเคาะ อีฮยอนอูถูกอีกฝ่ายโอบไหล่เข้ามาด้วยกัน ก่อนจะได้เผชิญหน้ากับชายที่ชื่อชายูฮยอกด้วยท่าทางที่แสนจะอึดอัด
‘…เอ๊ะ? เธอตอนนั้นนี่’
‘คุณ…!’
รวมพลคนหน้าคุ้น ต่างฝ่ายต่างย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ที่ได้พบกันครั้งก่อน สำหรับชายูฮยอก อีฮยอนอูคือบุคลากรล้ำค่าที่อยู่ฝ่ายธรรมะ ส่วนสำหรับอีฮยอนอู ชายูฮยอกคือคนยากแท้หยั่งถึงที่เปลือกนอกแสร้งทำตัวเป็นคนดี เมื่อเห็นความแตกต่างระหว่างภาพจำแรกพบและตัวตนจริงๆ ทั้งคู่ต่างก็ตกตะลึงจนซ่อนความสับสนไว้ไม่อยู่ ยิ่งสีหน้าของชายูฮยอกที่มองเห็นฝ่ายของผู้อื่นได้ยิ่งแล้วใหญ่ เขาดูงุนงงหนักมากเพราะทำใจเชื่อไม่ลงว่าคนที่อยู่ฝ่ายธรรมะจะเป็นพวกเดียวกับสัตว์ประหลาด
‘อะไรเนี่ย ทั้งสองคนรู้จักกันด้วยเหรอ’
‘…อีฮยอนอูครับ’
‘ฉันชายูฮยอก’
ทั้งสองจ้องตากันโดยทิ้งซอนอึนโฮที่งงงันไว้เป็นฉากหลัง ในขณะที่บรรยากาศแปลกๆ ของการหยั่งเชิงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซอนอึนโฮก็หยิบขวดว้อดก้าออกมาจากตู้ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาแล้วโบกมือ
‘นั่งเถอะ นั่งก่อนแล้วค่อยคุย’
ชายูฮยอกกับอีฮยอนอูเดินช้าๆ เข้ามาหาและนั่งลงประจันหน้ากัน
‘ตกลงว่ามีธุระอะไรที่นี่ล่ะ’
‘ผมมาเพราะอยากทราบเหตุผลที่คุณซอนอึนโฮทรยศครับ’
‘แค่ก…แค่ก!’
ซอนอึนโฮตกใจกับคำพูดแบบขวานผ่าซากของอีฮยอนอูจนสำลัก ชายูฮยอกขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะเลื่อนทิชชูเปียกบนโต๊ะไปให้ ซอนอึนโฮดึงทิชชูเปียกออกมาหลายแผ่นแล้วเช็ดหน้าพลางลอบสังเกตอีฮยอนอู ดูเหมือนอีฮยอนอูจะไม่ได้มาเพราะระแคะระคายอะไร แค่น่าจะโยนหินถามทางซะมากกว่า
‘ทะ…ทรยศเลยเหรอ ฮ่าๆ ฮยอนอูของเรานี่ใช้คำพูดน่ากลัวเป็นบ้า’
ก่อนอื่นคงต้องตีเนียนเอาตัวรอด อีฮยอนอูพยักหน้าเหมือนกะแล้วว่าซอนอึนโฮจะต้องแสดงปฏิกิริยาแบบนี้
‘ผมลองเดาเหตุผลไว้แล้วครับว่าทำไมคุณซอนอึนโฮถึงทรยศ เพราะตั้งแต่ถูกส่งตัวมาอยู่ X มาร์ต การกระทำของคนฝ่ายซอนจงกรุ๊ปก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมเลยคิดว่าคงต้องเกี่ยวข้องกับคุณชายูฮยอกแน่นอน ผมพูดผิดไปหรือเปล่าครับ’
‘บ้าไปแล้ว…มาพร้อมเจตนาชัดเจนเลยนี่หว่า’
ซอนอึนโฮชักปืนพกออกจากเอวพร้อมเล็งไปที่อีฮยอนอู หากไม่มีคังด็อกโฮหรืออควาพี่เลี้ยง อีฮยอนอูก็เป็นได้แค่ผู้ตื่นรู้ทั่วไป ในเมื่ออีฮยอนอูบอกว่าอควาพี่เลี้ยงตามมารออยู่ด้านนอก ถ้าฆ่าอีฮยอนอูตรงนี้แล้วให้ชายูฮยอกออกไปฆ่าอควาพี่เลี้ยงต่อก็น่าจะถ่วงเวลาให้คิมแจยองรู้เรื่องนี้ช้าลงได้
‘ทรยศจริงๆ ด้วยสินะครับ’
‘จริงแล้วจะทำไม’
‘หารุ่นพี่อึนซูเจอแล้วใช่ไหมครับ’
เชี่ย ตกใจใช่เล่น หมอนี่มีหูทิพย์ตาทิพย์หรือไงเนี่ย
ซอนอึนโฮเกือบเผลอเหนี่ยวไก หลังจากสูดหายใจเข้าลึกยาว ซอนอึนโฮก็พยายามสงบใจที่เต้นระรัว ชายูฮยอกที่คอยจับตามองทั้งคู่อยู่ยื่นมือออกไปกดปากกระบอกปืนของซอนอึนโฮให้ลดต่ำลง เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่ซอนอึนโฮซึ่งเมาไม่เคยสร่างอาจเผลอลั่นไกโดยไม่ได้ตั้งใจ
‘รู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ทำไมยังต้องเสียเวลาถ่อมาเช็กซ้ำอีกล่ะ จะว่าไม่เสียดายชีวิตตัวเองก็คงไม่ใช่’
…รุ่นพี่ยังมีชีวิตอยู่
อีฮยอนอูฝืนกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้นไม่ให้ไหลทะลักออกมา
‘รุ่นพี่อึนซูไม่ต้องการเจอหัวหน้า…คิมแจยองตอนนี้ใช่หรือเปล่าครับ’
‘ถ้าใช่ล่ะ’
‘ถ้าใช่…ผมก็อยากจะช่วยรุ่นพี่ครับ’
ชายูฮยอกเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเบาๆ ราวกับพบเรื่องน่าสนใจ
‘ทำไม’
‘…ทางคุณนั่นแหละ ทำไมถึงเข้ามายุ่งวุ่นวายเรื่องนี้ล่ะครับ ถ้าคิดจะใช้ประโยชน์จากรุ่นพี่อึนซูล่ะก็…’
‘ฉันทำเพื่อปกป้องคนของฉันเฉยๆ ยังต้องการเหตุผลอื่นอีกเหรอ’
‘…’
‘ยังไงซะเท่าที่ได้ยินมา ดูเหมือนว่าคนที่จะรับมือกับไอ้คนที่ชื่อคิมแจยองได้คงมีแค่ฉันคนเดียว’
อีฮยอนอูเคยเห็นอีกฝ่ายสังหารอควาหนึ่งตัวได้ในชั่วพริบตาจึงไร้คำจะกล่าวและได้แต่ปิดปากเงียบ ความคาดหวังเริ่มผลิบานอยู่ภายในอกเขา เพียงแค่อีฮยอนอูคิดว่าขอเพียงชายูฮยอกสามารถฆ่าคิมแจยองได้เท่านั้น หัวใจที่ถูกประทับตราเป็นลวดลายแห่งทาสก็บีบรัดอย่างหนักหน่วง
‘…ผมเป็นหนี้รุ่นพี่อึนซูครับ รุ่นพี่ช่วยชีวิตผมไว้หลายครั้ง แต่ผมกลับไม่เชื่อใจเขาและเป็นต้นเหตุให้เขาโดนเล่นงาน เพราะฉะนั้นให้โอกาสผมได้ช่วยเถอะนะครับ’
‘เฮ้ย เลือดไหลออกจากจมูก…’
‘อ้อ…ไม่เป็นไรครับ’
อีฮยอนอูเบิกตาโตพลางใช้แขนเสื้อปาดเช็ดเลือดที่หยดจากจมูก เมื่อซอนอึนโฮดึงทิชชูเปียกยื่นส่งให้ อีฮยอนอูก็รับมาพร้อมเอ่ยคำขอบคุณแล้วค้อมคำนับ ซอนอึนโฮยกมือเกาหลังศีรษะแกรกๆ อย่างทำตัวไม่ถูก เพราะอยู่ดีๆ อีฮยอนอูที่ตนเคยหาว่าไร้ความเป็นมนุษย์มาโดยตลอดกลับดูเหมือนเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับน้องชายตนขึ้นมาเสียอย่างนั้น
‘ก็ตามที่เธอคาดเดานั่นแหละ อึนซูอยู่กับพวกเรา แต่นี่ก็ผ่านมาเดือนครึ่งแล้วยังไม่ได้สติเลย’
‘อะไรนะครับ เกิดอะไรขึ้น…’
‘ร่างกายไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แค่อาจจะหลับลึกมากเกินไปเฉยๆ…’
ซอนอึนซูที่หมดสติมาราวๆ เดือนครึ่งดูไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น ชายูฮยอกจึงให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดพร้อมกับเพิ่มสารอาหารให้ จากนั้นซอนอึนโฮก็โผล่มาและเตรียมการจะพาซอนอึนซูไปซ่อนตัวในที่ที่คิมแจยองหาไม่พบ แต่ทางซอนจงกรุ๊ปไม่สามารถตระเตรียมการดูแลผู้ป่วยที่เหมาะสมมากพอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝากซอนอึนซูไว้กับ X มาร์ตจนกว่าจะฟื้นคืนสติ ซึ่งนี่ก็คือการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างซอนจงกรุ๊ปและ X มาร์ต
‘คิมแจยองคือไอ้คนเสียสติขนานแท้ ชายูฮยอก ถ้าคุณได้เจอเดี๋ยวก็รู้เองแหละ ฮยอนอู เธออยู่ใต้บังคับบัญชามันไม่ใช่เหรอ น่าจะรู้ดีนี่’
‘รู้ดีเลยแหละครับ เขาไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น…ปีศาจ’
‘…เธอไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า เลือดกำเดาไหลสองข้างเลยนะ’
‘ผมไม่เป็นไรครับ’
อีฮยอนอูเช็ดหน้าด้วยทิชชูเปียกอีกครั้ง ทาสที่ทรยศผู้เป็นนายย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย เลือดกำเดาไหลแค่นี้เขายังพอทนได้อีกหน่อย
‘ถ้างั้นตอนนี้วางแผนจะทำยังไงต่อเหรอครับ’
‘เดิมทีก็มีแผนมากมายอยู่แหละ…แต่ก่อนอื่นเราคงต้องไปหาอควาพี่เลี้ยงเพื่อยื้อเวลาให้ทุกคนได้อพยพกันก่อน ไปกันเถอะ’
ชายูฮยอกลุกขึ้นยืน แต่แล้วซอนอึนโฮที่กำลังจะลุกตามศีรษะก็กระแทกปักลงไปบนโต๊ะ ตอนคุยกันเห็นจิบเอาจิบเอา แต่สุดท้ายก็ดันมาหลับเพราะเมาหนักจนได้ ชายูฮยอกได้แต่เดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์
หวังว่าจะไม่มีเรื่องอะไรนะ
งานนี้คือการจับอควาหนึ่งตัวมาฆ่า ต่อให้ไม่มีสกิลด้านโชคของซอนอึนโฮก็น่าจะจัดการได้สบายๆ ชายูฮยอกคิดพลางเดินออกมาจาก X มาร์ตกับอีฮยอนอู
อควาพี่เลี้ยงยืนนิ่งเป็นเสาสัญญาณอยู่ตรงจุดนัดพบ มันเห็นมนุษย์ปรากฏตัวพร้อมกับอีฮยอนอู เนื่องจากแยกแยะใบหน้าของมนุษย์ไม่ได้ มันจึงนึกว่าเป็นซอนอึนโฮในทีแรก ทว่ายิ่งเข้ามาใกล้เท่าไหร่ยิ่งได้กลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียนของพระเจ้าโชยมาจากร่างมนุษย์นั่นจนรู้สึกปั่นป่วนไปหมด อควาพี่เลี้ยงถีบพื้นส่งตัวลอยหนีไปด้านหลังทันที
‘มันไหวตัวทันแล้วครับ!’
มันแข็งแกร่งกว่าอควาตัวอื่นอย่างเห็นได้ชัด แค่ความเร็วก็ห่างชั้นกันแล้ว ดูท่าคงต้องเอาจริงกันหน่อย ชายูฮยอกไล่ตามอควาพี่เลี้ยงพลางฉวยก้อนปูนจากพื้นขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่ง
ตู้ม! ตู้ม!
ชายูฮยอกไม่ได้ตั้งใจจะขว้างให้โดนและไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะขว้างโดนได้ เขาขว้างปาสิ่งของบนพื้นอย่างต่อเนื่องเพื่อถ่วงเวลาให้อควาพี่เลี้ยงหนีได้ช้าลง
เมื่อชายูฮยอกเข้ามาใกล้ อควาพี่เลี้ยงก็พุ่งเข้าใส่และโจมตีชายูฮยอกด้วยหอกในมือ ชายูฮยอกหลบได้อย่างง่ายดายและเล็งไปที่หน้ากากของมัน เนื่องจากจุดอื่นล้วนประกอบขึ้นจากของเหลวจึงสร้างความเสียหายได้ยาก
‘อีฮยอนอู ทรยศ’
ชายูฮยอกขมวดคิ้วเมื่อภาษามนุษย์ที่ฟังออกได้อย่างชัดเจนหลุดออกมาจากปากของอควาพี่เลี้ยง
ว่าไงนะ
ทว่าเขาจะประมาทไม่ได้เพราะพวกมันรู้จักการใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างจากสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ
‘ที่นี่นี่เอง มนุษย์ขององค์ราชา’
‘อะไรนะ’
‘องค์ราชากล่าวไว้ หากอีฮยอนอูอาจหาญเผชิญหน้ากับความตายและเลือกการทรยศ…นั่นหมายความว่าหามนุษย์ผู้นั้นพบแล้ว’
อควาพี่เลี้ยงจู่โจมแบบธรรมดาด้วยการขว้างหอก ชายูฮยอกเอียงคอเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงและตั้งท่าจะตอบโต้กลับ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเขารู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ร้าย แปลกมากที่จู่ๆ สัตว์ประหลาดจะยอมสละอาวุธ ชายูฮยอกกัดฟันกรอด พุ่งตัวไปด้านหน้าและคว้าจับส่วนปลายของด้ามหอกไว้ได้ทัน
ในที่สุดปลายหอกก็หยุดนิ่งทันก่อนที่มันจะแทงทะลุหน้าผากของอีฮยอนอู คนที่มันตั้งใจจะฆ่าไม่ใช่เขา แท้จริงแล้วคืออีฮยอนอูต่างหาก พอชายูฮยอกโยนหอกลงกับพื้นแล้วหันกลับมา อควาพี่เลี้ยงก็เร่งความเร็วจนห่างออกไปไกลแล้ว
‘ระ…รู้จนได้ครับ’
อีฮยอนอูตัวสั่นเทิ้มและหวาดกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ยิ่งกว่าการถูกหอกแทงทะลุศีรษะ
‘เขารู้แล้วครับว่ารุ่นพี่อึนซูอยู่ที่นี่’
เวรแล้วไง
ชายูฮยอกขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะรู้สึกผิดที่สามารถจับมันได้อย่างสบายแท้ๆ แต่ดันปล่อยให้มันหลุดมือไปได้ อย่างน้อยเขาก็ควรจะลากซอนอึนโฮที่หลับอยู่ออกมาด้วย
ทั้งสองรีบกลับมายังมาร์ต ชายูฮยอกเรียกตัวสมาชิกระดับสูงมารวมกันแล้วจัดประชุมฉุกเฉินเพื่ออพยพผู้คนและเตรียมพร้อมรับมือการโจมตีของอควา อีฮยอนอูตบแก้มซอนอึนโฮเรียกสติก่อนจะอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง ซอนอึนโฮในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นขีดเขียนแผนที่ลงบนกระดาษแล้วยื่นให้อีฮยอนอู
‘พาอึนซูหนีไปตรงจุดที่ทำเครื่องหมายไว้ซะ’
‘แล้วคุณซอนอึนโฮล่ะครับ’
‘ฉัน…จะอยู่ที่นี่แหละ ขอลองเดิมพันกับชายูฮยอกดูหน่อย’
‘มันอันตรายเกินไปครับ!’
‘รู้ไม่ใช่เหรอว่าฉันมีความสามารถอะไร ยังไงก็ไม่ตายหรอกน่า อย่าห่วงเลย…ฝากอึนซูของฉันด้วยนะ…’
ซอนอึนโฮสลบเหมือดไปอีกครั้ง อีฮยอนอูพยายามปลุกซอนอึนโฮที่นอนกรนโดยการตบแก้มทั้งสองข้างจนแดงปลั่ง แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาตื่น อีฮยอนอูวิ่งไปยังที่ที่ซอนอึนซูถูกพาไปซ่อน เขาลงบันไดสถานีรถไฟใต้ดินไปถึงด้านล่าง ก่อนจะพบห้องรับรองของเจ้าหน้าที่อยู่ทางขวามือ มันคือสถานที่ที่ซอนอึนซูรับการรักษาอยู่ตลอดเดือนครึ่ง
‘นี่มันอะไร…ฝีมือใครกัน…’
สองศพสวมชุดกาวน์ อีกสี่ศพน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย…พื้นโชกชุ่มไปด้วยน้ำเกลือที่แตกกระจาย คาดว่าเป็นน้ำเกลือที่ซอนอึนซูได้รับทางเส้นเลือด อีฮยอนอูหยิบไฟฉายแล้วเดินออกมาข้างนอก พอสังเกตรอยเท้าบนพื้นก็เห็นว่าปลายเท้าแต่ละข้างชี้ออกด้านนอก
ล้อรถเข็น…? เคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยรถเข็นงั้นสินะ
ในขณะที่อีฮยอนอูกำลังรีบร้อนเตรียมตัวจะวิ่ง พื้นดินก็สะเทือนพร้อมเสียงระเบิด อีฮยอนอูทรงตัวไว้ไม่ให้ล้มแล้วหันมองไปรอบๆ เสียงดังสนั่นมาจากด้านในของทางรถไฟใต้ดิน ระหว่างรอยเท้าที่ชี้ออกด้านนอกกับเสียงกึกก้องที่ดังอยู่ด้านในทางรถไฟ เขาคงต้องเลือกแล้วว่าจะไปตามทางไหน
ด้านในทางรถไฟแล้วกัน!
เศษปูนยังคงร่วงกราวลงมาจากเพดานอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการถล่มซ้ำ อีฮยอนอูเร่งสับฝีเท้าพลางภาวนาขออย่าให้ซอนอึนซูถูกทับอยู่ข้างใต้นี้เลย
‘แฮ่ก…แฮ่ก ชะ…ช่วยด้วย…!’
ไม่นานนักอีฮยอนอูก็หลุดคำรามออกมาเบาๆ เนื่องจากพบว่าซากดินที่เกิดจากการระเบิดปิดกั้นทางรถไฟที่เชื่อมไปยังทิศทางตรงข้าม ซอนอึนซูไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน เขาเห็นเพียงทหารหนึ่งนาย เมื่อเห็นอีฮยอนอู ทหารนายนั้นก็คลานเข้ามาอ้อนวอนขอให้ช่วยชีวิต ขาของเขาขาดไปทั้งสองข้าง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีมีหวังคงได้ตายภายในไม่กี่นาทีนี้แน่
‘เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับ พันตรีวังบยองซึง’
นี่คือใบหน้าที่เคยเห็นมาก่อน พันตรีวังจำอีฮยอนอูได้เช่นกันว่าเป็นเด็กหนุ่มจากฝ่ายพวกอควา ว่าแล้วพันตรีวังก็แต่งเรื่องขึ้นใหม่โดยปรับให้อีฮยอนอูฟังแล้วได้รสชาติ
‘ซะ…ซอนอึนโฮหักหลังพวกเราแล้วไปเข้ากับชายูฮยอก ระหว่างที่เอาตัวซอนอึนซูไปส่งให้ทางอควา…เพดานก็ถล่มลงมา…!’
อีฮยอนอูจ้องเหนือศีรษะอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชา เครื่องหมาย X ลอยเด่นอยู่บนนั้น
‘คุณโกหกนี่ครับ’
‘อ๊ากกก!’
อีฮยอนอูยกเท้าขึ้นจบชีวิตพันตรีวังอย่างง่ายดาย เขาส่องไฟฉายจนทั่ว ทว่าก็ยังไม่พบร่องรอยของซอนอึนซูอยู่ดี
หรือว่าจะถูกทับตายอยู่ด้านล่างตอนเกิดระเบิดกัน…
อีฮยอนอูส่ายหน้า
ไม่ ต้องมีชีวิตอยู่สิ ต้องมีชีวิตอยู่เท่านั้น รุ่นพี่ไม่ใช่คนที่สมควรจะตายอย่างไร้ความหมายแบบนี้
อีฮยอนอูวิ่งย้อนไปยังทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดินอีกครั้ง อยากเช็กที่สถานีถัดไปให้แน่ใจก่อน
‘ชั่วดั้วฮับ! ชั่ว! ชั่วดั้ว! อ๊า!’
‘…รุ่นพี่ซอนอึนซู’
และแล้วอีฮยอนอูก็หาซอนอึนซูพบที่สถานีถัดไป
ผมไม่มีวันส่งรุ่นพี่ไปหาคิมแจยองเด็ดขาด จะปล่อยให้มีตัวอันตรายแบบนั้นอยู่บนโลกไม่ได้ครับ หมอนั่นน่ะ…มันบ้าไปแล้ว รุ่นพี่ครับ ความรู้สึกของหมอนั่นน่ะไม่มีทางใช่ความรักแน่ๆ…
การขับรถบนถนนลูกรังสำหรับมือใหม่ไร้ใบขับขี่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมอาศัยทักษะการขับขี่อันอ่อนด้อยพารถเอสยูวีมุ่งหน้าไปยังจุดที่เป็นต้นตอของระเบิด ผู้คนที่เริ่มโผล่มาทีละคนสองคนล้วนเป็นคนที่กำลังอพยพออกมาจาก X มาร์ต สงสัยฝีมือขับรถของผมจะชวนหวาดเสียวไปนิด แค่เห็นก็พากันเป็นฝ่ายหลบให้ก่อนแล้ว อุตส่าห์เตรียมใจว่าถ้าใครเข้ามาใกล้จะขับชนรัวๆ แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อยที่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น
ผมจอดรถส่งเดชไว้ในลานจอดด้านหลัง X มาร์ต ก่อนจะลงจากรถแล้วลากกายหยาบที่หนักเป็นตันก้าวเดินสู่จุดปะทะ พอเลี้ยวมาตามกำแพงด้านนอกผมก็เจอเข้ากับตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ที่ขวางอยู่ตรงหน้า มันคือตู้คอนเทนเนอร์ที่ใช้ต่างคุกบนดาดฟ้าของ X มาร์ตนั่นเอง ไม่รู้เป็นไงมาไงมันถึงลงมาตั้งอยู่ตรงนี้ได้ แต่เพื่อจะไปให้ถึงจุดหมายผมจำเป็นต้องเดินอ้อมไปด้านข้าง เพียงแค่คิดว่าหากผ่านตรงนี้ไปผมจะได้เจอคิมแจยอง ฝีเท้าก็ไม่ยอมชะลอชักช้าอีกต่อไป แต่แล้วจังหวะที่กำลังจะอ้อมผ่านหัวมุมตู้คอนเทนเนอร์อยู่นั้นเอง ผมก็ชนเข้ากับใครบางคนจนเสียหลัก
“เอ๊ะ? อ้าว…”
คนชนคว้าแขนผมไว้ตามสัญชาตญาณ ทันทีที่ถูกสัมผัสกลิ่นแอลกอฮอล์ก็ลอยมาเตะจมูก ผมรู้ได้ทันทีว่าเขาคือใครโดยที่ยังไม่ทันได้มองหน้าชัดๆ เลยด้วยซ้ำ
“นะ…น้องเล็ก!”
ซอนอึนโฮพี่ชายคนกลางของบ้านผมนั่นเอง พี่ที่มักจะแต่งตัวเนี้ยบอยู่คนเดียวดูไม่เข้ากับสถานที่สกปรกฝุ่นคลุ้งแบบนี้เลย เขาไล่สายตามองผมที่มีสภาพเหมือนกับขอทานยิ่งกว่าขอทานจริงๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอ
“แกฟื้นตอนไหนเนี่ย สภาพทำไมเป็นงี้ เดี๋ยวนะ แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่! ไม่เจอเจ้าอีฮยอนอูนั่นเหรอ อุตส่าห์บอกให้มันพาแกหนีไปแล้วแท้ๆ!”
“…จะตะโกนเพื่อ สมองผมยิ่งเบลอๆ อยู่”
เสียงพี่ดังรัวมาไม่หยุด ทำเอาขมับผมปวดตุบๆ
“พี่ แบกผมไปตรงนั้นหน่อย”
“…ฮะ? ตรงนั้นเหรอ”
“อื้อ ตรงนั้นแหละ”
“น้องพี่ พอดีทางนั้นมัน…ค่อนข้างจะอันตรายน่ะ”
“เพื่อนที่เคยมาเที่ยวบ้านเราก่อนหน้านี้ไง คิมแจยอง หมอนั่นอยู่ตรงนั้น”
เมื่อได้ยินผมพูด ปากที่กำลังอ้ากว้างของพี่ก็หุบลงฉับพลัน ผมไม่รู้ว่าพี่คิดอะไรอยู่ แต่ดูจากสีหน้าว่างเปล่าของเขาแล้วบอกได้เลยว่าต้องเป็นเรื่องไร้สาระแน่นอน ผมผลักไหล่พี่เป็นนัยว่าถ้าไม่ช่วยก็หลบไป แต่แล้วพี่กลับกางสองแขนออกกว้างขวางไว้ไม่ให้ผมเดินต่อ
“ไม่ได้!”
“พี่”
“ปล่อยให้ไปไม่ได้หรอก…ฉันเลี้ยงแกมาตั้งขนาดไหน! ต่อให้ข้ามศพฉันได้ก็ปล่อยให้ไปไม่ได้!”
ดูเหมือนคิมแจยองจะยังไม่ได้ฆ่าใครในครอบครัวเราสักคน เพราะไม่อย่างนั้นพี่คงไม่ทำหน้าบิดเบี้ยวเหมือนพ่อที่ส่งลูกหัวแก้วหัวแหวนไปแต่งงานกับคนไร้ยางอายแบบนี้แน่ แต่หลังจากโล่งใจได้ไม่ทันไร น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงพรูลงมาจากดวงตาของเขา
“ฮึก…ชายูฮยอกก็ไม่ได้เหมือนกัน ฉันไม่ยอมรับ! ไอ้พวกชาติชั่ว…ฮึก ฮือออ แกน่ะ! ทำไมถึงได้ขยันตกแต่คนพรรค์นั้น เลือกคนธรรมดาๆ หน่อยไม่ได้หรือไงวะ ขอให้มันทะเลาะกัน ตบตีกันจนฉิบหายตายห่ากันไปให้หมดเลย!”
“โอ๊ย ไอ้พี่บ้า! กรอกเหล้าเข้าไปเท่าไหร่เนี่ย ถ้าไม่อยากพาไปนักก็ไม่ต้องไป!”
ยามเมาพี่มักชอบทำนิสัยถ่อยๆ อย่างการพล่ามไร้สาระพร้อมกับบีบน้ำตาสะอึกสะอื้น ผมออกแรงผลักเขา แต่ร่างกายปวกเปียกนี้กลับทำอะไรพี่ไม่ได้เลย เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นผมจึงเลือกมุดลอดใต้วงแขนที่อ้าออกกว้าง แต่ขาไม่รักดีดันอ่อนเปลี้ยจนสะดุดล้มหน้าคว่ำ มือที่ใช้ยันพื้นมีเลือดออกซิบ ด้วยเหตุนี้มือผมจึงเละทั้งสองข้าง พี่รีบพยุงผมให้ลุกยืนด้วยความตกใจ
“ไหวไหมเนี่ย แกล้งทำตัวอ่อนแอไม่สมกับเป็นแกเลย”
“พี่ก็ลองมานอนนิ่งเป็นผักอยู่บนเตียงสักเดือนครึ่งแล้วค่อยลุกดูสิ”
“…จะไปจริงๆ เหรอ ไอ้โรคจิตคิมแจยองนั่นเคยพยายามจะฆ่าฉันเชียวนะ มันบีบคอฉัน”
“แต่ก็ยังไม่ตายนี่”
หากคิมแจยองไม่ได้ฆ่าพี่ ถ้างั้นอย่างน้อยอนาคตที่เห็นในฝันพยากรณ์ครั้งที่สองก็น่าจะยังไม่เกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มีความเป็นไปได้หนึ่งในสองอย่างนี้ พี่น่าจะรู้สึกว่าคำตอบผมฟังดูเย็นชาเลยบ่นพึมพำว่าเลี้ยงให้ตายก็เลี้ยงได้แต่ตัว
“เฮ้อ…ขึ้นมา”
ในที่สุดเขาก็ยอมให้ผมขี่หลัง เขาแบกผมไว้บนหลังอย่างสบายๆ ทว่าแต่ละก้าวกลับเชื่องช้าสิ้นดี ขนาดเร่งให้เขาเดินเร็วขึ้นแล้วก็ยังจะเอาคำว่าหนักจนก้าวขาเร็วกว่านี้ไม่ไหวมาอ้างไปเรื่อย
“สรุปแล้วใครอะ ระหว่างสองคนนั้น…คิมแจยองหรือชายูฮยอก”
“ไม่ใช่ทั้งคู่นั่นแหละ…ว่าแต่ทำไมถึงมีชื่อชายูฮยอกโผล่มาด้วยล่ะ”
“อ้าว ถามได้ หมอนั่นมันก็…”
“หมอนั่นมันก็อะไร”
“…ช่างเหอะ”
ผมกับพี่คุยกันแต่น้ำไม่มีเนื้อจนมาถึงจุดปะทะ ผู้ตื่นรู้หลักร้อยคนกำลังโรมรันอยู่กับอควาหลักหน่วย ผู้ตื่นรู้ที่อยู่แนวหน้าล้วนเป็นเด็กหนุ่ม มีตั้งแต่วัยสิบกว่าจนถึงวัยสามสิบ ดูไปแล้วฝ่ายของชายูฮยอกคงจับสังเกตได้ว่าอควาจะไม่สู้เต็มกำลังหากเผชิญหน้ากับมนุษย์เพศชายวัยหนุ่ม ถึงได้วางกำลังไว้ให้พวกเขาอยู่แถวหน้าสุดทั้งหมด
มองเผินๆ ฝ่ายมนุษย์คล้ายได้เปรียบ ทว่าหากมองให้ดีจะเห็นว่ากลางวงต่อสู้มีอควาบางตัวที่ดูห่างชั้นกันแทรกอยู่ อควาไร้ปีกนั้นมีจำนวนน้อยก็จริง แต่มันกลับเลือกสังหารเฉพาะ ‘มนุษย์ที่ฆ่าได้’ ส่วนที่เหลือก็ปัดทิ้งประหนึ่งเจอแมลงวันน่ารำคาญ บนพื้นเกลื่อนไปด้วยศพไร้ชีวิตและคนที่บาดเจ็บสาหัส กระทั่งทีมค้นหาที่ฝึกปรือมาอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับสัตว์ประหลาดก็ยังไม่สามารถใช้พลังได้เต็มที่เนื่องจากศัตรูแข็งแกร่งเกินไป จึงบอกได้คำเดียวว่าเละเทะ
คิมแจยอง…คิมแจยองอยู่ไหน
ผมยื่นหน้าออกไปพลางสอดส่ายสายตามองหาคิมแจยอง พี่ที่แบกผมไว้บนหลังบุกตะลุยเข้าไปกลางวง จังหวะนั้นเองขวานเล่มหนึ่งก็ลอยหวือเข้ามา ผมรวบแขนรอบคอพี่แน่นด้วยความตกใจ แต่แล้วขวานซึ่งกำลังจะเฉาะหัวอยู่รอมร่อกลับเฉออกด้านข้างไปแบบงงๆ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครโจมตีเราอีกเลย สถานการณ์ประหลาดที่ไม่มีอะไรเฉียดกรายเข้ามาใกล้แม้แต่ปลายเส้นขนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
“…มันคืออะไรเหรอพี่”
“หืม? พอดีฉันเป็นคนโชคดีหน่อยๆ น่ะ”
ระดับนี้ไม่ใช่แค่โชคดีหน่อยๆ แล้วมั้ง…
ตู้ม!
ผมอยากรู้ว่าสกิลของพี่คืออะไร แต่เสียงที่ดังกึกก้องนั้นกวาดความสงสัยทิ้งไปซะก่อน ไม่ไกลนักมีอะไรบางอย่างตกลงมาจนพื้นยางมะตอยยุบ ฝุ่นหนาลอยฟุ้ง ใครบางคนซวนเซลุกขึ้นมากลางม่านฝุ่น ผมอยากเห็นชัดๆ ว่าเป็นใคร แต่คนคนนั้นไม่เสียเวลาแม้เพียงสักนิด ถีบพื้นแล้วดีดตัวพุ่งออกไปทันที ด้วยความที่แผ่นหลังนั้นคุ้นตาเหลือเกิน ผมจึงเผลอส่งเสียงอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว
“นี่…เหมือนสู้อยู่ฝ่ายเดียวมากกว่าที่คิดอีกแฮะ…”
พี่พึมพำขณะยืนนิ่งสังเกตการณ์ การต่อสู้ระหว่างคิมแจยองกับชายูฮยอก…เป็นไปตามคาด ชายูฮยอกกำลังเป็นต่อ แน่นอนว่าสภาพเขาใช่ว่าจะดีนัก ชายูฮยอกคงถูกอัดหน้ามา มุมปากแตกเป็นแผลและเลือดก็ซึมออกมาตามรอยเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น แต่ถึงอย่างนั้นก็จัดว่าดีกว่าคิมแจยองอยู่บ้าง เพราะตอนที่ชายูฮยอกถ่มน้ำลายปนเลือด คิมแจยองถึงกับกระอักเลือดออกมาทั้งคำ
“หมอนั่นคงรีบเลยไม่ได้พาลูกสมุนทั้งหมดมาด้วย ถ้าจะฆ่าก็ต้องฆ่าซะเดี๋ยวนี้”
“อะไรนะ”
“ฉันขอเชียร์คุณชาแล้วกัน อีกฝ่ายเป็นพวกเดียวกับสัตว์ประหลาดอะ มันไม่ได้ไหมวะ”
พี่วางผมลงบนพื้นแล้วไปนั่งหมิ่นๆ อยู่บนซากตึกถล่ม จากนั้นก็หยิบขวดทรงแบนออกมาจากอกแล้วกระดกของเหลวด้านในลงคอดังเอื๊อกๆ อย่างสุขี ท่าทางไม่แยแสอะไรเหมือนกำลังนั่งชมกีฬา ทำเอาผมเกิดความคิดวู่วามอยากจะตบกะโหลกเขาสักป้าบ ถึงเขาจะเป็นพี่ชายแท้ๆ แต่ก็ชวนให้เกลียดชะมัด…ผมละสายตาจากพี่แล้วหันไปมองคิมแจยองใหม่อีกรอบ
“…เอ๋?”
สบตาเข้าแล้วไง
“เฮ้ย ข้างหลัง!”
ทันทีที่คิมแจยองสบตากับผม เขาก็หยุดการกระทำทุกอย่าง ชายูฮยอกเงื้อไม้กางเขนขว้างใส่คิมแจยองซึ่งกำลังเสียสมาธิ มันคือไม้กางเขนบนพื้นที่หลุดออกมาจากยอดแหลมของโบสถ์พังๆ คิมแจยองเพิ่งเบี่ยงตัวหลบการโจมตีด้วยการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า หนึ่งก้าว สองก้าว แต่ทันใดนั้นหัวไหล่คิมแจยองที่ก้าวเดินตรงมาทางผมก็ถูกชายูฮยอกแทงด้วยไม้กางเขน คิมแจยองคว้าไม้กางเขนที่ปักทะลุหัวไหล่แล้วยกขาเตะเข้าหน้าท้องของชายูฮยอก ก่อนจะดึงไม้กางเขนออกแล้วเขวี้ยงใส่อีกฝ่าย สเว็ตเตอร์คอเต่าสีครีมที่เขาสวมอยู่ถูกเลือดย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉาน ตลอดเวลาที่ทุกเหตุการณ์ดำเนินไป คิมแจยองไม่ละสายตาจากผมเลยแม้แต่วินาทีเดียว และทันทีที่ผมตระหนักได้เช่นนั้นขนก็ลุกเกรียว
คิมแจยองยังคงเดินเข้ามาหาผม ส่วนชายูฮยอกก็โจมตีเขาไม่หยุดเพื่อขวางทางไว้ แต่ไม่ว่าร่างกายจะถูกฉีกกระชากหรือแตกหักบุบสลาย คิมแจยองคล้ายไม่นำพาสักนิด ดูเหมือนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยด้วยซ้ำ ความสนใจทั้งหมดของเขารวมกันอยู่ที่ตัวผมไม่ใช่ชายูฮยอก ผมห่างจากเขามานานจนลืมไปชั่วขณะว่าหมอนั่นไม่ใช่คนประเภทที่จะดูแลเอาใจใส่ตัวเอง
“เฮ้ย อะไรเนี่ย ร่างกายมัน…เชี่ย บ้าเอ๊ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
จู่ๆ พี่ก็ลุกพรวดแล้วออกวิ่งไปทางคิมแจยอง ผมพยายามคว้าตัวเขาไว้โดยไม่ทันได้คิดอะไร แต่ล้มเหลวเพราะเหล่าผู้ตื่นรู้ที่ต่อสู้กับอควาดันกรูกันเข้ามาจากทั่วสี่ทิศแปดทาง ทุกคนมีสีหน้าหวาดกลัว
ควบคุมจิตใจ…
คนที่ถูกคิมแจยองใช้สกิลควบคุมจิตใจต่างพากันรุมขัดขวางชายูฮยอก แม้ชายูฮยอกจะรีบเปลี่ยนทิศทางการโจมตีแล้ว แต่คนเหล่านั้นก็ยังไม่วายบาดเจ็บล้มลงเพราะโดนลูกหลง ชายูฮยอกโกรธจัดอย่างเห็นได้ชัดที่ต้องทำร้ายฝ่ายเดียวกัน กระทั่งผมที่อยู่ไกลออกมายังสัมผัสได้ถึงความโกรธจนขนลุกไปทั้งตัว
คิมแจยองใช้ผู้คนต่างโล่เพื่อสกัดกั้นทุกการโจมตีของชายูฮยอก เพียงใช้มือข้างเดียวมนุษย์นับสิบชีวิตก็เคลื่อนไหวโดยพร้อมเพรียง ชายูฮยอกจัดการทำให้คนที่พุ่งเข้าใส่เขาสลบอย่างรวดเร็วก่อนจะรุกคืบเข้ามา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังช้ากว่าคิมแจยองที่เดินมาหาผมอย่างช่วยไม่ได้
ต้องแบบนี้สิถึงจะเป็นสไตล์ของคิมแจยอง มัวไปแลกหมัดกับไอ้คนตัวเบิ้มอยู่ได้ ไม่เหมาะกับนายสักนิด เด็กเนิร์ดขยันเรียนริอ่านจะเอาดีทางการต่อสู้หรือไง
ใจผมนึกอยากยกมุมปากขึ้นยิ้ม แต่ดันยิ้มไม่ออก ใบหน้าแข็งทื่อเหมือนตุ๊กตาหุ่นขี้ผึ้งของคิมแจยองยังคงงดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด งดงามจนผมสับสนไปหมดแล้วว่านี่คือความฝันหรือความเป็นจริง
“…”
“…”
อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะเดินถึงตัวผมอยู่แล้ว แต่เขาดันหยุดฝีเท้า
“…ตัวสูงขึ้นอีกหรือเปล่าน่ะ”
ผมไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดีเลยหยิบเรื่องส่วนสูงของเขามาเปิดประเด็นสนทนา ช่วงที่ไม่เจอกันเขาน่าจะสูงขึ้นอีกอย่างน้อยก็ห้าเซนติเมตร คิมแจยองที่ได้ยินเสียงผมเริ่มน้ำตาคลอ ชั่วขณะที่ผมยื่นมือออกไปด้วยความตื่นตระหนก ยังไม่ทันแตะต้องตัวเขาด้วยซ้ำ น้ำตาที่เอ่ออยู่ตรงขอบตาคิมแจยองก็ไหลรินอาบแก้มซีดๆ ก่อนจะร่วงหล่นลงบนพื้น
“ระ…ร้องไห้ทำไม”
ภาพคิมแจยองที่ยืนหลั่งน้ำตาเงียบๆ ทำเอาหัวใจผมหล่นวูบ ผมขยับหนึ่งก้าวเข้าไปใกล้เขา ขณะกำลังจะวางมือลงบนแก้มเปียกชื้นนั้นเอง ชายูฮยอกที่โผล่มาตอนไหนไม่รู้ก็เข้ามาทางด้านหลังคิมแจยองพร้อมกับเงื้อท่อเหล็กยาวๆ ในมือขึ้นสูง ผมมองข้ามไหล่คิมแจยองไปสบตากับชายูฮยอกพอดี
“มะ…ไม่…”
สวบ
ท่อเหล็กแทงทะลุท้องคิมแจยองก่อนถูกดึงกลับไป แน่นอนว่าเลือดย่อมทะลักพรวดออกมาจากหน้าท้อง กระทั่งระหว่างริมฝีปากที่กัดแน่นก็มีเลือดซึมไหล คิมแจยองค่อยๆ ล้มคว่ำลง…ผมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเรียงร้อยต่อกันเป็นภาพสโลว์โมชั่น จากนั้นก็รีบยื่นสองแขนออกไปรับตัวคิมแจยองไว้ทันที แต่กลับไม่เหลือแรงมากพอที่จะพยุงเขาไว้ได้ สุดท้ายเราทั้งคู่ก็ล้มลงไปบนพื้นพร้อมกัน
“เลือด…”
ไอ้เลือดนี่จะไหลอีกนานไหม เสียเลือดมากขนาดนี้คนเราจะยังมีชีวิตรอดได้อีกเหรอ ยิ่งเลือดต้องแสงจันทร์มันยิ่งสะท้อนเป็นสีแดงฉาน อาบตัวผมจนระอุแล้วไหลไปรวมกันเป็นแอ่งอยู่บนพื้น ร่างกายผมแข็งทื่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาของเขานั่นแหละ ผมถึงค่อยกลับมาขยับตัวได้
“เฮ้ย นี่…คิมแจยอง…”
ผมสำรวจร่างกายของคิมแจยองที่กำลังหายใจรวยริน เขาลืมตาแต่ไม่โฟกัสอะไรเลย ผมใช้มือเปล่ากดหน้าท้องเขาที่เลือดยังคงไหลทะลัก เลือดอุ่นๆ ซึมผ่านร่องนิ้วมือออกมาเรื่อยๆ
อย่าตาย อย่าตายนะ ห้ามตายนะ…ตายไม่ได้…นายจะตายไม่ได้นะ…ทำไมล่ะ
ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าบอกว่าเพื่อจะมีชีวิตรอดต่อไป ผมต้องฆ่าคิมแจยอง บางทีตอนนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่ว่านั่นก็ได้ ผมเข้าหาคิมแจยองด้วยเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่นา หากการฆ่าเขาคือหนทางเดียวที่ผมจะมีชีวิตรอดได้ งั้นลงมือเดี๋ยวนี้ตอนที่เขาบาดเจ็บสาหัสไม่ดีกว่าเหรอ ไอ้ความทรมานบัดซบนี่จะได้สิ้นสุดลงสักทีไง…ผมกดบนบาดแผลเขาแรงขึ้นอีก
“แค่ก!”
ร่างกายคิมแจยองกระตุกอย่างรุนแรงก่อนจะกระอักเลือดออกมา เปลือกตาเขาสั่นระริก แต่แล้วดวงตาที่ปรือแบบครึ่งหลับครึ่งตื่นก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม ในดวงตาของเขาซึ่งเมื่อกี้ร้องไห้อย่างน่าสงสารเหมือนเด็กน้อยตอนที่ได้พบผมอีกครั้ง…กำลังสะท้อนภาพใบหน้าของผมที่อาบด้วยเจตนาฆ่าเต็มเปี่ยม
นี่ผม…พยายามจะทำอะไรเนี่ย
“…หลีกไป”
เสียงชายูฮยอกคำรามดังมาจากเหนือศีรษะ ผมสะดุ้งเหมือนคนมีชนักติดหลัง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วขยับไปยืนบังอยู่ด้านหน้าคิมแจยอง ชายูฮยอกที่ไม่ได้พบกันมาเดือนครึ่งดูโทรมลงไปมาก แต่สายตายังคงเฉียบคมไม่เปลี่ยน
“หลีกไป ซอนอึนซู”
“ไม่ครับ”
“หมอนั่นไม่ใช่มนุษย์ มันเป็นปีศาจไม่รู้เหรอ”
เดิมทีคิมแจยองก็ไม่เหมือนมนุษย์อยู่แล้ว ต่อให้กลายเป็นอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์แล้วยังไง มันเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหนกัน พอผมส่ายหน้า ชายูฮยอกก็กัดฟันกรอดพลางชี้ไปยังผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย
“คนที่ใช้ชีวิตมาด้วยกันตายหมดแล้ว”
“…ผมจะโน้มน้าวเขาเองครับ เพราะฉะนั้นขอร้องนะครับพี่…”
“ที่จริงคนพวกนั้น…จะตายหรือไม่ตายเราไม่ได้สนใจเท่าไหร่เลยสินะ”
ผมสะดุ้งแรงเมื่อได้ยินที่ชายูฮยอกพูด เขารู้ได้ไง แม่งเอ๊ย ตอนนี้เขามองเห็นฝ่ายผมชัดเจนแล้วใช่ไหม ผมเพิ่งตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่าเขาเรียกชื่อจริงๆ ของผมได้ถูกต้อง แต่ก็นะ เขาเจอซอนอึนโฮตัวจริงเสียงจริงแล้วก็ต้องรู้อยู่แล้วล่ะว่าความจริงเป็นยังไง ตอนนี้ผมถูกจับได้คาหนังคาเขาเลยแฮะ
“คิดไว้แล้วล่ะ…เฮ้อ รู้สึกแย่เหมือนกันนะ”
“พี่…”
ผมเหลือบมองผู้คนที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้น พี่ผมเองก็ล้มคว่ำอยู่กับเขาด้วย ดูจากหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอแปลว่ายังไม่ตาย เขาก็น่าจะอยู่ฝ่ายอธรรมเหมือนกันนี่ แล้วทำไมชายูฮยอกถึงยอมร่วมมือกับเขาล่ะ ไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมชายูฮยอกถึงปล่อยคนอย่างพี่ไว้เฉยๆ
“พี่ยูฮยอก พี่จะฆ่าผมเหรอครับ”
“เรื่องนั้น…”
ชายูฮยอกยังพูดไม่จบก็เม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง สีหน้าเขาดูสับสน
“…ไม่ฆ่าหรอก เพราะงั้นมานี่มา”
“คิดนานเกินไปนิดนะครับ”
“ก็บอกแล้วไงว่าจะไม่ฆ่า”
“โกหก”
“เชื่อพี่หน่อยเถอะ”
ชายูฮยอกถอนหายใจ จับต้นแขนผมแน่น คงคิดจะพาตัวผมไปแม้ต้องใช้กำลัง ขณะที่ผมกำลังจะถูกชายูฮยอกฉุดให้ลุกขึ้น จู่ๆ คิมแจยองที่นอนอยู่บนพื้นก็โผเข้ากอดเอวผมกะทันหัน
“คิมแจยอง…”
ผมก้มมองศีรษะกลมทุยและมือที่กอดเอวผมไว้ สายตาสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลคู่หนึ่งที่มองผมแค่คนเดียว ความรู้สึกที่เหมือนถูกพันธนาการไว้โดยไร้หนทางหนีทำเอาผมขนลุกขนพองไปทั่วร่าง กระนั้นก็ยังไม่วายเห็นเส้นผมเปื้อนเลือดแห้งกรังติดอยู่ข้างแก้มเขา ผมนึกรำคาญเลยเอื้อมมือไปปัดออกให้ คิมแจยองหลุบตาลงมองต่ำคล้ายเขินอาย
ตึกตัก…ตึกตัก…
นี่ผมตกใจมากเกินไปหัวใจเลยเต้นผิดจังหวะเหรอ ริมฝีปากแห้งผากไปหมด ขนตายาวงอนของเขายกขึ้น เขาปรือตาไว้ครึ่งหนึ่งแล้วยิ้มตาหยี มันเป็นรอยยิ้มที่สดชื่นและมีชีวิตชีวาราวกับได้กัดผลไม้คำโต กระทั่งถุงใต้ตาที่นูนออกมาก็ยังดูเย้ายวน
บ้าหรือไง…ในสถานการณ์แบบนี้แท้ๆ ยังจะมาแกล้งทำตัวน่ารักอีก…
แต่สิ่งที่ไปกันใหญ่คือกลยุทธ์ความงามของเขาดันใช้ได้ผล
ตึกตัก…ตึกตัก…ตึกตัก…
หัวใจผมเต้นแรงขึ้นจนเหมือนกับจะทะลุซี่โครงออกมาข้างนอกให้ได้
“อึนซู ฉันตามหานายมานานมาก”
เลือดคิมแจยองไหลรินลงมาทางมุมปาก ผมมัวแต่เหม่อมองภาพนั้นจนไม่ทันสังเกตว่าสายตาคิมแจยองหยุดนิ่งอยู่ที่มือของชายูฮยอกซึ่งกำลังจับแขนผมอยู่ สีหน้าคิมแจยองที่เพิ่งแสร้งทำตัวน่ารักต่อหน้าผมทั้งที่ใกล้จะตายอยู่รอมร่อหม่นหมองลงทุกที
“อึก!”
ทันใดนั้นจู่ๆ ฝูงอควาก็กรูกันเข้ามาหาชายูฮยอก ชายูฮยอกถอยร่นไปด้านหลัง ไล่ทุบทำลายหน้ากากของอความีปีกทีละตัว ส่วนอควาไร้ปีกก็หลบเลี่ยงการโจมตีของชายูฮยอกไปเรื่อยๆ ยื้อไว้ไม่ให้เขาเข้ามาใกล้ผมกับคิมแจยอง
“โธ่เว้ย ซอนอึนซู!”
ทว่าคู่ต่อสู้ของพวกมันคือชายูฮยอกที่แข็งแกร่งดั่งสัตว์ประหลาด ชายูฮยอกผลักเหล่าอควาออกห่างด้วยพลังอันป่าเถื่อนแล้ววิ่งมาข้างหน้าอีกครั้ง คิมแจยองหยัดกายขึ้นช้าๆ เลือดตรงหน้าท้องยังคงไหลชุ่มโชก ผมพยายามจะพยุงตัวเขา แต่ตัวผมนี่แหละที่เป็นปัญหายิ่งกว่า ร่างกายหนักเป็นตันๆ ของผมไม่มีแรงเลยแม้แต่น้อย คิมแจยองอุ้มผมขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเผือด หน้าท้องที่ทะลุเป็นรูทำอะไรเขาไม่ได้เลยหรือไง ไม่มีแม้แต่เสียงหอบหายใจด้วยซ้ำ
“อย่า…! เชี่ยเอ๊ย! อย่านะ!”
คิมแจยองมองชายูฮยอกพลางแย้มยิ้มให้อย่างงดงาม ทันใดนั้นชายูฮยอกซึ่งกำลังวิ่งตรงเข้ามาก็ร้องตะโกนด้วยความสิ้นหวัง ภาพผู้คนหลายสิบชีวิตยกอาวุธในมือขึ้นมาแทบจะเป็นองศาเดียวกันปรากฏแก่สายตา ทำอะไรกันน่ะ เต้นเพลงเคป็อปเหรอ ปากผมเผลออ้าค้าง แต่แล้วทุกคนก็พากันแทงอาวุธเข้าที่หน้าท้องของตัวเองอย่างพร้อมเพรียงด้วยสีหน้าเหมือนไม่เข้าใจว่าตนกำลังทำอะไรอยู่
“อ๊ากกก!”
“หนีไป!”
เมื่อทั้งกลุ่มทยอยล้มลงบนพื้นทีละคน เหล่าผู้ตื่นรู้ที่อยู่รอบๆ ก็กรีดร้องแล้วเริ่มวิ่งหนี ทว่าพวกที่กำลังวิ่งหนีเองก็เช่นกัน พอตกอยู่ภายใต้สกิลควบคุมจิตใจของคิมแจยองต่างก็ลงมือทำร้ายตัวเองทันที
“ไอ้สัตว์นรก ตาย! ตายซะ!”
ชายูฮยอกปล่อยหมัดใส่คิมแจยอง ดวงตาขึ้นริ้วเส้นเลือดแดงก่ำ เกิดพายุหมุนพันรอบแขนของชายูฮยอก กระทั่งในสถานการณ์นี้ก็ยังอุตส่าห์จะได้สกิลใหม่อีกเหรอคนเรา ให้ตายเหอะ ช่างเป็นมนุษย์ที่น่าทึ่งชะมัด แต่ถ้าโดนหมัดนั่นเข้าคงเจ็บน่าดู ไม่รู้แรงกระแทกที่ส่งผ่านมาถึงผมจะหนักหนาแค่ไหน ผมได้แต่หลับตาแน่น
ตู้ม!
เสียงดังสนั่น ทว่ากลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมลืมตาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพบว่ามีใครบางคนที่รูปร่างใหญ่โตน่าหวาดหวั่นกำลังขวางทางชายูฮยอกอยู่
“จะ…เจ้าหมีสีน้ำตาล?”
เจ้าหมีสีน้ำตาลที่ผมคิดว่าตายไปแล้ว คังด็อกโฮนั่นเอง เขาต้านทานการโจมตีของชายูฮยอกที่โกรธเต็มพิกัดไว้ได้ทั้งหมดด้วยสีหน้าซื่อบื้อ หมอนั่น…เป็นตัวอะไรกันแน่ ทำไมแข็งแกร่งขนาดนั้น เจ้าหมีสีน้ำตาลไม่ได้จู่โจมกลับ ทำเพียงใช้สีหน้าแบบหมาหงอยชะเง้อมองผม ท่าทางเขาต้องการอะไรบางอย่าง แต่คำพูดที่ออกจากปากดันมีแต่เสียง ‘อาๆๆ’ หรือเพราะตอนนั้นคังด็อกโฮโดนอัดเน้นๆ ที่หัวจนน่วม ตอนนี้เลยกลายเป็นเด็กบกพร่องทางสมอง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงผมชักจะรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ แล้ว
“อย่ามัวแต่หดหัว ออกมานี่ซะไอ้สารเลว!”
คิมแจยองเมินชายูฮยอกที่เลือดขึ้นหน้าจนสูญสิ้นความสุขุม ไม่หันไปมองอีก เขาอุ้มผมออกมาจากตรงนั้น ผมเงยหน้ามองคิมแจยองที่สีหน้ากลับมาไร้อารมณ์เหมือนเดิม แม้จะอยากรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ระหว่างเดินเขาไม่แม้แต่จะมองหน้าผม ไม่คิดจะเปิดปากด้วยซ้ำ
จากนี้เอาไงดีล่ะเนี่ย…
ผมทนความเหนื่อยล้าไม่ไหว หมดสติไปในชั่วพริบตา
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



