ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 8.1-8.2 #นิยายวาย – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 8.1-8.2 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2

ผู้เขียน : matgam

แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์

ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

   

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ

สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง

เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก

การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว

การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา

การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

               

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 8.1

 

รวมตัวอีกครั้ง

 

“เฮ้ย ไอ้พวกเวร…อย่าอุ้มกลับหัวสิวะ…”

ผมรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับใครสักคนอยู่ในความฝัน พอพยายามจะนึกให้ออกบริเวณขมับก็ปวดตุบๆ ประกอบกับร่างกายท่อนบนดันหกคะเมนตีลังกาท้าทายแรงโน้มถ่วง ความคลื่นไส้จึงเล่นงานผมอย่างหนัก

นี่เวลาผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ ที่นี่คือที่ไหน ทหารพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย พวกมันจะพาผมไปไหน ยังไงก็เถอะ สิ่งที่ผมมั่นใจสำหรับสถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้ ผมคงคิดในแง่ดีไม่ได้เลย พวกทหารมีท่าทางตกใจทันทีที่ผมตื่น

“พะ…พันตรีวัง เป้าหมายได้สติแล้วครับ”

“ฉันมีตาหรอกน่า”

แสงจากไฟฉายของคนที่ชื่อพันตรีวังหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าผม ผมขมวดคิ้วเพราะถูกแสงสาดเข้ามาตรงๆ พันตรีวังเดาะลิ้นเสียงดังอย่างไม่สบอารมณ์

“ทำให้มันสลบซะ”

ทหารที่อยู่ข้างผมเมื่อครู่ได้ยินพันตรีวังสั่งก็เดินเข้ามาหาพร้อมปืนไรเฟิล K2 ในมือ ส่วนทหารที่แบกผมไว้บนบ่าก็ขยับตัวปรับท่าทางให้อีกฝ่ายประทุษร้ายผมได้สะดวกขึ้น ดูท่าเขาคงคิดจะใช้ด้ามปืนฟาดหลังคอผมแน่ๆ

“…ง่วงจัง…”

ก่อนพวกเขาจะทันได้ลงมือ ผมก็แสร้งทำเป็นหมดสติด้วยการผ่อนคลายแรงทั่วร่างกาย เมื่อร่างกายผมกลับมาอ่อนปวกเปียก ทหารที่เล็งหลังคอผมอยู่ก็เอาด้ามปืนเคาะศีรษะผม

ปั้กๆ

“สลบไปอีกแล้วครับ”

“ไปกันต่อ คอยจับตาดูไว้ให้ดีๆ อย่าให้มันตื่นล่ะ”

“รับทราบครับ”

เคราะห์ดีที่โดนต้มจนเชื่อสนิท พวกทหารจึงออกเดินไปอย่างเงียบๆ ผมยังคงอยู่ในท่าที่ถูกแบกห้อยต่องแต่ง แค่จะคุมไม่ให้ท้องไส้ปั่นป่วนก็รู้สึกเหมือนสติกระเจิงไปหมดแล้ว

ตอนนั้นเองเสียงของอะไรบางอย่างที่มีล้อก็ดังขึ้น เสียงล้อที่หมุนอยู่บนพื้นขรุขระดังมาจากทิศที่เราเพิ่งเดินผ่านมา ผมรู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนั้นอย่างน่าประหลาด ทหารทั้งหมดพลันหยุดอยู่กับที่และเล็งปืนไปยังความมืดตามทิศทางที่ได้ยินเสียงนั้นลอยมา

“ยะ…หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะครับ!”

ว่าแล้วทำไมถึงได้คุ้นนัก เสียงของพี่โอตาคุบนรถเข็นคู่ใจนั่นเอง การปรากฏตัวของเขาช่วยให้ผมรู้ว่าเรายังอยู่ไม่ไกลจาก X มาร์ต แต่ดูเหมือนจะผิดคิวไปหน่อย พวกทหารพากันกระหน่ำยิงไปทางพี่โอตาคุทันทีอย่างไม่ลังเล ทว่าในเสียงปืนหลายสิบนัดนั้นกลับไม่ได้ยินสักนิดว่ากระสุนเจาะโดนใครที่ไหนเข้า

“เฮอะ คิดว่าของพรรค์นั้นจะฆ่าผมได้งั้นเหรอครับ!”

พี่โอตาคุใจกล้าตะโกนเสียงดังลั่นยิ่งกว่าเดิม เสียงล้อยังคงดังอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พี่โอตาคุคงมีแผนรับมืออยู่สินะ ทหารทุกนายตรงนี้ดูเหมือนจะเป็นผู้ตื่นรู้กันหมด คงไม่ใช่ว่าหมอนั่นบุกมาคนเดียวหรอกนะ น่าเสียดายที่ต่อให้พวกทหารจะส่องไฟฉายเข้าไปในความมืด ผมก็ยังมองข้างหน้าเต็มตาไม่ได้เพราะกำลังแกล้งหมดสติอยู่

“ปืนยิงไม่เข้าครับ มันน่าจะเป็นผู้ตื่นรู้”

“เสียงเหมือนรถเข็นเลยครับ”

“น่าจะมีจำนวนไม่มากครับ”

พวกทหารต่างรายงานขึ้นมาพร้อมกัน น่าแปลกแฮะ สกิลของพี่โอตาคุคือการแยกร่าง ดังนั้นการที่ได้ยินเสียงรถเข็นแค่หนึ่งคันจึงหมายความว่าเขาไม่ได้ใช้สกิล แล้วแบบนี้มันเป็นไปได้เหรอที่จะไม่โดนยิง

ไม่นานนักปริศนาก็ได้รับการไขกระจ่าง เสียงรถเข็นดังเพิ่มขึ้นเป็นสองคันและยังไม่ได้มาจากทิศทางเดียวกัน คราวนี้มันดังมาจากทางด้านหน้า ทหารสองสามนายหันปากกระบอกปืนไปยังทิศตรงข้ามก่อนรัวกระสุนออกไปแบบเมื่อครู่ และหมอนั่นก็ยังไม่โดนยิงอยู่เหมือนเดิม

ตัวด้านหลังนั่นร่างแยก ตัวด้านหน้าก็ร่างแยก แล้วร่างจริงอยู่ไหนกันล่ะ

ถ้าตั้งสมมติฐานว่าใช้ปืนกับร่างแยกไม่ได้ผล งั้นสถานการณ์ตรงนี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผล ร่างจริงของเขาต้องซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่นอน

“พะ…พวกเราโดนล้อมไว้หมดแล้วครับ”

“ตั้งสติสิวะ ไอ้พวกสมองทึบ!”

พันตรีวังตะคอกใส่พวกทหารที่กำลังหวั่นวิตก จากนั้นก็ดึงแส้ที่พันรอบเอวตนออกมา เมื่อเสียงรถเข็นดังใกล้เข้ามาทุกที ร่างกายของพวกทหารก็เริ่มเกร็งเครียด

พี่โอตาคุจะมีแผนอะไรต่อจากนี้หรือเปล่านะ

ผมเหลือบมองมีดสั้นตรงเข็มขัดของทหารที่แบกผมไว้บนบ่า ขอแค่ผมแย่งมีดนั่นมาได้…

“ผมมีดินปืนมากพอที่จะถล่มที่นี่จนราบเลยล่ะครับ! ถ้าไม่ส่งอึนโฮคุงมาให้ผม ผมจุดระเบิดแน่ เอาให้ตายกันหมดทุกคนเลย!”

หมอนี่ข่มขู่ได้โง่เง่าชะมัด ถ้าส่งมอบตัวประกันไปให้แล้วไหนล่ะหลักประกันว่าจะไว้ชีวิต อีกอย่างถ้าไม่ส่งมอบตัวประกันให้ก็คิดจะระเบิดให้ตายเรียบรวมไปถึงตัวประกันด้วยเลยหรือไง เหล่าทหารที่ดูเหมือนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากไม่มีทางหลงกลคำขู่นั่นหรอก แม้จะกระวนกระวายกับการถูกล้อมหน้าล้อมหลัง แต่ก็คงเดาได้แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ชำนาญเรื่องการข่มขู่ จึงพากันแลกเปลี่ยนสัญญาณมือกับผู้ที่อยู่ใกล้เคียง

“เราจะส่งให้!” พันตรีวังตะโกนลั่น

จะส่งตัวผมให้? ใครหน้าไหนมาเห็นก็ต้องรู้ว่ามันคือหลุมพรางแน่ๆ ถ้าไม่โง่จริงไม่มีทางติดกับหรอก

“ขอบใจ!”

หา?!

ผมเกือบหลุดปากอุทานออกเสียง ลืมไปซะสนิทเลยว่าพี่โอตาคุคือคนโง่ระดับเทพในหมู่คนโง่…เสียงรถเข็นเคลื่อนใกล้เข้ามา ภาพการปรากฏตัวของพี่โอตาคุบนรถเข็นเรียกรอยยิ้มเย้ยหยันจากใบหน้าของทุกคน

“เอาล่ะ ทีนี้ส่งตัวอึนโฮคุงมาได้แล้ว!” พี่โอตาคุยื่นแขนสองข้างออกมา

นั่นร่างแยกสินะ? อย่าบอกนะ…หมอนี่คงไม่โง่ขนาดพาร่างจริงมาตรงนี้หรอกใช่ไหม

ปัง!

ทหารนายหนึ่งยิงพี่โอตาคุ กระสุนเจาะทะลุหน้าผากเขาก่อนหายลับไปในความมืด ร่างแยกนี่เอง ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พี่โอตาคุยกนิ้วกลางดันแว่นขึ้นคล้ายคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ จากนั้นก็หมุนล้อรถเข็นอย่างแรงและพุ่งตรงมาด้วยความเร็วสูง

“ศัตรูบุกเข้ามาแล้ว!”

ในจังหวะนั้นเองร่างแยกของพี่โอตาคุฝั่งตรงข้ามเองก็พุ่งตรงเข้ามา เขาหมุนล้อรถเข็นอย่างบ้าคลั่ง พอเห็นหมอนั่นแล่นฉิวเข้ามาเหมือนไม่รู้จักวิธีหยุด พวกทหารก็พากันแตกตื่นและรุมกระหน่ำยิงซ้ำ แต่กระสุนก็ยังคงไม่ได้ผล

“ปืนไม่ได้ผล! ประหยัดลูกกระสุนไว้! อั้ก!”

ร่างแยกของพี่โอตาคุทั้งสองร่างใช้ลำตัวพุ่งเข้าชนจากสองทิศทาง ทหารหลายนายต้านแรงพี่โอตาคุที่พุ่งมาเต็มกำลังไม่ไหวจึงพากันล้มระเนระนาด ร่างแยกของพี่โอตาคุหลุดออกมาจากรถเข็นแล้วกลิ้งไปบนพื้น เขาคว้าข้อเท้าของทหารที่ยังยืนทรงตัวได้ก่อนจะดึงให้ล้ม ผมเองก็โดนหางเลขไปด้วยและร่วงลงมาพร้อมกัน แต่เพราะทั่วร่างถูกห่อไว้หลายชั้นด้วยผ้าห่มหนาเลยไม่ได้รับแรงกระแทกมากนัก

จังหวะนี้แหละ!

ผมอาศัยจังหวะชุลมุนดีดดิ้นเพื่อเอาผ้าห่มออก แม้จะรู้สึกแปลกที่ร่างกายไร้เรี่ยวแรง แต่ในที่สุดก็เอา ผ้าห่มออกจนได้ ผมแอบดึงมีดสั้นออกจากเข็มขัดของทหารข้างๆ โดยไม่ให้เจ้าตัวรู้

“การโจมตีทางกายภาพโดยตรงได้ผลครับ!”

“ชกด้วยหมัดเลย!”

พวกทหารพากันเหวี่ยงหมัด ร่างแยกของพี่โอตาคุที่ลูกกระสุนทำอะไรไม่ได้ต่างคู้ตัวและส่งเสียงโอดโอย สถานการณ์เริ่มเข้าที่เข้าทางทีละนิด ผมแอบถือมีดสั้นไว้ในมือข้างหนึ่งก่อนจ้วงใส่ทหารที่กำลังจะเข้ามาจับผมแบกขึ้นบ่า

“อ๊าก!”

ทหารนายนั้นล้มคว่ำลงไปกับพื้นพลางใช้มือกุมแผล ผมจึงใช้มีดสั้นปาดที่ข้อเท้าเขาอีกครั้งเพื่อตัดเอ็นร้อยหวาย

“อ๊ากกก!”

“เป้าหมายได้สติแล้ว!”

“จับมันไว้! ใช้วิธีไหนก็ได้ ขอแค่มันยังมีลมหายใจก็พอ!”

การที่บอกว่า ‘ขอแค่มันยังมีลมหายใจ’ ย่อมหมายความว่าจะทำให้ผมบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิตไม่ได้ ดังนั้นต่อให้ทหารจะยิงผมก็คงต้องเลี่ยงศีรษะและหัวใจอย่างแน่นอน ผมพยายามหยัดกายลุกขึ้นให้ได้ก่อนที่ทหารจะเล็งปืนมาทางผมและเข้าใกล้มากกว่านี้ แต่ว่า…

อ้าวเฮ้ย ขาผมไม่มีแรงเลยสักนิด ขาข้างที่เหยียบลงบนพื้นอ่อนปวกเปียก ผมรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อลีบฝ่อไปหมดแล้วเนื่องจากไม่ได้ใช้งานมานาน นี่ผมหมดสติไปนานแค่ไหนกันเนี่ย คิดอยู่แล้วเชียวว่าทำไมถึงรวบรวมเรี่ยวแรงไม่ได้สักที…ดูท่าคงจบเห่แล้วล่ะ

“เฮอะ กลัวคนไม่รู้หรือไงว่าเป็นน้องชายของไอ้จิ้งจอกนั่น! กล้านักนะ แกล้งทำเป็นสลบ ไอ้เด็กอวดดี!”

“อึก…อ๊ากกก!”

พันตรีวังกัดฟันกรอดพร้อมเหยียบเท้าลงมาบนมือผมที่กำลังกำมีดสั้นอยู่ กระดูกแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทันที พันตรีวังกระทืบผมอย่างแรง ทั้งที่กระดูกแหลกแล้ว แต่เหมือนเขาจะยังไม่สาแก่ใจพอ

“อึก! แค่ก…แค่ก!”

คำว่า ‘น้องชายของไอ้จิ้งจอก’ เมื่อครู่คงหมายถึงพี่ใหญ่หรือพี่รอง ถ้าหมายถึงคนที่อาศัยแค่ฝีปากอย่างเดียวก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าคือพี่รอง ถ้างั้นขอเทน้ำหนักให้สมมติฐานที่ว่าทหารลักพาตัวผมมาเพราะแค้นพี่ชายคนกลางก็แล้วกัน ในฝันพยากรณ์ครั้งแรกซอนจงกรุ๊ปเคยร่วมมือกับกองทัพ นี่พวกเขาโจมตี X มาร์ตหรือจับมือกับ X มาร์ตกันแน่ ถ้างั้นคิมแจยองและชายูฮยอกล่ะ แม่งเอ๊ย เวลาผ่านมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย ก่อนหน้านี้ดูเหมือนผมจะฝันถึงเรื่องที่สำคัญมากๆ ซะด้วย…แต่ดันจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ศีรษะปวดตื้อไปหมดจนเหมือนจะระเบิด

“ทะ…ท่านพันตรี! หมอนี่คือคนที่เราต้องใช้เพื่อการเจรจานะครับ ขืนทำแบบนี้เดี๋ยวก็ตายกันพอดี”

“หุบปาก!”

“ท่านพันตรีวัง!”

เพลิงโทสะของพันตรีวังนั้นยากจะระงับ พันตรีวังสลัดทหารที่พยายามเข้ามาห้ามออก ก่อนจะกระชากคอเสื้อผมที่นอนขดอยู่บนพื้นแล้วยกขึ้นมา ดวงตาเขาฉายแววแค้นที่มีต่อใครบางคน

ซอนอึนโฮ ไอ้พี่ชาติหมา หัดใช้ชีวิตอย่างคนดีหน่อยไม่ได้หรือไง คอยขวางอนาคตอันสดใสของน้องชายคนนี้อยู่ได้

พันตรีวังชูหมัดขึ้น ผมหลับตาแน่นตั้งท่าเตรียมรับความเจ็บปวด ทว่าตอนนั้นเอง…

“ท่าไม้ตาย! บอดี้สแลม!”

พลั่ก!

“อั้ก!”

ก่อนที่กำปั้นของพันตรีวังจะอัดเข้ามาที่ใบหน้าของผม พี่โอตาคุร่างจริงที่เคลื่อนรถเข็นเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบก็ปรากฏตัวขึ้น พี่โอตาคุตะโกนชื่อกระบวนท่าแปลกๆ แล้วพุ่งเข้าชนพันตรีวัง ขาของพันตรีวังหักพับก่อนล้มลงกับพื้น ส่วนผมที่อยู่ในสภาพถูกคว้าคอเสื้อก็ลอยตกลงมานั่งอยู่บนรถเข็นพอดี พี่โอตาคุถอยหลังโดยที่ยังมีผมนั่งทับอยู่บนตัว ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางและเริ่มหมุนล้อรถเข็นอย่างบ้าคลั่ง ปรมาจารย์แห่งการขับเคลื่อนรถเข็นผู้ป่วยอย่างเขา พื้นขรุขระแบบนี้ย่อมไม่ใช่อุปสรรคเลยแม้แต่น้อย

“จับพวกมันไว้!”

ปัง! ปัง!

เสียงปืนดังมาจากด้านหลัง ร่างของพี่โอตาคุกระตุกเกร็ง ผมสงสัยว่าเขาอาจถูกยิง แต่ให้ตายเถอะ เขากลับยิ่งเร่งความเร็วมากขึ้นไปอีกและเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการผ่อนแรงแม้แต่น้อย พอยิ่งห่างจากพวกทหารมากเท่าไหร่ แสงไฟก็ยิ่งส่องมาไม่ถึง ไม่นานนักรอบข้างก็มืดสนิทจนมองข้างหน้าไม่เห็นแม้แต่คืบเดียว พี่โอตาคุเคลื่อนรถเข็นแล่นฉิวฝ่าความมืดพลางหอบหายใจ

“นี่ๆ พี่โอตาคุ พวกนั้นเป็นใครอะ”

“มะ…ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว ตรงนั้นมีบันไดเชื่อมไปถึงพื้นข้างบนครับ อึนโฮคุงขึ้นไปทางนั้นได้เลย”

“ให้ผมไปคนเดียวเหรอ แล้วพี่ล่ะ”

“…แต่…ถ้าผมขึ้นบันได…มันอาจใช้เวลานาน ผมขอล่อพวกมันอีกหน่อยดีกว่า”

เมื่อเห็นผมไม่ตอบรับ พี่โอตาคุก็เอ่ยต่อ

“โอ๊ย ไม่ต้องห่วงน่า ผมมีกลยุทธ์ลับของตัวเองอยู่เหมือน…อ่อก!”

บางอย่างพันลำคอของพี่โอตาคุที่ยังพูดไม่ทันจบ

แส้!

มันคืออาวุธที่พันตรีวังใช้แทนปืน รถเข็นเสียหลักหงายหลังดังโครม ผมกลิ้งไปบนพื้นพร้อมกับรถเข็น ส่วนพี่โอตาคุถูกลากตัวไปโดยยังมีแส้พันอยู่รอบคอ

“ค่อก…ค่อก!”

“แม่งเอ๊ย…!”

ผมครวญครางพลางพยายามลุกขึ้น แต่แข้งขาดันไร้เรี่ยวแรงราวกับลูกยีราฟแรกเกิด แสงไฟฉายค่อยๆ สว่างขึ้นจนส่องมาถึงพี่โอตาคุที่โดนลากและผมที่ยังไร้หนทางจะลุกขึ้นยืน บนทางเดินที่ร่างของพี่โอตาคุถูกลากไปเปรอะเปื้อนรอยเลือดเป็นทาง

ไอ้หมอนี่ เมื่อกี้ถูกยิงจริงๆ ด้วย…

แม้ผมจะเค้นสมองอย่างหนักแค่ไหนก็ยังหาทางคลี่คลายสถานการณ์ตรงหน้านี้ไม่ได้ ในเมื่อทางนั้นต้องการตัวผมเพื่อใช้ในการเจรจา ถ้าอย่างนั้นพวกมันก็คงไม่ถึงกับฆ่าผมหรอกมั้ง แต่เห็นได้ชัดทีเดียวว่าพันตรีวังจงเกลียดจงชังซอนอึนโฮมากขนาดไหน ดังนั้นจึงยังมีความเป็นไปได้ที่เขาจะพลั้งมือเพราะแรงอารมณ์

“ไอ้มดปลวก ตาย! ตายซะ!”

“ค่อก! ค่อก! แค่ก…!”

เสียงโกรธแค้นของพันตรีวังสะท้อนก้องทั่วชั้นใต้ดิน ทุกครั้งที่เพิ่มแรง แส้จะยิ่งรัดรอบคอของพี่โอตาคุแน่นขึ้น ผมสบตากับพี่โอตาคุ เขาใช้มือกำแส้รอบคอพลางส่งเสียงอย่างทรมาน รอบข้างมืดมากจนผมชักไม่แน่ใจว่าเรามองหน้ากันอยู่จริงไหม…เอาเป็นว่าความรู้สึกมันเป็นประมาณนั้นแล้วกัน ไม่รู้ว่าพี่โอตาคุหมดแรงหรือยังไง มือของเขาเลื่อนตกลงมา…แล้วยกนิ้วหัวแม่มือให้ผม หา? กดไลค์? สถานการณ์นี้ยังจะมายกนิ้วให้ผมเนี่ยนะ

พอส่งสัญญาณแปลกๆ เสร็จแล้ว พี่โอตาคุก็เริ่มคลำหาอะไรบางอย่างแถวหน้าอก มันคือวัตถุทรงกลมขนาดเล็กกว่ากำปั้นอยู่นิดหน่อย ผมหรี่ตาเพราะมองเห็นไม่ค่อยชัด แต่ถึงยังงั้นก็ยังดูไม่ออกอยู่ดี จากนั้นเขาก็ใช้มือที่สั่นเทาล้วงวัตถุทรงยาวออกมาดึงหมุดของวัตถุทรงกลมทิ้ง…แล้วโยนขึ้นเหนือศีรษะสุดแรงพร้อมกัน

“ระ…ระเบิดมือ!”

“มันคือไดนาไมต์ครับ!”

“หลบเร็ว!”

บึ้มมม!

เขามีทั้งระเบิดมือและไดนาไมต์ คำพูดที่เขาอ้างว่าตนมีดินปืนนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก เสียงวิ้งดังอึงอลอยู่ในหู แรงระเบิดส่งผลให้ผมกลิ้งหลุนๆ มาตามพื้น แต่เมื่อเห็นเพดานกำลังถล่ม ผมก็เค้นแรงเฮือกสุดท้ายที่มีคลานไปบนพื้นเพื่อพาตัวเองออกมาให้พ้นศูนย์กลางจุดระเบิด

ตึง…ตึง…ตึง…

เสียงเพดานถล่มดังต่อๆ กันมาเป็นลูกโซ่

ตู้ม!

“อ๊ากกก!”

เพดานด้านบนร่วงลงมาพอดี ก้อนปูนตกทับลงมาบนศีรษะผม แรงกระแทกอันหนักหน่วงส่งผลให้ทัศนวิสัยพร่ามัวลงเรื่อยๆ…

“เพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไป เจ้าต้องสังหารคิมแจยองปีศาจนั่นให้ได้”

ผ่านมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย ภาพในความฝันที่ผมจำไม่ได้ผุดแวบผ่านเข้ามาในสมอง ผมร้องเฮือกพร้อมลืมตาตื่น

“หนาวจัง…”

มีเพียงความเงียบเข้าปกคลุม ผมคลานตรงไปยังไฟฉายที่สว่างอย่างเดียวดายอยู่ในความมืด ร่างกายปวดร้าวจนแค่ขยับนิ้วก็ทรมาน แต่ผมต้องวิเคราะห์และทำความเข้าใจสถานการณ์ก่อน ผมยกไฟฉายขึ้นมาส่องสำรวจโดยรอบจึงได้เห็นว่ารางรถไฟใต้ดินถูกถมเต็มไปด้วยกองดินและปูน โชคดีที่อีกฝั่ง…ยังคงโล่งอยู่เลยไม่ถึงกับโดนขังเดี่ยว ความดีใจที่ยังมีชีวิตอยู่ทำเอาเรี่ยวแรงในร่างกายพลันหดหายไปทันที

“…ไอ้โอตาคุเอ๊ย ไม่นึกเลยว่าจะมาตายเอาแบบนี้”

ทำไมข้างตัวผมถึงชอบมีแต่พวกเสียสละตัวเองเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นอยู่เรื่อย เจ้าหมีสีน้ำตาลก็ทีหนึ่งแล้ว นี่ยังจะมีพี่โอตาคุอีก ผมไม่ใช่คนประเภทที่จะรู้สึกซาบซึ้งหรือเสียใจอะไรขนาดนั้นซะด้วยสิ

ไอ้พวกทึ่ม เอะอะก็ทำตัวใจดีไม่เข้าเรื่อง…

ผมถอนหายใจพลางตั้งมั่น อย่างน้อยในช่วงเวลานี้ผมก็ยังอยากจะอธิษฐานขอพรให้ดวงวิญญาณของพี่โอตาคุไปสู่สุคติสักหน่อย

“ไปดีนะ พี่โอตาคุ ขอให้วิญญาณผู้ตายเดินทางสู่…”

“ผมยังไม่ตายครับ”

“ว้ากกก! บ้าไปแล้ว! อะไรวะเนี่ย!”

เสียงแผ่วเบาของพี่โอตาคุดังมาจากทางสะพาน ผมรีบส่องไฟฉายดูข้างใต้…จึงได้เห็นศีรษะเขาโผล่อยู่บนกองดิน บนใบหน้าเละเทะดูไม่ได้นั้นมีแว่นตาแตกๆ พาดวางอยู่ ผมหันไปทางเขา

“นี่ อะ…โอเคหรือเปล่า”

“อะ…อืม…คิดว่าโอเคครับ…ช่วยดึงผมขึ้นไปหน่อยสิ”

สีหน้าเขาดูสงบนิ่งกว่าที่คิด ผมจับศีรษะพี่โอตาคุและออกแรงดึงตามคำขอ แต่ไม่ว่าจะใช้แรงแค่ไหนก็ไม่ขยับเขยื้อน ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้มือเปล่าขุดดินที่ถมอยู่รอบตัวเขาออก ผมใช้ปากคาบไฟฉายและขุดดินอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้มันทรุดซ้ำสอง…แต่แล้วอะไรบางอย่างก็กระทบโดนมือผม

“…”

มันคือเหล็กเส้น เหล็กเส้นหนาแทงทะลุคาไหปลาร้าของพี่โอตาคุอยู่

“อึนโฮคุง…ร่างกายผม…ไม่มีความรู้สึกเลยครับ ผมรู้สึกเหมือนตอนที่ท่อนล่างเป็นอัมพาตเลย…”

“หือ? เอ่อ…คือ…”

ขณะที่ผมกำลังลังเลว่าควรตอบไปว่ายังไงดี ริมฝีปากซีดขาวของพี่โอตาคุก็สั่นระริกก่อนจะปิดสนิท น้ำตาที่เอ่อคลออยู่เต็มดวงตาไหลรินลงมาตามแก้ม ผมใช้หลังมือปาดน้ำตาให้เขาก่อนที่เสียงสะอื้นของพี่โอตาคุจะเริ่มดังขึ้น

“อึนโฮคุง…มะ…มืดมากเลย…ไม่มีไฟฉายเหรอ…”

“…ไม่มี”

แม้ไฟฉายจะเปิดอยู่ แต่ดวงตาเขาคงมองไม่เห็นอะไรแล้ว ผมวางมือลงบนศีรษะพี่โอตาคุอีกครั้ง เสียงสะอื้นของเขาแผ่วเบาลงทันทีคล้ายกับโล่งใจ

“ผมคงต้องตายไปแบบนี้ใช่ไหม…”

“…ผมจะคอยอยู่ข้างๆ เอง”

“ขะ…ขอบคุณนะ…ไม่เจ็บเลย โชคดีจัง…ที่มีอึนโฮคุงอยู่ข้างๆ…”

เสียงของพี่โอตาคุเริ่มแผ่วเบา ลมหายใจก็เช่นกัน กระดูกสันหลังของเขาได้รับบาดเจ็บจึงไม่อาจรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดใดๆ บริเวณตั้งแต่คอลงไป หรือหากพูดสั้นๆ ก็คือเขากำลังลิ้มรสความหวาดกลัวของการเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้าหาทุกวินาที ถ้าต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้สู้ตายทันทีที่ถูกเหล็กเส้นเสียบยังจะดีซะกว่า

“อึนโฮคุง…จำคำพูดที่เคยพูดกับผมครั้งแรกได้ไหม…”

พี่โอตาคุยังคงเปิดปากพูดเรื่อยๆ เพราะคงรู้สึกว่าทันทีที่หยุดพูด ความตายคงจะย่างกรายเข้าถึงตัว

“จำไม่ได้ ผมพูดอะไรเหรอ”

“ก็ตอนที่ซ่อมรถเข็นให้ผมไง…อึนโฮคุงพูดว่า…มีแค่เรื่องเดินเท่านั้นแหละที่ผมทำไม่ได้ จากนี้ไปผมจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น…”

ปะ…เป็นไปได้เหรอนั่น คนอย่างผมเนี่ยนะจะพูดอะไรแบบนั้นออกมา แม้จะรู้สึกอึ้ง แต่ผมก็เอ่ยตอบพลางลูบหัวเขาเบาๆ

“อื้อ จริงด้วยแฮะ”

“ผม…ทำทุกอย่าง…ได้จริงๆ…ฮึก…ทำทุกอย่างแล้ว…ขะ…ขอบคุณนะ…”

“…”

“อึนโฮคุง…รู้ไหม…ผมชื่ออะไร…”

“มะ…ไม่รู้”

“ผมชื่อ…”

ริมฝีปากพี่โอตาคุสั่นระริกและกล่าวต่ออย่างยากลำบาก ดวงตาเขาเริ่มหม่นแสงลงทุกที ผมกำลังเงี่ยหูฟังเสียงแผ่วเบาที่พร้อมจะเงียบหายไปได้ทุกที

ตึง!

“…ครับ…”

ลมหายใจของพี่โอตาคุดับสิ้น

 

เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเหตุให้ผมไม่ได้ยินคำพูดสุดท้ายของพี่โอตาคุ เพดานลั่นดังกึกก้อง ผมคิดว่ามันจะถล่มซ้ำอีกหนจึงสาดไฟฉายขึ้นไปดู ฝุ่นปูนลอยคลุ้ง ผมเอื้อมมือไปปิดตาให้พี่โอตาคุแล้วรีบลุกขึ้นยืน ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสราวถูกใครเอาค้อนมาทุบทั่วร่าง แต่ผมก็กัดฟันแน่นเพราะยังไม่อยากถูกฝังทั้งเป็น

“พักเถอะ ลำบากมามากแล้วล่ะ”

ผมกล่าวอำลาพี่โอตาคุเป็นครั้งสุดท้ายก่อนใช้มือค้ำยันผนังเดินต่อมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าผมหมดสตินานเกินไปหรือยังไง เนื้อหนังถึงได้แห้งหายไปจนหมดเกลี้ยงและผอมโกรกขนาดนี้ ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่รู้สึกเลยว่านี่คือร่างกายของตัวเอง

“แม่งเอ๊ย…”

ฝ่าเท้าผมเป็นแผลเพราะดันไปเหยียบหินเข้า หัวเข่าเองก็แตกเพราะหกล้มไปอีกหลายครั้ง แต่วิกฤตที่หนักหนากว่านั้นเพิ่งจะโผล่มาตอนที่ผมมาถึงชานชาลารถไฟใต้ดิน ถ้าดูจากอาศัยสภาพร่างกายตอนนี้ ผมคงกระโดดจากรางขึ้นไปบนชานชาลาไม่ได้อยู่แล้ว ผมเลยส่องไฟไปรอบๆ เพื่อหาอะไรบางอย่างมาช่วยพยุง

“เฮงซวยชะมัด ไม่มีอะไรเข้าท่าเลยหรือไงวะ”

ผมจับขอบประตูกั้นชานชาลาที่แตกชำรุดพร้อมเกร็งแขน ทว่าแขนกลับไม่มีแม้แต่แรงที่จะใช้พยุงตัว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะแขนข้างหนึ่งบาดเจ็บหนักด้วยแหละ ขนาดเป็นผู้ตื่นรู้ยังตกอยู่ในสภาพนี้ ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงได้อำลาโลกไปนานแล้ว

“…ลองไปต่ออีกหน่อยดีไหมนะ”

ผมจ้องเส้นทางที่ทอดนำไปสู่สถานีถัดไปนิ่งๆ แต่แล้วก็ต้องส่ายหน้า ไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่กว่าจะไปถึง ผมไม่ควรเสี่ยงโดยใช่เหตุ เพราะถ้าสัตว์ประหลาดโผล่มากลางทางมีหวังคงได้ตายคาที่แน่ ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องปีนขึ้นไปจากตรงนี้ให้ได้

“แม่ง”

ก่อนอื่นผมทิ้งตัวลงนั่งตรงรางรถไฟเพื่อประหยัดพลังงานเอาไว้ พอเหงื่อเริ่มแห้ง ความหนาวก็แทรกซึมเข้ามาผ่านเนื้อผ้า แม้ชุดที่สวมอยู่จะหนา แต่อุณหภูมิชั้นใต้ดินนั้นก็ต่ำกว่าบนดิน ผมเลยได้แต่ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำมูกที่ไหลยืดพลางใช้เวลาชั่วครู่ครุ่นคิดไปด้วยว่าผมจะหนาวตายหรือเปล่า

“ตายแบบนี้ยิ่งทุเรศกว่าเดิมอีก…”

ร่างกายที่ตอนนี้เหมือนหนักเป็นตันๆ ไม่ยอมขยับเขยื้อนแต่อย่างใด เปลือกตาเอาแต่จะปิดอยู่ตลอดเวลา

หลับเมื่อไหร่ ตายเมื่อนั้น หลับเมื่อไหร่…ตายเมื่อนั้น…

ผมพยายามถ่างตากว้างและพูดย้ำกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมา ทว่าเซลล์ทุกอณูในร่างกายกลับโหยหาการพักผ่อนอย่างรุนแรง และเพียงไม่นานภาพเบื้องหน้าก็เริ่มดับวูบลง

“เจ้ากล้าดีอย่างไร ทั้งที่กำลังยืดอายุขัยตัวเองด้วยพลังของท่านผู้นั้น…”

โอ๊ย เสียงนี้อีกแล้ว…เสียงใครกัน

เนื่องจากกำลังอยู่ในสภาพที่งัวเงียเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น ผมจึงแยกไม่ออกว่านี่คือความฝันหรือความจริง

“เฮอะ แน่นอนว่าต้องใช้เวลานานอยู่แล้ว เพราะมันคือการจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนร่างของมนุษย์ผู้ต่ำต้อย”

เฮงซวยชะมัดเลย…

“จงรักษาสัญญา”

…สัญญาอะไรกัน ความฝันเดี๋ยวแจ่มชัดเดี๋ยวเลือนราง

“เพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไป เจ้าต้องสังหารปีศาจอย่างคิมแจยองให้ได้”

“…เฮือก!”

ผมลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมหอบหายใจ แม้ร่างกายจะหนาวจนแข็งทื่อ แต่ก็ยังฝืนออกแรงขยับมือเท้า ผมเป่าลมหายใจอุ่นใส่ฝ่ามือแล้วยกขึ้นแนบใบหูที่ชาจนไร้ความรู้สึก โชคดีที่ความรู้สึกกลับมาหลังจากทำซ้ำสองสามหน เมื่อคิดว่าเกือบได้แข็งตายไปแล้วจริงๆ หัวใจผมก็พลอยเต้นรัวแรง

ในความฝันผมได้พบกับตัวตนที่คล้ายพระเจ้า เขาบอกว่าหากผมต้องการมีชีวิตต่อไป ผมต้องฆ่าคิมแจยอง ซึ่งผมได้ตกลงสัญญาไปว่าจะทำและจารึกสิ่งที่เรียกว่ารอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนร่างกาย…เรื่องราวจนถึงตรงนี้คือสิ่งที่ผมปะติดปะต่อได้จากเศษเสี้ยวความฝันอันพร่าเลือน ว่าแต่รอยแผลศักดิ์สิทธิ์คืออะไรกันแน่ จารึกแล้วมันจะมีอะไรต่างไปหรือไง ไม่สิ…จะรอยแผลหรือรอยอะไรก็ช่างเหอะ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญในตอนนี้สักหน่อย

“ชะ…ช่วย…”

ผมฝืนบังคับริมฝีปากที่ปิดสนิทให้ขยับอ้า แต่ลิ้นดันแข็งทื่อจนออกเสียงเป็นคำตามปกติไม่ได้ แม้จะพยายามหยัดกายลุกขึ้นแล้ว แต่เท้าดันไร้ความรู้สึก ผมจึงย่อตัวคุกเข่าแล้วตะโกนเอาแทน

“ช่วยด้วยครับ! ช่วยด้วย! อ๊า!”

ผมหลับตาแน่นชูมือกลางอากาศแล้วโบกไปมาเหนือราวกันตก ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย ผมพยายามตั้งเท่าไหร่เพื่อจะเอาชีวิตให้รอด!

หมับ…

ผมไม่ได้หวังด้วยซ้ำว่าจะมีใครมาช่วย ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็แค่พยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเพราะยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเท่านั้นเอง แต่แล้วก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น ใครบางคนจับมือผมที่กำลังโบกไปมาเอาไว้

“…รุ่นพี่ซอนอึนซู”

รู้จักผม…ด้วยเหรอ ไฟฉายแอลอีดีส่องแสงสว่างจ้าเข้าหน้าผมตรงๆ จนมองหน้าอีกฝ่ายไม่เห็น ผมยึดมือนั้นไว้แน่นประหนึ่งได้พบพานกับพระผู้ช่วย ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็รีบวางไฟฉายลงแล้วใช้สองมือดึงตัวผมขึ้นเหมือนถอนหัวไช้เท้าขึ้นจากแปลง

“แฮ่ก…แฮ่ก…เกือบ…ตายห่าซะแล้ว…”

“…โอเคไหมครับ”

“ถะ…ถอดเสื้อออกหน่อย”

พอผมกระตุกแจ็กเก็ตบอมเบอร์ขนแกะ เขาก็ถอดมันออกทันทีด้วยสีหน้างุนงงก่อนรีบเอามาคลุมไหล่ให้ผม ด้านในแจ็กเก็ตอวลไปด้วยไอของอุณหภูมิจากร่างกายจนผมรู้สึกอบอุ่นไปทั้งกายและใจ เขาจ้องมองสภาพของผมที่ทั่วร่างเหวอะหวะยับเยิน จากนั้นก็ถอดรองเท้าผ้าใบออกแล้วสวมที่เท้าให้ผมแทน

“ขี่หลังผมไปนะครับ เราต้องออกไปข้างนอกกันแล้ว ที่นี่ชั้นใต้ดิน มันหนาวเกินไปครับ”

อีฮยอนอูสละเสื้อผ้า รองเท้า และแผ่นหลังให้ผม เจ้าของชะตาชีวิตคนแรกที่ผมลงมือเปลี่ยนได้กลายเป็นฝ่ายช่วยชีวิตผมไปซะแล้ว ผมซวนเซปีนขึ้นหลังอีฮยอนอู

“ฉะ…ฉันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ด้วยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว…”

พอร่างกายอุ่นและคลายอาการเกร็ง ปากก็เริ่มออกเสียงได้ตามปกติ ระหว่างที่อีฮยอนอูแบกผมขึ้นมาจากใต้ดิน ผมพูดไม่หยุดเพราะทนเก็บความสับสนไว้ไม่ไหว

“เมื่อกี้…ฉันถูกพวกทหารลักพาตัวมา…พวกมันเป็นใครมาจากไหน นายรู้ไหม”

ผมพยายามถามเพื่อจะเก็บข้อมูลให้ได้สักนิดก็ยังดี เช่น อีฮยอนอูมาที่นี่ทำไม ซอนอึนโฮกำลังเที่ยวทำเรื่องอะไรอยู่ ชายูฮยอกเป็นยังไงบ้าง และคิมแจยองทำอะไรอยู่ที่ไหน ทำไมพระเจ้าถึงต้องการให้เขาตาย ผมเล่าความทรงจำชวนสับสนที่ขาดๆ หายๆ จากในความฝันให้เขาฟัง

“…ตามที่ผมเข้าใจ รุ่นพี่น่าจะหมดสติไปประมาณเดือนครึ่งครับ”

“เดือนครึ่ง? ถ้างั้นคิมแจยองล่ะ คิมแจยองอยู่ไหน”

เมื่อได้ยินคำถาม อีฮยอนอูก็สะดุ้งเฮือก เขาปิดปากเงียบไม่ยอมตอบตามที่ผมอยากรู้ ผมกำหมัดชกไหล่เขาด้วยความอึดอัดคับข้อง แต่หมัดผมอ่อนเปลี้ยไม่มีเรี่ยวแรงเอาซะเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเอาแต่นอนอยู่นิ่งๆ มานานแรมเดือนหรือเปล่า ทั้งเนื้อทั้งตัวเลยรู้สึกหนักอึ้งเหมือนสำลีอุ้มน้ำ จู่ๆ ผมก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาดื้อๆ

“ก่อนอื่น…ไว้ไปถึงที่เงียบๆ แล้วผมจะเล่าให้ฟังครับ”

 

อีฮยอนอูแบกผมออกจากชั้นใต้ดินขึ้นมาบนดิน อาจเป็นเพราะอยู่แต่ในที่มืดมานาน พอออกมาแล้วโลกถึงได้ดูสว่างไสวกว่าก่อนหน้านี้เป็นไหนๆ ผมแหงนหน้ามองดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้า ดวงจันทร์มัน…เหมือนจะเข้ามาใกล้กว่าเมื่อก่อนอีก ในระหว่างที่ผมนอนหมดสติอยู่ เวฟเกิดขึ้นไปแล้วกี่ครั้งกันเนี่ย

แม้อุณหภูมิข้างบนจะอุ่นกว่าชั้นใต้ดิน แต่กลับมีสายลมพัดจนชวนให้รู้สึกเย็นยะเยือก ผมตัวสั่นเทาจนต้องกระชับแขนที่โอบอยู่รอบคออีฮยอนอูให้แน่นขึ้น

“…”

อีฮยอนอูชะงักไปชั่วครู่ก่อนเหม่อมองไปยังจุดหนึ่ง ผมเงยหน้าขึ้นแล้วมองตามสายตาเขา…จนเห็นได้จากระยะไกลว่าที่ตรงโน้นมีเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมควันโขมง อีฮยอนอูลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปยังทิศทางตรงข้าม

“เดี๋ยวสิ อีฮยอนอู ทางนั้นมัน X มาร์ตไม่ใช่เหรอ”

“ไปกันก่อนเถอะครับ”

“บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย!”

ตู้ม!

ผมเค้นถามยังไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงดังสนั่น หากแหล่งกำเนิดเสียงคือตรงโน้น มันก็น่าจะอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร แต่นี่พื้นกลับสั่นสะเทือนราวกับกำลังเกิดแผ่นดินไหวไม่มีผิด

“นะ…นั่นอะไรน่ะ…!”

“จับแน่นๆ นะครับ”

อีฮยอนอูเริ่มออกวิ่งเต็มฝีเท้า เนื่องจากเขายกรองเท้าให้ผมใส่ ถุงเท้าเขาจึงครูดกับเศษซากปรักหักพังบนพื้นจนขาดวิ่น ทั้งยังเปรอะเปื้อนด้วยสีแดงฉาน

“เฮ้ย หยุด! บอกให้หยุดไง! บอกฉันก่อนว่านั่นอะไรแล้วค่อยไปต่อ!”

“โอ๊ย! รุ่นพี่ครับ หยุดทีเถอะครับ ผมขอร้อง!”

เมื่อผมทึ้งหัวอีฮยอนอู เขาก็ตะโกนลั่นสวนกลับมาทันที สีหน้าอีฮยอนอูราวกับคนกำลังวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวเต็มขั้น แต่ในขณะเดียวกันก็คล้ายกับกำลังมุ่งมั่นต่อหน้าที่เหมือนผู้อุทิศชีวิตที่แบกกางเขนยังไงยังงั้น ผมตระหนักได้แล้วว่าคงไม่สามารถทำให้อีฮยอนอูหยุดฝีเท้าได้แน่ จึงหยุดฟาดงวงฟาดงา ทั้งที่สีหน้าเหมือนคนเตรียมตัวพร้อมยอมรับความตายแล้วแท้ๆ อะไรกันที่ต้อนเขาให้ต้องทำถึงขนาดนี้ อะไรคือเหตุผลที่เขาต้องพยายามพาผมออกห่างจากตรงนั้นแบบไม่คิดชีวิต

“…คิมแจยองใช่ไหม”

พอผมกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูอีฮยอนอู เขาก็ขบกรามทันที

“คิมแจยองอยู่ตรงนั้นสินะ”

“…คุณซอนอึนโฮบอกให้ผมพารุ่นพี่ไปซ่อนตัวในที่ที่ปลอดภัยครับ”

“พี่เนี่ยนะ ทำไมกัน”

“…”

“หรือว่าตรงนั้นคิมแจยองกับชายูฮยอก…สองคนกำลังต่อสู้กันอยู่”

ร่างกายอีฮยอนอูสั่นเทิ้ม ทั้งที่ขากำลังวิ่งอยู่แต่เนื้อตัวกลับสั่นอย่างรุนแรงถึงขนาดที่ผมยังรู้สึกได้ อีฮยอนอูกำลังหวาดกลัวจนแทบจะทรุดตัวล้มลง

“เฮ้ย…เป็นอะไร”

“…ต้องหนีครับ หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมอนั่นไม่ใช่มนุษย์! ไม่รู้เลยว่ามันจะทำอะไรกับรุ่นพี่บ้าง ถ้าต่อสู้กับคนคนนั้นแล้วตายไปได้ก็คงจะ…! แค่ก…แค่ก!”

“อีฮยอนอู!”

ในขณะที่พูดรัวเร็วราวกับกำลังสำรอกคำพูด อีฮยอนอูก็กระอักเลือดออกมา เลือดสีแดงสดทะลักไหลจากดวงตา จมูก และหู ฝีเท้าเขาเริ่มช้าลงทุกที เขาส่งเสียงประหลาดออกมา ปล่อยมือที่พยุงผมไว้ วางตัวผมลงบนพื้น ก่อนจะเริ่มฉีกกระชากเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่

“นะ…นายโอเคไหมเนี่ย…”

ผมรีบตรวจดูร่างกายเขา ก่อนจะมองเห็นสัญลักษณ์ประหลาดปรากฏผ่านรอยขาดวิ่นของเสื้อผ้า ผิวหนังปริแตกเป็นริ้วไปตามลวดลายเดียวกันดูน่าขนลุก

“อึก…แค่ก…ระ…รุ่นพี่ครับ…หนีไป…”

“ไม่ต้องพูดแล้ว!”

หมอนี่โดนคำสาปอะไรหรือเปล่า ขืนเป็นแบบนี้มีหวังได้ตายตามพี่โอตาคุไปแน่ การที่คนใกล้ตัวที่เคยผูกพันกันทยอยตายไปทีละคนไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่ายินดีเท่าไหร่นักสำหรับผม

ผมพยุงร่างอีฮยอนอูที่ทำท่าจะร่วงลงไปกองบนพื้นกลางถนนเอาไว้ ขาของเขายืนโซเซไม่มั่นคง แต่ก็ยังคงเกร็งและฝืนยืนไว้ ถือเป็นโชคดีเพราะไม่งั้นเราทั้งคู่คงได้ล้มกลิ้งลงไปพร้อมกัน ผมลากอีฮยอนอูเข้าไปในอาคารแล้วจับให้เขานอนในจุดที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะพอหาได้

“แฮ่ก…แฮ่ก…นี่ โทษทีนะ ฉันคงต้องไปแล้ว”

“มะ…ไม่ได้นะ…แค่ก! แค่ก!”

“จิ๊ หุบปากไปเลย ไว้จะกลับมานะ…อย่าเพิ่งตายจนกว่าจะถึงตอนนั้นล่ะ”

“ระ…ราชา…สัตว์ประหลาด…อึก…”

อีฮยอนอูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ผมส่ายหน้าอย่างหนักแน่นเด็ดขาด

“เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จะจัดการทุกอย่างเอง…อย่าห่วงเลย พักไปก่อนแล้วกัน ไอ้หนู”

อีฮยอนอูจะสามารถรักษาชีวิตไว้ได้จนถึงตอนที่ผมกลับมาไหมนะ ความเป็นไปได้ดูต่ำเตี้ยเหลือเกิน ผมยีหัวหมอนั่นแล้ววางมาดห้าวหาญทั้งที่ไม่จำเป็น

“เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ไม่เป็นไรนะ”

ผมถอดแจ็กเก็ตบอมเบอร์ขนแกะที่สวมอยู่ออกแล้วคลุมตัวให้อีฮยอนอู ก่อนจะลากร่างกายที่หนักอึ้งเป็นตันของตัวเองออกมาด้านนอก เปลวเพลิงที่ลุกโชนดูห่างไกลกว่าเมื่อครู่ ผมต้องพาตัวเองไปถึงตรงนั้นด้วยร่างกายนี้จริงๆ น่ะเหรอ…เห็นทีคงต้องขอบคุณสวรรค์เลยมั้ง ถ้าผมไม่ตายอนาถระหว่างทางไปซะก่อนน่ะนะ

ผมมองไปรอบๆ ก่อนสะดุดตากับรถกระจกแตกสภาพเยินหลายคันที่จอดระเกะระกะอยู่ไม่ไกล พอลองส่องดูด้านในรถที่สภาพดูสมบูรณ์กว่าคันอื่นก็เห็นคราบเลือดแห้งกรังกับก้อนเน่าๆ ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ผมข่มกลั้นความรู้สึกขยะแขยงไว้ จากนั้นก็เปิดประตูรถทีละบานแล้วลองสตาร์ตเครื่องยนต์ดู โชคยังดีที่รถเอสยูวีขนาดกลางคันนี้สตาร์ตติด แม้ผมจะไม่เคยขับรถมาก่อนในชีวิต…แต่นี่ไม่ใช่เวลามาตั้งคำถามแล้ว ผมยกขาวางเท้าลงบนคันเร่งแล้วออกรถ

ตู้ม!

เสียงน่ากลัวดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง คลื่นเสียงรุนแรงมากจนรถสะเทือนไปทั้งคัน

“เวรเอ๊ย…ทำยังไงดีวะเนี่ย!”

ในฝันพยากรณ์ครั้งแรกคิมแจยองกับชายูฮยอกไม่ได้ปะทะกันซึ่งหน้า เพราะหากว่ากันในแง่ของพละกำลังล้วนๆ แล้วนั้น ชายูฮยอกเหนือชั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด คิมแจยองจึงเลือกปลูกฝังความกลัวให้ชายูฮยอกด้วยการสังหารผู้คนที่ชายูฮยอกพยายามปกป้องอย่างสุดชีวิตด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยม…ถ้างั้นตอนนี้ล่ะ อนาคตเปลี่ยนแปลงไปมากจนผมคาดเดาอะไรไม่ได้สักอย่าง ใครบางคนที่ได้พบในความฝันบอกว่าผมต้องฆ่าคิมแจยองเพื่อจะได้มีชีวิตรอดต่อไป ผมไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด ทำไมหมอนั่นถึงต้องตายด้วย เขาทำอะไรลงไปหรือไง ไม่สิ…เขาวางแผนจะทำอะไรหรือไงกัน

“อยากอ้วกชะมัด…”

ผิวถนนยางมะตอยที่ขรุขระกับเศษขยะที่เกลื่อนกลาดบนพื้นทำให้ตัวรถสะดุดและโคลงเคลงรุนแรง ทุกครั้งที่เป็นแบบนั้นผมก็แทบจะอ้วกออกมา พื้นถนนก็ขรุขระ แถมฝีมือขับรถผมยังห่วยแตกอีก…ข้ออ้างทั้งหลายแหล่ถูกยกมาปลอบความรู้สึกคลื่นเหียนภายในกาย ทว่าผมรู้ดีว่าสิ่งที่สะท้านนั้นไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นจิตใจเมื่อคิดว่าคิมแจยองมีโอกาสตาย

 

‘พวกมนุษย์ เงียบมาก’

‘นั่นสินะครับ…’

อีฮยอนอูพยักหน้าตอบรับสิ่งที่อควาพี่เลี้ยงพูด ถึงจะรู้ดีว่าพวกซอนจงกรุ๊ปวางแผนสร้างเรื่องเพื่อหลบเลี่ยงสายตาอย่างแยบยลสมกับเป็นนักธุรกิจมากประสบการณ์ แต่พอมาถึงจุดหนึ่งพวกนั้นก็เริ่มทิ้งระยะห่างจนเขาจับสังเกตได้ อควาพี่เลี้ยงที่มองว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตไร้อารยธรรมกำลังโกรธจัดกับความโอหัง แต่อีฮยอนอูก็ไม่อาจกล่าวโทษฝ่ายซอนจงกรุ๊ปได้ เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากร่วมมือกับสัตว์ประหลาด พันธมิตรระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดอาจดูเป็นประโยชน์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันคือหายนะอย่างถึงที่สุด

‘ทรยศ ฆ่าทิ้ง’

‘การตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างหากครับที่สำคัญกว่าเรื่องอื่น’

‘กลัวไปหมด คนขี้ขยาด’

‘ขยาดหมายถึงเข็ดหลาบ มันก็เกือบจะถูกแหละครับ แต่พอดีภาษามนุษย์ไม่มีคำนี้ครับ ต้องใช้คำว่าขี้ขลาดถึงจะถูก’

‘…’

อควาพี่เลี้ยงหันขวับเมื่อเจอการแก้คำผิดอย่างไม่ไว้หน้า มันคิดมาตลอดว่าตนคืออัจฉริยะ ไม่รู้ว่าไปกระทบกระเทือนศักดิ์ศรีของมันหรือยังไง อควาพี่เลี้ยงถึงมักแสดงความไม่พอใจทุกครั้งที่ถูกแก้คำผิด

อันที่จริงหากต้องการจะเปิดโปงว่าซอนจงกรุ๊ปซุกซ่อนแผนอะไรไว้ วิธีที่ดีที่สุดก็คือการฆ่าทิ้งหรือข่มขู่เหมือนอย่างที่อควาพี่เลี้ยงแนะนำนั่นแหละ เพราะพวกมันมีทั้งกำลังและอำนาจ แต่ซอนจงกรุ๊ปไม่มี…ดังนั้นแล้วแค่ใช้กำลังบดขยี้ซะก็สิ้นเรื่อง ทว่าอีฮยอนอูกลับไม่ต้องการทำร้ายครอบครัวของซอนอึนซู ยิ่งเวลาผ่านไปเหตุการณ์ที่โรงเรียนก็ยิ่งแจ่มชัดมากขึ้น กี่ครั้งแล้วที่ซอนอึนซูช่วยชีวิตเขาไว้ ทั้งยังคอยใส่ใจเขาตั้งหลายหน…พอนึกดูแล้วซอนอึนซูไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เขาเองทั้งนั้นที่ตัดสินอีกฝ่ายอย่างวู่วามเพียงเพราะได้ยินเรื่องอื้อฉาวในอดีต และเอาแต่สงสัยอีกฝ่ายตลอดเวลาเพียงเพราะเชื่อในสกิลตื่นรู้ของตัวเองอย่างเดียว ดังนั้นจึงถูกสกิลปลุกปั่นของยูยอนฮาจูงจมูกได้อย่างง่ายดาย แม้จะถูกคังด็อกโฮที่ไม่โดนผลของสกิลปลุกปั่นเพราะไร้ความรู้สึกเชิงลบต่อซอนอึนซูตะคอกใส่เพื่อเรียกสติเขาก็ยังคงเมินเฉย จนสุดท้ายผลลัพธ์ก็คือซอนอึนซูหายตัวไปและคังด็อกโฮก็ต้องมาตาย

‘ทางคุณซอนอึนโฮอาจมีตัวแปรอะไรโผล่มาก็ได้นี่ครับ ผมคงต้องไปหาคุณซอนอึนโฮที่ X มาร์ต’

หากซอนจงกรุ๊ปทรยศจริงๆ เมื่อพวกเขาจากไปก็คงจะรีบย้ายถิ่นฐานและซ่อนตัวในทันที อีฮยอนอูหวังอย่างสุดซึ้งว่าจะเป็นแบบนั้น ระหว่างที่อีฮยอนอูใช้เวลาคลุกคลีกับซอนจงกรุ๊ปอันฉาวโฉ่ เขาประหลาดใจกับอุปนิสัยของแต่ละคนมาก กระนั้นเขาก็สัมผัสได้ว่าทุกคนรักและหวงแหนน้องเล็กอย่างซอนอึนซูมาก เพียงเท่านี้อีฮยอนอูก็รู้สึกอยากปกป้องซอนอึนซูให้พ้นจากเงื้อมมือของคิมแจยองแล้ว

‘คนทรยศ กำจัดทันที มันอาจหนี’

‘ต่อให้มนุษย์จะหนี…ยังไงก็ต้องอยู่ในกำมือของเผ่าพันธุ์อันสูงส่งอยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ’

‘แน่นอน ย่อมเป็นเช่นนั้น’

‘พวกเราไป X มาร์ตกันเถอะครับ’

ในขณะที่รู้สึกระแคะระคายกับเจตนาแอบแฝงของอีฮยอนอูที่พูดจาประจบประแจง อควาพี่เลี้ยงก็ลุกขึ้นตามอีฮยอนอูโดยแสร้งทำเป็นไม่สนใจ ช่างน่าขันเสียจริง ทั้งที่ได้รับความเมตตาจนได้เป็นทาสแห่งองค์ราชาแล้วแท้ๆ แต่กลับยังดิ้นรนที่จะช่วยชีวิตมนุษย์อยู่ได้

ถ้าองค์ราชาไม่ได้สั่งให้ปล่อยเจ้ามนุษย์นี่ไว้และอย่าไปยุ่งล่ะก็…

แม้จะเป็นเพียงข้ารับใช้แสนต่ำต้อย แต่มันก็ยังสัมผัสได้ถึงเงาทรยศที่ทาบทับอยู่บนใบหน้าอีฮยอนอู เช่นนั้นแล้วองค์ราชาย่อมไม่มีทางไม่รู้ สาเหตุที่องค์ราชายังไม่ฆ่าทิ้งก็เพราะยังต้องอาศัยอีฮยอนอูในการตามหามนุษย์คนนั้นก็เท่านั้นเอง

ทั้งที่ถูกตีตราเป็นทาสแล้วแท้ๆ แต่กลับคิดไม่ซื่อเสียได้

อควาพี่เลี้ยงเดินตามอีฮยอนอูไปยัง X มาร์ตพลางวิเคราะห์ว่าอีกฝ่ายช่างไม่รู้จักรักชีวิตตัวเองเอาเสียเลย

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 119-121

บทที่ 119 ไม่เห็นก็ยังดี แต่เมื่อมาถึงฮั่นหยางแล้วเห็นสภาพที่เจียงซิ่วรุ่นนั่งขัดสมาธิบนเนินเขากินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผั...

everY

ทดลองอ่าน ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 บทที่ 1-2 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง ในข่าวลือนายน่ารักกว่านี้นะ เล่ม 1 ผู้เขียน : เหมาฉิวฉิว แปลโดย : เฉินเมิ่งหาน ผลงานเรื่อง : Ni De Hei L...

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 บทที่ 8.1-8.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 2 ผู้เขียน : matgam แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบ...

community.jamsai.com