เชียนโม่ลุกขึ้น นั่งตรงหน้าเขาโดยมีโต๊ะกั้นกลาง แล้วชี้ตัวอักษรบนแผ่นไม้ไผ่ให้เขาดู กล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจ “ตัวอักษรเหล่านี้ข้าล้วนไม่รู้จัก”
อู่จวี่รับมาดู อดยิ้มไม่ได้
“เฉิน” เขาบอก แล้วให้เชียนโม่หยิบพู่กันและแผ่นไม้ไผ่เปล่ามา เขียนตัวอักษรลงไปตัวหนึ่ง “ตำราเล่มนี้เขียนไว้นานแล้ว มีตัวอักษรจำนวนมากที่แตกต่างจากเล่มอื่น เจ้าก็เลยไม่รู้จัก”
เชียนโม่ฟังเขาอธิบายตัวอักษรหลายตัวก็เข้าใจ ในใจพลันเกิดความคิด จึงนำศัพท์ใหม่ที่ตนจดไว้เหล่านั้นออกมาถาม อู่จวี่บอกไปทีละตัวจนครบ เชียนโม่พอเข้าใจความหมายส่วนใหญ่ แต่เธอก็ไม่รู้จักตัวยาสักเท่าไร บันทึกตำรายาบางอย่างก็ได้แต่ใช้พู่กันจดเอาไว้
อู่จวี่ชี้แนะว่า “เจ้าต้องหาคนที่รู้หนังสือและรู้จักตัวยา พาเจ้าไปในป่าเอาตัวยาสมุนไพรให้เจ้าดู จะได้รู้จักและจำได้ เจ้าจึงจะเข้าใจ”
เชียนโม่กล่าวขอบคุณ ในใจคิดอย่างอับจนปัญญา พูดง่าย เธอก็แค่ทาสคนหนึ่ง ไหนเลยจะมีคุณสมบัติไปเรียกใช้ผู้อื่น…
ทั้งสองพูดคุยเรื่องตัวอักษรบนแผ่นไม้ไผ่กันอยู่นาน อู่จวี่พูดจาสุภาพอ่อนโยนเป็นกันเอง เชียนโม่ฐานะต่ำต้อย แต่กลับไม่รู้สึกถูกดูหมิ่นดูแคลนแม้แต่น้อย ทำให้เธอรู้สึกว่าคนเช่นนี้หาได้ยาก เชียนโม่เองก็ไม่ตื่นเต้นหวั่นหวาดอีก มองอู่จวี่แล้วนึกถึงนิทานเรื่องนั้น ในใจก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา
อู่จวี่สังเกตเห็นว่านางมองตน ทำท่าจะพูดแล้วก็ไม่พูด จึงเอ่ยขึ้น “ยังมีอักษรตัวไหนอีก”
เชียนโม่กล่าวอย่างระมัดระวังถ้อยคำ “ไม่มีตัวอักษร แต่อยากจะละลาบละล้วงถามเรื่องหนึ่ง”
“อ้อ”
เชียนโม่หยิบพู่กันขึ้นมา เขียนตัวอักษรคำว่า ‘จวี่’ ลงไปบนแผ่นไม้ไผ่ “อักษรตัวนี้ใช่นามของต้าฟูหรือไม่”
อู่จวี่มีท่าทีประหลาดใจ
“ถูกต้อง” เขาตอบ “ข้ามีนามว่าจวี่ ชื่อรองจ้งฉิง”
ใช่จริงๆ ด้วย…ความไม่แน่ใจที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในใจของเชียนโม่ในที่สุดก็ได้รับการคลี่คลาย เธอมองอู่จวี่ นัยน์ตาแวววาวระยิบระยับ “ได้ยินว่าต้าหวังมัวเมาในสุรานารี ต้าฟูได้ตำหนิตักเตือนด้วยเหตุผล ต้าหวังจึงตระหนักและลุกขึ้นมาปรับปรุงตัวใหม่”
อู่จวี่มองนาง ความประหลาดใจยิ่งเพิ่มมากขึ้น “ใครเป็นคนบอกเจ้า ซื่อเหรินฉวีหรือ”
“ต้าฟูโปรดอย่าถาม” เชียนโม่กล่าว “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริงหรือ”
“จริงครึ่งไม่จริงครึ่ง” อู่จวี่ยิ้มเจื่อน “ข้าเคยทูลตักเตือนทัดทานด้วยเหตุผลจริง เพียงแต่ถ้าจะบอกว่าต้าหวังลุกขึ้นมาปรับปรุงตัวใหม่เพราะสาเหตุนี้ กลับเป็นคำพูดที่เกินความจริง” แววตาของเขาดูอ่อนโยน “ต้าหวังหาใช่คนเลอะเลือนเบาปัญญา”
ฟูเหรินของฉู่มู่หวังพระบิดาของฉู่หวังไม่มีพระโอรสและสิ้นพระชนม์ไปหลายปีแล้ว ในวังมีสนมอยู่ไม่น้อย ในบรรดาสนม ไช่จี* ให้กำเนิดพระโอรสองค์โตซึ่งก็คือฉู่หวัง หลังจากฉู่หวังขึ้นสืบทอดตำแหน่งจึงยกย่องไช่จีขึ้นเป็นมู่ฟูเหรินตามพระนามหลังสิ้นพระชนม์ของพระบิดา และย้ายไปประทับที่วังเหยียนเหนียน
* จี เป็นคำที่มีความหมายถึงหญิงงามในสมัยโบราณ มักใช้เป็นคำเรียกต่อท้ายชื่อแซ่ของสตรี และยังมีความหมายถึงนางรำ นางสนม รวมถึงนางบำเรอด้วย