X
    Categories: ทดลองอ่านพฤกษางามในห้วงเมามายมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 1-2

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่ 1

เหมันตฤดูที่แสนหนาวเหน็บ ฉู่หลินหลางซุกตัวอยู่บนรถม้าเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม* เต็มจนแข้งขาเริ่มแข็งตึงอยู่บ้าง

ก่อนออกจากจวน ซย่าเหอสาวใช้ของนางเอาเตาพกให้นางพกติดตัวสองอันพร้อมด้วยผ้าห่มไว้ห่มตัวอีกผืนอย่างเอาใจใส่แล้ว ทว่าพอนั่งนานเข้าเลือดลมไหลเวียนไม่คล่อง ทำให้สองขาเริ่มมีอาการเหน็บชาเป็นระลอก

นางถอนหายใจก่อนล้วงกระดองเต่าเก่าคร่ำคร่าจากอกเสื้อมาเขย่าเบาๆ เสียงเหรียญสำริดที่กลิ้งอยู่ข้างในช่วยให้จิตใจสงบลงได้ไม่น้อย

ขณะที่นางเก็บกระดองเต่าขึ้นมาแล้วพยายามจะเหยียดสองขาช้าๆ สาวใช้นอกรถม้าก็ส่งเสียงกระซิบบอก

“ฮูหยินใหญ่ รถม้าของจวนสกุลจางมาทางนี้แล้วเจ้าค่ะ”

ฉู่หลินหลางได้ยินแล้วก็หยิบใบชาสองห่อข้างกายพลางกัดฟันลุกขึ้นโดยไม่นำพาความรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนถูกเข็มตำ นางไม่แม้แต่จะให้สาวใช้ช่วยพยุงก็กระโดดลงจากรถม้า ตะเบ็งเสียงถามรถม้าที่แล่นช้าๆ อย่างลุกลี้ลุกลน

“ใช่แม่นางหลินของจวนสกุลจางหรือไม่เจ้าคะ”

สารถีได้ยินคนร้องเรียกก็ดึงสายบังเหียนหยุดจอด จากนั้นม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้นน้อยๆ สตรีออกเรือนแล้ววัยราวสี่สิบปีนางหนึ่งมองสำรวจสตรีอ่อนเยาว์โฉมงามผุดผาดซึ่งยืนอยู่ริมถนน

นางมีสองแก้มนวลเนียนอมเลือดฝาด สวมผ้าคลุมมีหมวกกันลมสีแดงดอกไห่ถัง** ยืนอมยิ้มอยู่ข้างกองหิมะที่เพิ่งหยุดตกไม่นาน แลดูโดดเด่นสะดุดตาละม้ายกิ่งดอกเหมยงามตา

ฉู่หลินหลางโบกห่อใบชาในมือไปมาพลางพูดด้วยสีหน้าแย้มยิ้มพริ้มพราย “ช่างประจวบเหมาะดีแท้ ตอนข้าลงรถม้าไปซื้อใบชา เงยหน้าขึ้นก็เห็นรถม้าของท่านพอดี”

แม่นางหลินผู้นั้นปรายตามองนางราวกับเห็นเหลือบไรน่ารังเกียจแล้วแค่นเสียงเยาะ “จะไม่ประจวบเหมาะได้หรือ วันนี้ข้าอุตส่าห์กำชับให้สารถีขับรถม้าอ้อมไปคนละทางกับจวนสกุลโจวของพวกท่านแล้วยังพบเจอท่านที่นี่อีก เช้าเพียงนี้ฮูหยินผู้ตรวจการยังออกมาซื้อใบชา คงจะติดการดื่มชาน่าดู!”

ฉู่หลินหลางคล้ายจับน้ำเสียงประชดประชันของอีกฝ่ายไม่ออก นางย่ำเท้าไปตามพื้นหิมะมาถึงข้างรถม้า ทอดลำแขนกลมกลึงไปข้างหน้ายื่นใบชาห่อหนึ่งส่งให้แม่นางหลิน เอ่ยอย่างประจบประแจง

“ข้าจำได้ว่าท่านชมชอบดื่มใบชาผู่เอ่อร์สุกเป็นที่สุด เผอิญใบชาผู่เอ่อร์อายุสามปีของแถบเตียน*** ที่ข้าสั่งจองไว้ได้ของมาแล้วพอดี ขอมอบห่อนี้ให้แม่นางหลินลองลิ้มรสดูเจ้าค่ะ”

แม่นางหลินไม่รับไว้ แววเยาะหยันบนหน้าฉายชัดขึ้น นางเลิกคิ้วกล่าวว่า “มิบังอาจ สามีข้าเป็นแค่จเรทหารชั้นผู้น้อยของเมืองเหลียนเท่านั้น ไฉนเลยจะน่าเกรงขามเท่าสามีท่านอย่าง…ท่านผู้ตรวจการโจว”

เมื่อวานซืนนี้เองโจวสุยอันผู้ตรวจการเมืองเหลียนกับจางเสี่ยนผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบกองทหารรักษาการณ์ทะเลาะวิวาทกันยกใหญ่ในจวนเจ้าเมือง

โจวสุยอัน…หรือสามีของฉู่หลินหลาง หลังดื่มสุราจนเมามายได้ที่ก็ตบหน้าจางเสี่ยนซึ่งอายุมากกว่าถึงยี่สิบกว่าปีสองฉาดใหญ่ต่อหน้าสหายขุนนางทั้งหลาย

จางเสี่ยนถูกเขาตบหน้าไปสองทีโดยไม่ยั้งแรงถึงกับล้มลงกับพื้นลุกไม่ขึ้น

เวลานั้นกลุ่มคนที่เห็นเหตุการณ์ล้วนใจหาย พากันเปลี่ยนความคิดที่มีต่อผู้ตรวจการคนใหม่…ผู้ตรวจการหนุ่มผู้นี้น่าจะเกิดปีขาลกระมัง มิหนำซ้ำยังเป็นจำพวกที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ถึงได้มีนิสัยบุ่มบ่ามวู่วามปานนี้!

ชาวเมืองเหลียนมีใครไม่ล่วงรู้ว่าปลายเดือนนี้ถึงเวลาที่ใต้เท้าจางจะไปเมืองหลวงเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว

แม้ว่าตำแหน่งจเรทหารนี้มีหน้าที่ตรวจสอบวินัยของกองทหารรักษาการณ์ชายแดนและรายงานสถานการณ์ทางทหารในเขตชายแดนต่อฮ่องเต้ด้วยตนเอง แต่ยามฮ่องเต้ซักถามสถานการณ์ทางชายแดนมักจะถามไถ่ถึงการประเมินผลการปฏิบัติงานของขุนนางท้องถิ่นด้วย

จางเสี่ยนในฐานะจเรทหารก็เปรียบได้กับเทพเจ้าเตา* ที่กลับขึ้นสวรรค์ไปรายงานความดีความชอบของมนุษย์เรานี่เอง!

ทั่วทั้งเมืองเหลียนผู้ใดบ้างจะไม่นอบน้อมยกยอปอปั้นใต้เท้าจาง กระทั่งเจ้าเมืองยังเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองเขาด้วยสุราอาหารชั้นเลิศ

แต่เพราะผู้ตรวจการคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้นี้สืบสวนคดีลักลอบขายธัญพืชในคลังเสบียงแล้วสาวไปถึงตัวน้องชายภรรยาของใต้เท้าจาง จึงเป็นเหตุให้ทั้งคู่ไม่ลงรอยกันมานาน สุดท้ายพอสุราเข้าปากก็พูดจาเลยเถิดไม่เข้าหูจนลงไม้ลงมือกัน

คนมีความคิดล้วนรู้ว่าการที่ผู้ตรวจการโจวตบหน้าคนไปสองฉาดนี้ถือเป็นการดับอนาคตที่สดใสรุ่งโรจน์ของตนเองเลยก็ว่าได้

คดีฉ้อราษฎร์บังหลวงในเมืองเหลียนเป็นปัญหาที่สั่งสมมาเนิ่นนาน เจ้าเมืองยังรู้จักหลบหลีกเดินเลี่ยงไปด้านข้าง แต่เผอิญโจวสุยอันไม่รู้จักกลิ่นเหม็นกลิ่นหอม พุ่งตัวกระโจนลงบ่ออุจจาระที่ท่วมคนตายได้

โจวสุยอันไม่มีคนหนุนหลัง เขาเป็นแค่บุตรหลานในครอบครัวยากจนที่มานะบากบั่นเล่าเรียนเขียนอ่านจนบังเอิญโชคดีสอบขุนนางได้ เป็นพวกที่ปราศจากฐานอำนาจใดๆ ทั้งยังปักหลักยืนหยัดในเมืองเหลียนได้ไม่มั่นคงผู้หนึ่งเท่านั้นเอง!

บัดนี้คนทั้งเมืองเหลียนตั้งตารอดูจางเสี่ยนเข้าเมืองหลวงไปขัดแข้งขัดขาบุรุษมุทะลุโจวสุยอันผู้นี้อยู่

กระนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าคนสกุลโจวหาได้โง่งมกันหมด คิดไม่ถึงว่าฉู่หลินหลางภรรยาของเขาจะรุดมาเป็นแนวหน้าสะสางปัญหายุ่งยากที่สามีก่อเอาไว้

แม่นางหลินย่อมรู้ถึงข้อพิพาทนี้ดี นางมองฉู่หลินหลางด้วยสีหน้าเหยียดหยาม…ฮูหยินใหญ่ผู้นี้หิ้วใบชาห่อเดียวมาประจบเอาใจ ช่างเป็นพวกตระหนี่ถี่เหนียวน่าขายหน้าเสียจริง!

คนสกุลโจวล้วนเป็นพวกเศษสวะ อีกไม่นานก็ต้องสิ้นผยองแล้ว ดังนั้นพอฉู่หลินหลางส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แม่นางหลินกลับปล่อยม่านลงอย่างดูแคลน

“สกุลจางของข้ายังมีปัญญาหาชาดื่มได้ไหว คงไม่ต้องให้ฮูหยินใหญ่วุ่นวายใจ สารถี จะจอดรถม้าเพื่ออันใด รีบไปต่อ!”

ขณะที่ม้าเริ่มยกกีบเท้าออกเดิน เพียงเห็นม่านรถม้าปลิวไหวๆ ฉู่หลินหลางถึงกับไม่คำนึงเรื่องกิริยามารยาท ยกชายกระโปรงกระโดดขึ้นรถม้าทันที

สารถีกับบ่าวไพร่ของสกุลจางไม่ทันระวัง เห็นหญิงงามเฉิดฉันพุ่งเข้าไปในรถม้าคล้ายแมวตัวหนึ่งก็ตั้งตัวไม่ติดไปชั่วขณะ

แม่นางหลินผงะหงายด้วยความตกใจเช่นเดียวกัน อาจเพราะฉู่หลินหลางผู้อ่อนหวานน่าเอ็นดูมีชาติตระกูลต่ำต้อย ขณะที่สตรีในเรือนขุนนางจะระมัดระวังเรื่องกิริยามารยาทมากที่สุด จึงไม่เคยเห็นใครแสดงท่าทางเป็นลิงค่างเช่นนางมาก่อน

สตรีผู้นี้คงไม่เหมือนกับสามีของนางที่พูดขัดหูเพียงคำเดียวก็ตบหน้ากันฉาดใหญ่กระมัง

แม่นางหลินยังไม่ทันตะโกนเรียกคนมาลากตัวอีกฝ่ายลงไป ฉู่หลินหลางก็ชิงยึดข้อมือนางไว้ก่อนแล้ว

ชั่วขณะนั้นแม่นางหลินรู้สึกว่าในดวงตาของฉู่หลินหลางที่อ่อนหวานน่าเอ็นดูละม้ายแฝงแววป่าเถื่อนเช่นบุรุษฉกรรจ์อยู่ในที แลดูน่าพรั่นพรึงอย่างน่าประหลาด ทำให้นางยกมือขึ้นบังหน้าตนเองไว้โดยพลัน…

ทว่าฉู่หลินหลางมิได้เงื้อมือตีคน เพียงจับมือแม่นางหลินไว้แล้วตั้งใจโน้มกายเข้าไปใกล้ ลดเสียงลงแล้วกล่าวขึ้น

“พวกบุรุษทะเลาะวิวาทกันย่อมเป็นเรื่องของพวกเขา ไยต้องกระทบกับมิตรภาพฉันพี่น้องของสตรีเรือนในอย่างพวกเราด้วยเจ้าคะ ข้าเห็นท่านเป็นดั่งพี่สาวครอบครัวเดียวกันมาโดยตลอด น้องชายท่านย่อมเป็นดั่งพี่น้องในครอบครัวข้าเช่นกัน ไฉนเลยจะไม่เห็นแก่อนาคตของเขาเพราะจะเอาชนะกันเพียงชั่วครู่ชั่วยาม…”

แม่นางหลินหรี่ตาเล็กน้อย ออกแรงสะบัดมือนางออกแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่เบาลงเช่นกัน “ท่านหมายความว่าอย่างไร”

ใบหน้าของฉู่หลินหลางฉายแววหนักใจหลายส่วน นางพูดเสียงเบาว่า “ถึงท่านจะเป็นพี่สาวของเสมียนหลินก็คงไม่รู้ว่าน้องชายจะใจกล้าจนก่อปัญหาอะไรไว้บ้าง เขาดูแลห้องคลังธัญพืชอยู่ แต่เป็นคนจิตใจดีเกินไป พวกที่อยู่ใต้อาณัติของเขาจึงยักยอกธัญพืชไปมิใช่น้อยๆ เวลานี้ฮ่องเต้ตั้งพระทัยจะเปลี่ยนแปลงแวดวงขุนนาง หากสืบสาวราวเรื่องขึ้นมา น้องชายของพวกเราจะเอาตัวรอดได้อย่างไรเจ้าคะ”

แม่นางหลินเกิดมาก็ไม่เคยกลัวคำขู่ของใคร หากโจวสุยอันจับจุดอ่อนอะไรได้จริงๆ คงเล่นงานไปนานแล้ว มีหรือจะอดทนข่มกลั้นไว้แล้วทะเลาะลงไม้ลงมือกันตอนเมาสุรา

ฉู่หลินหลางผู้นี้อาศัยว่าตนเองเจ้าคารมจึงมาพูดขู่ขวัญนางถึงที่กระมัง

แม่นางหลินคิดถึงตรงนี้แล้วก็ยิ้มเยาะตั้งท่าจะไล่แขก แต่ฉู่หลินหลางล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งจากอกเสื้อยื่นไปตรงหน้านางอย่างใจเย็น

“นี่คือรายการบัญชีที่มีคนไร้นามผู้หนึ่งส่งมาถึงโต๊ะหนังสือของสามีข้า ข้าเห็นเข้าจึงลอบหยิบมาแผ่นหนึ่งให้ท่านดู บนนี้เป็นตราประจำตำแหน่งของน้องชายท่านกระมัง”

แม่นางหลินมิใช่ไม่ล่วงรู้พฤติกรรมของน้องชายบัดซบผู้นั้นของตน เพียงแค่เห็นตราประจำตำแหน่งโดดเด่นสะดุดตารวมถึงวันเวลาของปีที่แล้วบนกระดาษแผ่นนี้ ใจนางก็กระตุกอย่างแรง ครั้นจะเพ่งมองให้ละเอียดอีกครา ฉู่หลินหลางก็เก็บกลับไปสอดไว้ในแขนเสื้อด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

จากนั้นฉู่หลินหลางก็พูดอย่างทอดถอนใจ “สิ่งนี้คงมอบให้ท่านตอนนี้ไม่ได้ ข้าลอบหยิบมา ต้องเอากลับไปคืนเจ้าค่ะ…ท่านก็ทราบนิสัยใจคอของสามีข้าผู้นั้น ปกติพวกขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่งย่อมต้องแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ จึงอยากสร้างผลงานให้สหายขุนนางได้เห็น พอเขาสืบสาวไปถึงตัวน้องชายท่าน เป็นธรรมดาที่จะบอกให้ใต้เท้าจางรับรู้ เผอิญใต้เท้าจางไม่รู้เรื่องสักนิด นึกว่าเขาสร้างเรื่องขึ้นมา มีเจตนาจะปรักปรำผู้อื่น ทั้งคู่จึงขัดแย้งกันด้วยเหตุนี้ หารู้ไม่ว่าในใจสามีข้าเคารพนับถือใต้เท้าจาง พอเห็นน้องชายท่านถูกคนปิดหูปิดตาจนเดือดร้อนไปด้วย เขาถึงได้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลายวันก่อนเขาดื่มสุราแล้วควบคุมตนเองไม่อยู่เพราะเหตุผลนี้เองเจ้าค่ะ”

แม่นางหลินทบทวนความทรงจำในสมองอย่างรวดเร็ว ปีก่อนนางเคยได้ยินน้องชายบอกว่าทำสมุดบัญชีหายหลายเล่ม แต่ดูเหมือนว่าเกิดไฟไหม้จึงถูกเผาไป…หรือว่าระหว่างนั้นเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น ถ้าคำกล่าวของฉู่หลินหลางเป็นความจริง เช่นนั้นโจวสุยอันผู้นั้น…ก็กุมความลับของน้องชายข้าไว้ในมือแล้ว

เรื่องลักเล็กขโมยน้อยพรรค์นี้ หากถูกเปิดโปงออกมาในเวลาอื่น อันที่จริงไม่นับว่ามีอะไร ถึงอย่างไรก็มีวิธีคลี่คลายได้ อย่างที่ฉู่หลินหลางพูด โยนความผิดทั้งหมดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาก็สิ้นเรื่อง แต่บังเอิญว่าตอนนี้มีผู้แทนพระองค์จากเบื้องบนมาตรวจราชการ หากถูกเปิดโปงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ต้องฉาวโฉ่ไปทั่วเป็นแน่!

แม่นางหลินเห็นฉู่หลินหลางมีสีหน้าซื่อๆ ดูจริงใจ ไม่แน่ว่านางอาจลอบหยิบจดหมายลับมาประจบเอาใจข้าลับหลังโจวสุยอันสามีนางก็เป็นได้…

ครั้งนี้ฮ่องเต้มุ่งหมายจะกวาดล้างการทุจริตอย่างแน่วแน่ ผู้แทนพระองค์ซึ่งอยู่ที่เมืองติดกันผู้นั้นก็ลงดาบไม่เลือกหน้าแล้ว

ถ้าเป็นเช่นนี้จริงๆ จะล่วงเกินคนสกุลโจวมิได้ หากพวกเขากลายเป็นสุนัขบ้าเลือดกัดคนย่อมบอบช้ำทั้งสองฝ่าย

พอแม่นางหลินคิดคำนึงเช่นนี้ สีหน้าเย็นชาราวกับฉาบด้วยหิมะเดือนสิบสองก็อ่อนละมุนลง นางจับมือของฉู่หลินหลางพลางพูด

“น้องสาว จะให้พี่สาวคนนี้พูดอย่างไรดี เฮ้อ…สามีข้าผู้นั้นก็นิสัยย่ำแย่นัก! พวกเจ้าสองสามีภรรยาต้องทนคับข้องหมองใจแล้ว แต่ว่ารายการบัญชีพวกนี้…จะมีคนประสงค์ร้ายปลอมแปลงขึ้นมาหรือไม่…”

ฉู่หลินหลางกุมมือนางพลางตอบด้วยสีหน้าจริงใจ “ทนคับข้องหมองใจอะไรกันเจ้าคะ พวกบุรุษมีจิตใจรักบ้านเมืองรักแผ่นดิน ส่วนสตรีอย่างพวกเราเพียงมุ่งหวังให้คนบ้านเดียวกันอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ท่านกับข้าในฐานะสตรีในเรือนขุนนางควรเป็นคนกลางช่วยประนีประนอม จะราดน้ำมันลงบนกองเพลิงไม่ได้เป็นอันขาด! ในเมื่อท่านบอกว่ารายการบัญชีนี้เป็นของปลอม ได้! ข้าจะหาทางทำให้มันกลายเป็นของปลอมให้ได้! ขอแค่แม่นางหลินอย่าเพิ่งให้ใต้เท้าจางบอกใครต่อใครไปทั่ว ขอเวลาให้ข้าคิดหาวิธีดูก่อน…”

แม่นางหลินมีสีหน้าตกตะลึงอยู่บ้าง เห็นชัดว่านางคิดไม่ถึงว่าฉู่หลินหลางจะเป็นคนพูดง่าย อีกทั้งกล้าตัดสินใจเพียงนี้! ไม่รู้ว่าเพราะประทับใจในความใจกล้าแต่เบาปัญญาของอีกฝ่ายหรือไม่ เป็นเหตุให้แม่นางหลินพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ผ่านไปครู่หนึ่งตอนฉู่หลินหลางลงจากรถม้า แม่นางหลินก็ตามลงไปส่งด้วยใบหน้าแต้มรอยยิ้มอย่างอาลัยอาวรณ์ ทั้งยังจับจูงมือนางด้วยท่าทางรักใคร่กลมเกลียวเช่นพี่น้องที่ผูกพันกันลึกซึ้ง

ฉู่หลินหลางพูดอย่างตรงไปตรงมา “ล้วนเป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกัน พี่สาวไม่ต้องเกรงใจ แค่ว่าทางใต้เท้าจางนั้นขอให้พี่สาวช่วยพูดประนีประนอมแทนด้วย ถึงอย่างไรก็เป็นสหายขุนนางเมืองเดียวกันทั้งนั้น มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องไป หวังว่าใต้เท้าจางกับพี่สาวจะอภัยให้ด้วยนะเจ้าคะ”

แม่นางหลินช่วยจับชุดคลุมของนางให้เข้าที่พลางเอ่ยตอบ “พี่น้องบ้านเดียวกัน ปิดประตูทะเลาะกันเป็นเรื่องที่มีอยู่บ่อยครั้ง จะพูดออกไปให้คนนอกเห็นเป็นเรื่องขบขันไม่ได้”

หลังสตรีต่างสกุลสองนางพูดจาวิสาสะนับพี่นับน้องกันยกหนึ่ง พอฉู่หลินหลางมองส่งรถม้าของแม่นางหลินเคลื่อนตัวจากไปแล้วถึงได้เลิกปั้นหน้ายิ้ม เดินย้อนกลับไปยังรถม้าของตนเอง

ซย่าเหอแจ่มแจ้งดีว่านายหญิงของตนทำอะไรอยู่ รอจนกระทั่งรถม้าแล่นไปได้ชั่วครู่ นางก็เอ่ยเตือนอย่างหวาดผวาไม่หาย

“ฮูหยินใหญ่…ปลอมแปลงตราประทับของขุนนางเช่นนี้มิใช่โทษสถานเบานะเจ้าคะ…”

กระดาษที่นายหญิงให้แม่นางหลินดูแผ่นนั้นมิใช่จดหมายลับบนโต๊ะหนังสือของนายท่านโจว ส่วนตราประทับบนนั้นก็เป็นตราประทับปลอมที่นางจ้างช่างฝีมือต่างเมืองแกะสลักจากหัวไช้เท้าตามคำสั่งนายหญิง…

ฉู่หลินหลางจามคราหนึ่ง สูดจมูกแล้วแค่นเสียงพูด “ข้าไม่ได้เอามันไปฟ้องร้องให้ร้ายใครสักหน่อย จะมีความผิดอะไร อีกทั้งต้องมีคนฟ้องร้อง แล้วใครจะฟ้องร้องกัน เป็นจางเสี่ยนหรือว่าแม่นางหลินเล่า” นางหยุดเว้นจังหวะก่อนพูดต่อ “เจ้าก็ได้ยินมิใช่หรือว่าตอนนั้นเกิดไฟไหม้ที่ห้องคลังของเมืองแล้วสมุดบัญชีหายไปหลายเล่ม น้องชายของแม่นางหลินเหมือนถูกไฟลนบั้นท้าย ตามสืบอยู่หนึ่งเดือนเต็มจนแน่ใจว่าสมุดบัญชีสูญหายไปในกองเพลิงถึงได้โล่งใจ ถึงแม้รายการบัญชีแผ่นนี้ของข้าจะปลอมแปลงขึ้นมา แต่กลับเป็นจุดอ่อนของพวกสกุลหลินอยู่แล้ว เจ้าว่าคนสกุลจางจะกล้าประจันหน้ากับสามีข้าตรงๆ เพื่อยืนยันว่ารายการบัญชีแผ่นนี้เป็นของจริงของปลอมหรือไม่”

บทที่ 2

จางเสี่ยนเป็นคนใจคอคับแคบ เขาเข้าเมืองหลวงคราวนี้จะต้องเล่นงานสามีนางจนย่อยยับเป็นแน่

ฉู่หลินหลางนอนไม่หลับหลายคืนถึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์เคาะภูผาสยบพยัคฆ์ ข่มขวัญอีกฝ่ายเป็นการคลี่คลายภาวะคับขันเบื้องหน้า

กระนั้นจะจับจุดอ่อนที่ใหญ่เกินไปไม่ได้ ประเดี๋ยวจะเข้าตำราที่ว่าไล่สุนัขให้จนตรอกต้อนคนให้จนมุม ดังนั้นจึงใช้เรื่องสมคบคิดฉ้อโกงของขุนนางดูแลห้องคลังธัญพืชเล็กๆ ผู้หนึ่งเป็นเป้าโจมตี

แน่นอนว่านางปิดบังเรื่องที่กระทำไว้ทั้งหมดนี้ไม่ให้สามีล่วงรู้ ถึงอย่างไรอุบายแผลงๆ ที่ใจกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้ วิญญูชนผู้สุภาพอ่อนน้อมเช่นโจวสุยอันไม่มีทางคิดออกมาได้เป็นอันขาด

ก่อนฉู่หลินหลางจะแต่งเข้าสกุลโจว นางเป็นบุตรสาวอนุของพ่อค้าเกลือในเขตเจียงไหว นางเกิดและเติบโตอยู่บนเรือขนเกลือ คอยช่วยบิดารับมือพวกพ่อค้ากับบริวาร จึงมีกลอุบายชั้นเชิงอยู่บ้าง

แม้นางจะเป็นคนเก่ง แต่น่าเสียดายที่เป็นบุตรสาว ในสายตาของบิดา ต่อให้นางฉลาดหัวไวปานใดก็เป็นสินค้าขาดทุนที่ต้องแต่งงานออกเรือน ไม่มีคุณค่าเทียบเท่าบุตรชายบัดซบโดยสิ้นเชิง

จวบจนกระทั่งฉู่หลินหลางถึงวัยสาวสะพรั่ง นางชะล่าใจไปชั่วขณะ เกือบหลงกลถูกพี่ชายต่างมารดาส่งตัวไปเป็นอนุขุนนางเฒ่าของกองการค้าเกลือ

ตอนที่นางติดอยู่ในปลักตม เป็นโจวสุยอันที่ฉุดนางขึ้นมา อีกทั้งไม่ถือสาชาติตระกูลของนาง ขัดขืนคำสั่งของมารดายืนกรานจะแต่งนางเป็นภรรยา

บุญคุณและน้ำใจท่วมท้นเช่นนี้ถึงวันตายก็ไม่อาจทดแทนได้หมด หลังจากฉู่หลินหลางแต่งเข้าสกุลโจว นางพยายามจัดการสะสางปัญหาต่างๆ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่สกุลโจวล่มจมตกอับในอดีตอย่างสุดความสามารถ จนกระทั่งแผ้วถางเส้นทางการเป็นขุนนางให้สามีได้

เพื่อให้ตนเองคู่ควรกับสามี นอกจากนางจะดีดลูกคิดทำบัญชีแล้วยังทุ่มเวลาให้กับหนังสือตำราไม่น้อย พอจะท่องกลอนโบราณได้หลายเล่ม ถือว่าเฉียดกรายเข้าใกล้ความเป็นปัญญาชนในที่สุด

กระนั้นฮูหยินขุนนางไม่เพียงต้องอ่านออกเขียนได้ ยังต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจมากกว่าภรรยาพ่อค้า หลายวันก่อนสามีมีเรื่องบาดหมางกับสหายขุนนาง เขาเป็นคนหัวแข็งไม่ยอมรับผิด ขณะที่ฉู่หลินหลางซึ่งเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งกลับรู้ว่าสามีก่อเรื่องร้ายแรงขึ้นแล้ว

นางสอบถามสตรีในเรือนขุนนางชั้นผู้น้อยที่คุ้นเคยกันจนได้รู้เรื่องคดีเก่าๆ ของเมืองเหลียน จึงทำใจกล้าวางแผนขึ้นมาแล้วพูดโน้มน้าวให้แม่นางหลินเป็นคนกลางช่วยประนีประนอมลับหลังโจวสุยอัน

อย่างน้อยที่สุดต้องให้จางเสี่ยนรู้สึกกริ่งเกรงระมัดระวัง ไม่กล้าเล่นไม่ซื่อตามใจชอบตอนเข้าเมืองหลวง ถึงอย่างไรสามีนางก็ล่วงเกินเจ้าคนถ่อยสกุลจางนั่นไปแล้ว สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ได้สักเพียงใดกัน ดังคำกล่าวที่ว่ารักษาม้าตายเยี่ยงม้าเป็น*

ซย่าเหอเอ่ยถามต่อไปว่า “ฮูหยินใหญ่ ท่านยังต้องซื้อผ้ามาเย็บคอเสื้อชุดขุนนางให้นายท่านอีกมิใช่หรือ ประเดี๋ยวพวกเราจะไปร้านขายผ้าร้านใดเจ้าคะ”

การเย็บคอเสื้อชุดขุนนางต้องพิถีพิถัน ฉู่หลินหลางล้วงกระดองเต่าจากอกเสื้อมาเขย่าอย่างเอาจริงเอาจังยิ่ง…อืม ทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นมงคล

จากนั้นนางก็กล่าวขึ้น “ทิศตะวันออกเฉียงใต้…ได้ ไปร้านขายผ้าหรงเซิงเถิด!”

ซย่าเหอเคยชินกับพฤติกรรมงมงายของผู้เป็นนายแล้ว จุดที่ดักรอแม่นางหลินวันนี้ ฉู่หลินหลางก็เขย่ากระดองเต่าอยู่แปดร้อยรอบกว่าจะตกลงใจได้

กระดองเต่าอันนี้มีเรื่องราวความเป็นมาอยู่ สมัยนายหญิงยังไม่ออกเรือน มีพ่อค้าเกลือวัยชราผู้หนึ่งมอบให้นางเป็นของกำนัล

ตามคำกล่าวของพ่อค้าเกลือเฒ่า กระดองเต่าอันนี้เป็นบุตรหลานรุ่นที่สามพันสองร้อยของเต่ายักษ์ที่เจ้าแม่หนี่ว์วา** นั่งขึ้นไปซ่อมแซมแผ่นฟ้าในอดีตกาล ทำนายทายทักได้แม่นยำยิ่ง

ฉู่หลินหลางเชื่อเรื่องนี้สนิทใจ เพราะว่าตอนนั้นหลังจากนางได้พบโจวสุยอันโดยบังเอิญจนกระทั่งบุตรสาวสายเลือดอนุของพ่อค้าเกลือชั้นต่ำอย่างนางกลายเป็นฮูหยินขุนนางในเวลาต่อมาล้วนอาศัยการชี้ทางของกระดองเต่าอันนี้ ก่อนออกเรือนนางต้องเขย่าสามครั้งเป็นประจำ จะเผอเรอหลงลืมมิได้

เพียงแต่ไม่รู้ว่าวันนี้บุตรหลานของเต่ายักษ์รุ่นที่สามพันสองร้อยตัวนี้เสื่อมมนตร์ขลังแล้วหรือไร ทิศทางที่ชี้บอกหาใช่เส้นทางราบเรียบแต่อย่างใด

รถม้าแล่นไปได้ไม่นานก็มีคนกลุ่มหนึ่งขวางอยู่ข้างหน้า ฉู่หลินหลางจึงชะโงกมองดู

ถนนที่ยังนับว่ากว้างขวางมีบุรุษฉกรรจ์สวมผ้าคลุมหน้ากลุ่มหนึ่งตีวงล้อมจู่โจมสังหารคนบนรถม้าคันหนึ่ง กีดขวางทางไว้จนผ่านไปไม่ได้ ทั้งสี่ด้านของรถม้าคันนั้นมีผู้คุ้มกันเช่นกัน แต่จนใจที่ถูกปิดล้อมด้วยพวกคนร้ายจำนวนมากเกินไป ดูท่าทางจะรับมือไม่ค่อยอยู่แล้ว

คราวนี้ไม่จำเป็นต้องเขย่ากระดองเต่า ฉู่หลินหลางตะโกนอย่างฉับไวทันที “รีบหันหัวม้ากลับเร็วเข้า!”

สารถีก็รับรู้ได้ว่าไม่เข้าที รีบหันหัวม้ากลับเตรียมจะหนีห่างจากการเข่นฆ่านองเลือด

แต่จังหวะนี้เองบุรุษร่างสูงใหญ่ถือดาบผู้หนึ่งพลันพุ่งออกจากรถม้าที่ถูกปิดล้อมอยู่ ในมืออีกข้างของคนผู้นี้ยังหิ้วตัวบุรุษผอมแห้งอีกคนไว้ เขาเหยียบพื้นรถม้ากระโจนทีเดียว คนทั้งคู่ก็ลอยข้ามมาบนรถม้าของฉู่หลินหลางในชั่วพริบตา

หลังบุรุษผู้นั้นผลักเจ้าลูกไก่ผอมกะหร่องในมือเข้าไปในรถม้า เขาก็แย่งสายบังเหียนจากสารถีแล้วออกแรงกระตุกคราเดียว ม้าก็ออกวิ่งไปข้างหน้าคล้ายคึกคะนองเต็มที่ก็ไม่ปาน

ส่วนคนกลุ่มนั้นทางด้านหลังชูดาบไล่ตามมาด้วยท่าทางไม่ยอมลดละ

สาวใช้บนรถม้ากรีดร้องเสียงแหลมอย่างตกใจ มีเพียงฉู่หลินหลางที่ยังนับว่ามีสติ นางกับบุรุษร่างผอมแห้งที่ยังเรียกขวัญคืนมาไม่ได้ข้างกายมองหน้ากันไปมา จากนั้นนางก็ได้ยินเขาพูดกับบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ขับรถม้า

บุรุษที่ขับรถม้าผู้นั้นไม่หันหน้ามา พอได้ยินเสียงถามของบุรุษร่างผอมแห้ง เขาก็ตอบสั้นๆ เท่านั้น

จุดที่พวกเขาถูกดักสกัดเมื่อครู่นี้คือประตูเมืองของเมืองเหลียนพอดี ดูจากทิศทางรถม้าของพวกเขาคงเพิ่งเข้าเมืองมา ยังได้ยินพวกเขาพูดคุยกันด้วยสำเนียงต่างถิ่น น่าจะไม่คุ้นเคยกับพื้นที่เมืองเหลียน ฉู่หลินหลางตะเบ็งเสียงบอกบุรุษที่ขับรถม้าอยู่

“หากท่านผู้กล้าหมายรักษาชีวิตไว้ สามารถเลี้ยวขวาทางด้านหน้าได้ ที่นั่นเป็นค่ายทหารประจำการเมืองเหลียน คนร้ายด้านหลังไม่มีทางกล้าบุกค่ายทหารแน่…”

นางพูดเช่นนี้เป็นการหยั่งเชิง ถ้าบุรุษที่กระโดดขึ้นมาบนรถม้าของนางเป็นสุจริตชนจะต้องทำตามที่นางบอก รีบรุดไปยังค่ายทหารเพื่อเอาชีวิตรอดเป็นแน่ แต่ถ้าหากไม่ทำตาม หลบเลี่ยงค่ายทหาร…ก็แสดงว่าบุรุษพวกนี้มิใช่คนจำพวกที่เผยตัวในที่แจ้งได้!

กระนั้นยิ่งกลัวอะไรก็ยิ่งพบเจอเช่นนั้นจริงๆ! บุรุษผู้นั้นพอได้ยินคำบอกของนางแล้ว ตอนมาถึงสี่แยกเขากลับเลี้ยวซ้ายโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

ฉู่หลินหลางเยาะหยันในใจ ไม่ใช่คนดีจริงดังคาด!

ทว่านางระแวดระวังเขาแต่แรกแล้ว คนชั่วผู้นี้คงไม่มีทางคิดว่าแท้จริงแล้วพอเลี้ยวขวาจะเป็นที่ว่าการเมืองเหลียนต่างหาก ขณะที่ค่ายทหารประจำการเมืองเหลียนกลับอยู่ทางซ้ายนี่เอง ถ้าเขาเป็นคนชั่ว ไม่ว่าเลี้ยวทางใดล้วนเป็นทางตายสถานเดียว!

รอจนกระทั่งไปถึงใกล้ๆ ค่ายทหาร นางก็จะตะโกนเสียงดังให้คนชั่วชิงรถม้าผู้นี้ถูกจับอย่างง่ายดาย!

ตอนนี้ดูเหมือนคนร้ายที่ไล่ตามพวกนางมาจะดูออกว่ารถม้าวิ่งไปทางค่ายทหารก็ค่อยๆ หยุดฝีเท้าเช่นกัน

ชั่วขณะที่เห็นประตูใหญ่ของค่ายทหาร ฉู่หลินหลางก็โก่งคอตะโกนสุดเสียง “ช่วยด้วย! มีคนชิงรถม้าของจวนท่านผู้ตรวจการ!”

พอนางตะโกนเสียงดัง ซย่าเหอด้านหลังก็ได้สติกลับมาแล้วตะโกนตาม เสียงแหลมสูงของพวกสตรีดังลั่นก้องฟ้า พลทหารเวรประจำค่ายจดจำรถม้าของจวนผู้ตรวจการโจวได้ ทั้งยังเห็นฮูหยินผู้ตรวจการยื่นศีรษะออกมาพลางส่งเสียงดังอย่างร้อนรน เขาก็ตีฆ้องสำริดทันที พวกพลทหารยกโขยงกันวิ่งออกมาล้อมรอบรถม้าไว้ทุกด้าน

พลทหารที่เป็นหัวหน้าชักกระบี่ ทำหน้าถมึงทึงตะคอกสั่งให้คนบนรถม้าลงมา

ฉู่หลินหลางดึงปิ่นปักผมบนศีรษะออกมา ยึดตัวบุรุษร่างผอมแห้งบนรถม้าไว้แล้วใช้ปลายปิ่นปักผมจ่อลำคอเขา จากนั้นก็ร้องตวาดใส่บุรุษร่างสูงใหญ่ที่ขับรถม้า

“รีบหยุดรถม้าเดี๋ยวนี้ หาไม่แล้วข้าจะให้คนสับพวกเจ้าเป็นชิ้นๆ!”

บุรุษร่างผอมแห้งซึ่งถูกจับเป็นตัวประกันผู้นั้นจนปัญญาอย่างยิ่ง เขาคาดไม่ถึงว่าข้อมือเรียวเล็กดุจรากบัวอ่อนของสตรีโฉมงามบอบบางปานกิ่งหลิวผู้หนึ่งจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลจนเกือบรัดคอเขาหัก

เจ้าลูกไก่ผอมกะหร่องถูกรัดคอจนตาแทบเหลือกแล้ว เขาร้องเรียกอย่างละล่ำละลัก “ท่านอาจารย์ซือถู…รีบ…รีบหยุดรถม้า…ช่วยข้า!”

บุรุษที่ขับรถม้าหยุดรถม้าตั้งแต่ตอนที่พวกทหารวิ่งกรูออกมาแล้ว ยามนี้ได้ยินเสียงเรียกของบุรุษในรถม้า เขาก็หันหน้ามามอง

ในที่สุดฉู่หลินหลางก็เห็นโฉมหน้าของบุรุษผู้นั้นเต็มตา…

เขาอายุราวยี่สิบกว่าปีซึ่งเป็นช่วงวัยหนุ่มกำลังดี ชุดคลุมบัณฑิตซึ่งแต่เดิมเป็นสีขาวเปรอะเปื้อนคราบเลือดเป็นวงใหญ่ ทำให้เขาคล้ายอสูรโลหิต กระนั้นจมูกโด่งงามกับคิ้วทรงกระบี่นั่นกลับแฝงไว้ด้วยความงามสง่าสุภาพเช่นปัญญาชน ปราศจากความป่าเถื่อนใดๆ ช่างหล่อเหลาคมคายโดยแท้!

นี่คือบุรุษรูปงามที่หาได้ยากจริงๆ…ฉู่หลินหลางสบตากับเขาโดยไม่ตั้งใจ เพียงรู้สึกว่าในดวงตาลุ่มลึกใต้คิ้วนั่นหาได้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาตามประสาบุรุษวัยเยาว์ ดวงตาซึ่งเดิมทีควรจะเป็นประกายกระจ่างใสแฝงความอ่อนโยนนุ่มนวลกลับฉายแววเย็นเยียบประหนึ่งบึงน้ำลึกหนาวเหน็บ โดยเฉพาะยามเขาเพ่งมองมา สายตาเฉยชาคู่นั้นราวกับทิ่มแทงลึกถึงกระดูก

ตอนเขาเห็นชัดถนัดตาว่าผู้ที่จับคนเป็นตัวประกันคือสตรีท่าทางบอบบางอ่อนแอผู้หนึ่งก็อึ้งงันไปชั่วขณะด้วยเหตุผลกลใดก็สุดรู้ ก่อนจะหรี่ตาลงน้อยๆ ทำให้แววตาคมปลาบยิ่งขึ้น

ฉู่หลินหลางเป็นสตรีออกเรือนแล้ว จะสบตากับบุรุษอื่นได้อย่างไร นางหลบตาทันทีโดยไม่รู้ตัว

แต่แขนข้างที่นางยึดตัวบุรุษอีกคนไว้มิได้คลายออกเพื่อเลี่ยงคำครหา มิหนำซ้ำยังรัดคอเจ้าลูกไก่ผอมกะหร่องจนตาแทบเหลือกเป็นครั้งที่สอง

ตอนนี้เองประกายอำมหิตในดวงตาของบุรุษที่ขับรถม้านามว่าซือถูผู้นั้นก็อ่อนลงในที่สุด เขามองสำรวจมวยผมเช่นสตรีออกเรือนแล้วของนางพลางกล่าวเสียงสงบนิ่ง

“ข้าร้อนใจอยากช่วยผู้เป็นนายถึงได้รบกวนฮูหยิน พวกข้ามิใช่คนชั่ว ฮูหยินได้โปรดคลายมือออกโดยไว อย่าให้เลยเถิดจนไม่อาจแก้ไขได้”

พวกทหารตีวงล้อมไว้แล้วยกอาวุธในมือจ่อไปที่ลำคอของบุรุษผู้นั้น

ฉู่หลินหลางเห็นทหารสยบบุรุษซึ่งเป็นตัวสำคัญได้แล้วถึงปล่อยมือออก จากนั้นก็รีบผลักเจ้าลูกไก่ผอมกะหร่องในวงแขนไปให้ทหารที่กระโดดขึ้นมาจับตัวไว้

เวลานี้นางก็ระบายลมหายใจออกมาคราหนึ่ง ยิ้มเยาะพลางพูดว่า “มิใช่คนชั่วหรือ เช่นนั้นเหตุใดพอได้ยินคำบอกกล่าวของข้าแล้วกลับเลี้ยวซ้าย พวกเจ้าจะเป็นงูพิษหรือหนูสกปรก สอบสวนดูก็รู้เอง!”

บุรุษที่ขับรถม้าเลิกคิ้วสูง เอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฮูหยินคงจะตกใจอยู่จึงจำทางผิด ค่ายทหารอยู่ทางซ้าย ไม่ใช่ทางขวาดังเช่นที่ฮูหยินบอก วันนี้เจ้าเมืองเมืองเหลียนไม่อยู่ในที่ว่าการ คนร้ายที่ลอบสังหารพวกข้ามีจำนวนมาก หากไปที่นั่นเกรงว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่เฝ้าที่ว่าการไม่กี่คนนั้นจะรับมือไม่ไหว”

ว่ากันว่าผู้แทนพระองค์ที่เบื้องบนส่งมาจะไปตรวจราชการที่อำเภอติดกัน เช้าตรู่วันนี้ขุนนางท้องถิ่นจึงไปที่นั่นกันหมด แม้แต่โจวสุยอันสามีนางก็ไปด้วย

ฉู่หลินหลางได้ยินคำกล่าวของเขาแล้วนิ่งงันไป นางคิดไม่ถึงว่าบุรุษที่พูดสำเนียงต่างถิ่นผู้นี้จะคุ้นเคยกิจการภายในเมืองเหลียนถึงเพียงนี้ บุรุษที่เปื้อนเลือดทั่วร่างผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดถึงรู้อะไรๆ อย่างละเอียดเช่นนี้ หรือว่า…

นางไม่ทันคิดต่อ พวกทหารก็ค้นพบป้ายมังกรเข้าวังหลวงจากตัวเจ้าลูกไก่ผอมกะหร่องผู้นั้น

ป้ายอันนั้นมีสีทองอร่ามขนาดไม่ใหญ่เท่าไรนัก ทหารที่พบป้ายเห็นสีของมันแล้วก็อดเอาเข้าปากลองกัดดูตามความเคยชินไม่ได้…

ต่อมาภายหลังพอฉู่หลินหลางนึกย้อนกลับไปทีไร ในบรรดาคำกล่าวที่มีอยู่อย่างจำกัดในสมองนางมีเพียงคำว่า ‘ไก่บินสุนัขกระโดด’* ที่บรรยายเหตุการณ์หลังจากนั้นได้ เพราะทุกอย่างโกลาหลวุ่นวายไปหมด

หลังเจ้าเมืองได้ข่าวก็เร่งรุดกลับมาแล้วไสหัวออกจากเกี้ยว จากนั้นก็แทบหมอบคลานเข้ามาตลอดทาง

ทางด้านจางเสี่ยนพอได้ยินว่าสตรีในจวนสกุลโจวก่อเรื่องร้ายแรงขึ้น เขาที่คุกเข่าแฝงกายอยู่ในหมู่ขุนนางอยู่ก็มีสีหน้าสาแก่ใจในคราวเคราะห์ของผู้อื่น

ทั้งยังมีโจวสุยอันสามีหน้าบึ้งตึงของนาง…เขาตกใจเมื่อได้ข่าวว่าภรรยาตนใช้ปิ่นปักผมจ่อคอท่านผู้นั้น พอมาถึงก็คุกเข่ากับพื้นเสียงดังด้วยสีหน้าตึงเครียด อยากก้มศีรษะมุดดินใจจะขาด

สรุปได้ว่าเหล่าขุนนางเมืองเหลียนล้วนคุกเข่าเรียงรายกันอยู่เบื้องหน้าเจ้าลูกไก่ผอมกะหร่อง…ไม่ถูก ต้องเป็นองค์ชายหกแห่งราชวงศ์ผู้ผอมแห้งแรงน้อยทว่าทรงอำนาจน่าเกรงขามมาแต่กำเนิด

ที่แท้แผนการเปลี่ยนแปลงแวดวงขุนนางของฮ่องเต้ในครั้งนี้ใช้วิธีการเด็ดขาดฉับไวเป็นสำคัญ แล้วผู้แทนพระองค์ที่ถูกส่งมาตรวจสอบกิจการภายในหน่วยราชการชายแดนก็มิใช่คนสามัญธรรมดา เขาคือหลิวหลิงพระโอรสองค์ที่หกของฮ่องเต้

ตลอดทางเขาใช้นามแฝงโดยไม่เปิดเผยศักดิ์ฐานะองค์ชาย แต่ทำการกวาดล้างขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างเฉียบขาดไม่ขาดสาย

เมืองเหลียนตั้งอยู่ในเขตชายแดนห่างไกลพระเนตรพระกรรณ อีกทั้งชาวบ้านที่นี่มีนิสัยแข็งกร้าวดุดัน แค่คำกล่าวที่ว่า ‘กล้าลากฮ่องเต้ลงม้า’** ก็บ่งบอกถึงความป่าเถื่อนของผู้คนในดินแดนล้าหลังแห่งนี้ได้แล้ว

ทางด้านองค์ชายหกก็สังหารคนไม่หยุดมือ ตั้งใจเลือกแต่พวกงูเจ้าถิ่นตัวใหญ่ บัดนี้เขาสังหารขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงในอำเภอติดกันไปสามคนแล้ว

เผอิญว่าน้องชายคนรองของหนึ่งในคนที่ตายไปนั้นเป็นอันธพาลอันดับหนึ่งชื่อดังในรัศมีโดยรอบร้อยหลี่*** แห่งนี้ คนผู้นี้มักวางอำนาจบาตรใหญ่ อาศัยว่ามีเงินมีทอง ทั้งยังคบหากับพวกโจรป่า นับเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของถิ่นนี้เทียบชั้นฮ่องเต้ได้ทีเดียว ที่ผ่านมาขุนนางท้องถิ่นล้วนไม่กล้าตอแยเขา

ดังนั้นคนผู้นี้อยู่ที่เมืองชายแดนนับวันยิ่งใจกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ ถึงกับมีความคิดจะเชือดไก่ให้ลิงดู!

เมื่อได้ยินว่าพี่ชายตนถูกคนสังหาร เขาก็บังเกิดความคิดชั่วร้ายโดยพลัน บงการผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปิดหน้าปิดตาปลอมตัวเป็นคนร้ายสะกดรอยตามไปตลอดทาง สุดท้ายยามรุ่งเช้าก็ระดมคนบุกเข้าเมืองเหลียน หมายลอบสังหารผู้แทนพระองค์กลางถนนแล้วค่อยโยนความผิดให้พวกโจรเร่ร่อน

หากเจ้าอันธพาลผู้นั้นล่วงรู้ว่าคนที่ตนเองลอบสังหารคือองค์ชายหกแห่งราชวงศ์ที่สวมชุดสามัญชนออกมาตรวจเยี่ยมชายแดน เกรงว่าคงไม่กล้าก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ น่าเศร้าที่ว่าพวกอันธพาลเป็นคนจุดไฟ แต่ชาวบ้านอย่างฉู่หลินหลางกลับต้องรับเคราะห์ไปด้วย

ถึงแม้เจ้าเมืองจะมีความผิดฐานดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่บกพร่องก็จริง ทว่าโทษทัณฑ์ของภรรยาโจวสุยอันนั้นรุนแรงยิ่งกว่า

สตรีนางนี้บังอาจรัดคอองค์ชายผู้สูงศักดิ์ มีโทษสถานหนักถึงขั้นศีรษะหลุดจากบ่าทั้งตระกูลทีเดียว!

 

* ชั่วยาม เป็นหน่วยนับเวลาของจีน หนึ่งชั่วยามเทียบได้กับเวลาสองชั่วโมง

** ไห่ถัง หรือ Chinese flowering apple เป็นพืชตระกูลแอปเปิ้ล ดอกมีทั้งสีขาว สีชมพูอ่อน และสีแดง

*** แถบเตียน คือพื้นที่บริเวณมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ในปัจจุบัน

* ชาวจีนเชื่อว่าในแต่ละครัวเรือนจะมีเทพเจ้าเตาสิงสถิตอยู่เพื่อปกป้องคุ้มครองและอำนวยพรให้แก่ครอบครัวนั้นๆ เทพเจ้าเตาจะคอยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมมนุษย์แล้วกลับไปรายงานต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ (อวี้หวงต้าตี้) ในวันที่ 23 หรือ 24 เดือน 12 ตามจันทรคติจีน

* รักษาม้าตายเยี่ยงม้าเป็น เป็นสำนวน หมายถึงแม้จะรู้ว่าหมดทางแก้ไขเยียวยา แต่ยังคงกอดความหวังสุดท้ายพยายามอย่างถึงที่สุด

** เจ้าแม่หนี่ว์วา คือเทพธิดาในตำนานจีน เป็นผู้สร้างมนุษย์และซ่อมแซมเสาค้ำยันสวรรค์

* ไก่บินสุนัขกระโดด หมายถึงสถานการณ์ที่ชุลมุนวุ่นวาย

** กล้าลากฮ่องเต้ลงม้า เปรียบเปรยถึงคนที่กล้าบ้าบิ่นเกินขอบเขตโดยไม่ยำเกรงแม้แต่ผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างฮ่องเต้

*** หลี่ (ลี้) เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน เทียบได้กับความยาวประมาณ 500 เมตร

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: