เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกพึงพอใจ ยันข้อศอกลงบนที่วางแขนของเก้าอี้ ขณะเอียงศีรษะมองไป ดวงตาก็มีความสดใสและไร้เดียงสาของสาวน้อยปรากฏขึ้น
อ้อ! ที่แท้ขมับขวาของเขาก็มีเส้นเลือดสีเขียวอยู่เส้นหนึ่งเช่นเดียวกัน ไม่ใช่สิ มีสองเส้น เสิ่นเจาเหยียนแย้มยิ้ม ดวงตายกโค้งของนางสะท้อนแสงเทียนและอาวุธ ดูพร่างพราวสะดุดตาเป็นพิเศษราวกับดวงดาว
เพียงแค่มองเสิ่นเจาเหยียนก็ค่อยๆ สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง แม้ว่าเซี่ยจิ่งซีจะพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองอย่างหนัก แต่เหตุใดจึงก้าวเท้ายาวมาทางนางอย่างรวดเร็ว แต่เป้าหมายขององครักษ์ติดตามของนางกลับอยู่ที่องครักษ์ของศาลต้าหลี่ และเพิกเฉยต่อตุลาการใหญ่เซี่ยที่ดูเหมือนสุภาพบุรุษผู้อบอุ่นอ่อนโยนผู้นี้ไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเซี่ยจิ่งซีเดินมาจนอยู่ห่างจากนางสามก้าว ในที่สุดองครักษ์ติดตามคนหนึ่งก็สังเกตเห็นและชักดาบออกมาเพื่อสกัดเขาไว้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเด็ดเดี่ยวและท่าทางที่พร้อมจะถวายเลือดให้แก่ดาบของเซี่ยจิ่งซีนั้นก็รู้สึกหวาดกลัวจนดาบยาวในมือหมุนเกือบจะบาดตนเอง และเวลาเพียงชั่วอึดใจนี้เซี่ยจิ่งซีก็ยื่นมือผลักองครักษ์ติดตามออกไป เดินตรงไปยืนอยู่ตรงหน้าเสิ่นเจาเหยียน
เงาสีดำกลุ่มหนึ่งกดทับลงมาอย่างหนัก เวลานี้เสิ่นเจาเหยียนจึงพบว่าเขาตัวสูงถึงเพียงนี้ ชุดขุนนางสีม่วงคาดเข็มขัดหยกเดินมาหยุดยืนตรงหน้า นางนั่งอยู่ก็ยังไม่สูงเท่าหน้าอกของเขาด้วยซ้ำ
ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมาก แม้นางจะพยายามเอนหลังอย่างสุดความสามารถ แต่ก็หนีกลิ่นอ้ายเฉ่า* และชังจู๋** ที่ชัดเจนไม่พ้น คงจะถูกรมตอนที่ชันสูตรศพเมื่อครู่ กลิ่นอ่อนๆ แต่มีกลิ่นหอมฉุนเผ็ดร้อนระคนอยู่ด้วย
“จวิ้นจู่” ในขณะที่ความคิดกำลังหลุดลอยไปก็มีเสียงทุ้มเย็นชาของบุรุษดังขึ้นเหนือศีรษะ
น้ำเสียงของเขาราบเรียบอย่างยิ่ง แต่ปลายเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อยก็ยังเผยให้เห็นถึงความอดกลั้นที่เขาพยายามเก็บซ่อนอยู่ในเวลานี้
หัวใจของเสิ่นเจาเหยียนเต้นราวกับรัวกลอง ขณะสับสนก็ได้ยินเขาพูดเพียงว่า “โปรดปฏิบัติตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ด้วย มิเช่นนั้น…”
“ท่านกล้า!”
เสิ่นเจาเหยียนลุกขึ้นทันที ทำท่าเหมือนจะลงมือ แต่ทันใดนั้นนางก็รู้สึกถึงแรงมหาศาลที่ข้อมือ เมื่อก้มลงมองก็เห็นว่าเซี่ยจิ่งซีคว้าข้อมือข้างหนึ่งของนางเอาไว้แล้ว ครั้งนี้เขาไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย ใช้กำลังมหาศาลดึงนางไปด้านข้าง!
เสิ่นเจาเหยียนเกือบจะลอยออกไป แต่ในเวลาต่อมาช่วงท้องก็ชนกับของแข็งบางอย่าง แรงจนซี่โครงของนางมีเสียงดัง ‘พลั่ก’
นี่ข้า…ถูกเซี่ยจิ่งซีอุ้มขึ้นมาด้วยมือเดียวหรือ!
เสิ่นเจาเหยียนหันไปมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่ตรงหน้ามีเพียงใบหน้าด้านข้างที่คมชัดนั้น ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดคนผู้นี้ไม่ว่ามองจากด้านหน้าหรือด้านข้างล้วนให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นางตกใจไม่น้อย รู้สึกเหมือนเอวจะหัก เป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนแท้ๆ เหตุใดเซี่ยจิ่งซีจึงมีแขนที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นพละกำลังในการแบกคนด้วยแขนข้างเดียวน่าจะพอๆ กับแม่ทัพที่รักษาการณ์อยู่บริเวณชายแดนตลอดทั้งปีเลยทีเดียว
เสิ่นเจาเหยียนดิ้นรนอย่างสุดชีวิต แต่ไม่ว่านางจะเตะต่อยอย่างไรกลับเหมือนมดที่พยายามเขย่าต้นไม้ และการดิ้นรนอย่างแรงเช่นนี้ยังดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างอีกด้วย
ผู้ว่าการหลี่ตกใจมากจนลืมร้องคร่ำครวญ เขาแหวกผมขาวที่กระจัดกระจายลงมาตรงหน้า เบิกตาฝ้าฟางจ้องมองพวกเขาสองคนตาไม่กะพริบ
ชั่วขณะหนึ่งการต่อสู้ในศาลก็หยุดลง
ยังไม่ทันที่เสิ่นเจาเหยียนจะโกรธจนหน้าแดง อับอายจนต้องเอ่ยข่มขู่ นางก็รู้สึกเหมือนฟ้าดินพลิกกลับ เลือดที่ร้อนผ่าวไหลไปยังหน้าผากจนไม่สามารถส่งเสียงใดๆ ออกมาได้ เวลานี้นางจึงตระหนักว่าศีรษะของตนเองทิ่มลงพื้น
“เซี่ย…จิ่ง…ซี…”
ข้าจะฆ่าท่าน!