เหวยเจิ้งหันมามองในเวลานี้เช่นกันและประสานสายตากับเสิ่นเจาเหยียนที่อยู่ในรถม้าพอดี
“คารวะเจาผิงจวิ้นจู่”
เสียงของเขาดังชัดเจนยามโค้งคารวะเสิ่นเจาเหยียน แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความสาแก่ใจอย่างแท้จริง
จริงดังคาด ทุกคนที่ได้ยินเสียงนั้นต่างก็หันมองไปทางเสิ่นเจาเหยียนด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง สถานการณ์ในเวลานี้หากเป็นคุณหนูในห้องหอทั่วไปคงจะทำอะไรไม่ถูกนานแล้ว แต่ช่วยไม่ได้ที่หนังหน้าของเสิ่นเจาเหยียนนั้นหนาราวกับกำแพงเมือง เมื่อถูกทุกคนจ้องมองเช่นนี้ นางไม่เพียงไม่ครั่นคร้าม กลับเกิดจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้น
นางประสานสายตากับเหวยเจิ้งนิ่ง แล้วเชิดหน้าก้าวเท้าลงจากรถม้า
“เกิดอะไรขึ้น” เสิ่นเจาเหยียนเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเหวยเจิ้งแล้วเอ่ยถามเขา “วันนี้รองเจ้ากรมเหวยมีเวลาว่างหรือเปลี่ยนที่ทำงานหรือ เหตุใดจึงไม่อยู่ที่กรมอาญา แต่กลับมาเฝ้าประตูศาลต้าหลี่”
เหวยเจิ้งยกยิ้ม เขาพยักหน้าพลางชี้ไปทางฝูงชนที่ยืนล้อมอยู่หลายชั้นและพูดอย่างจนใจ “นี่ไม่ใช่ปัญหายุ่งยากที่กรมอาญาต้องจัดการหรือ เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ คนในครอบครัวของอดีตนักโทษเหล่านี้แห่กันไปที่กรมอาญาและเรียกร้องให้พิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง เรื่องใหญ่เช่นนี้รองเจ้ากรมขั้นสี่เช่นข้าน้อยจะตัดสินใจได้อย่างไรกัน นี่อย่างไรเล่า…” เขาหันไปมองแผ่นป้ายศาลต้าหลี่ที่อยู่ด้านหลังแล้วเอ่ยเสริมว่า “ข้าน้อยได้พาเจ้าทุกข์เหล่านี้มาที่ศาลต้าหลี่เพื่อสอบถามตุลาการใหญ่เซี่ยว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร”
เสิ่นเจาเหยียนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ ‘ปัญหายุ่งยาก’ เอย ‘เจ้าทุกข์’ เอย เหวยเจิ้งคิดว่านางฟังความหมายเหน็บแนมในคำพูดของเขาไม่ออกหรืออย่างไรกัน ฝ่ามือนั้นได้ตบลงมาที่ใบหน้านางตรงๆ แล้ว แต่นางไม่โกรธ เสิ่นเจาเหยียนหันหลังกลับไปกวาดตามองคนที่อยู่ตรงเชิงบันไดที่เรียกว่า ‘เจ้าทุกข์’ มองเพียงปราดเดียวก็จับฝ่ายสกุลหวังผู้จงรักภักดีในนั้นได้หลายคน
“เฉิงหยางโหว” เสิ่นเจาเหยียนยิ้มอย่างไม่มีพิษมีภัยแล้วพูดกับเขาว่า “หากข้าจำไม่ผิด บุตรชายของท่านกินยาเกินขนาดจนตาย ท่านมีเรื่องอะไรจะร้องทุกข์หรือ”
เฉิงหยางโหวพูดอย่างโกรธเคือง “สาเหตุการตายของบุตรชายผู้ล่วงลับเดิมทีก็เป็นปริศนาอยู่แล้ว ในตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเสนาบดีเสิ่นตัดสินคดีอย่างไม่รอบคอบ ฆาตกรตัวจริงจะยังคงลอยนวลจนถึงวันนี้ได้อย่างไร ส่วนข้าก็ทำได้เพียงทุกข์ใจมาเป็นเวลานานหลายปี…”
“ฮะ?” เสิ่นเจาเหยียนขัดจังหวะเขาและถามกลับว่า “แต่ซื่อจื่อผู้นั้นไม่ได้ตายในห้องเวจของย่านผิงคังฟางหรือ ประตูสถานที่เกิดเหตุในเวลานั้นลงกลอนจากด้านใน ภายในห้องมีเพียงซื่อจื่อและถังปลดทุกข์หนึ่งใบ ท่านลองพูดมาซิ ฆาตกรตัวจริงที่ว่าลอบสังหารอย่างไร”
คำถามนี้ทำให้เฉิงหยางโหวตาค้างอย่างคาดไม่ถึง ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยคาดคิดว่าเสิ่นเจาเหยียนจะรู้รายละเอียดของคดีได้ละเอียดเช่นนี้ เมื่อพูดต่อหน้าผู้คนในเวลานี้กลับทำให้เขารู้สึกกระดากอาย
เฉิงหยางโหวโกรธมาก แต่ทำได้เพียงยืดคอปฏิเสธ “พูดจาเหลวไหลทั้งเพ! ท่านเป็นสตรีในเรือนหลังจะรู้รายละเอียดคดีของกรมอาญาได้อย่างไร!”
“หา? หรือว่าข้าจำผิด?” เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกประหลาดใจจึงพูดอีกว่า “หากข้าจำผิด มิสู้ให้รองเจ้ากรมเหวยนำสำนวนความมาดูดีกว่า พวกเรามาตรวจสอบกันต่อหน้าทุกคนดีหรือไม่”
ทันทีที่พูดออกไป เฉิงหยางโหวก็พูดไม่ออกทันที บุตรชายผู้ไม่เอาไหนของเขาเมื่อยามมีชีวิตอยู่หมกมุ่นในสุราและนารี ยามตายเนื่องจากกินยาปลุกกำหนัดเกินขนาดจนทำให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ล้มหน้าคว่ำลงไปในถังปลดทุกข์ในห้องเวจ เรื่องนี้เดิมทีเป็นเรื่องน่าอับอายอยู่แล้ว ในตอนนั้นเขายังไม่กล้าแพร่งพราย เวลานี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เสิ่นเจาเหยียนเห็นเฉิงหยางโหวโมโหโกรธาแต่กลับไม่สามารถโต้แย้งได้ก็คร้านที่จะโต้เถียงกับเขาอีก จึงหันไปถามเหวยเจิ้ง
“รองเจ้ากรมเหวยพาคนมาที่หน้าศาลต้าหลี่ต้องตรวจสอบคำให้การของคนเหล่านี้ก่อนหรือไม่ มิเช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไรเล่า รวมตัวกันก่อความวุ่นวาย ปล่อยให้ราษฎรบีบคั้นเจ้าหน้าที่หรือ”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 25 ก.ย. 69