ย่านซั่นเหอฟางเกิดสถานการณ์ชุลมุน แต่เคราะห์ดีที่หมิงหวาจางจัดการเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที หากไม่นับอุบัติเหตุโคมไฟระเบิด ช่วงแรกสุดมีเพียงไม่กี่คนเบียดผลักกันจนบาดเจ็บ นอกจากนี้ก็ไม่มีคนตาย หมิงหวาจางวุ่นวายอยู่ครึ่งชั่วยาม ไม่อาจแยกร่างได้ แต่เพียงเห็นรางๆ ทางหางตาว่าหมิงหวาฉังกับเฉิงสวินยืนอยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนพูดคุยกันนานยิ่ง
หมิงหวาจางงานยุ่งอยู่ก็ยังอดไม่ได้ต้องขมวดคิ้ว พวกเขาพูดคุยอะไรกัน เหตุใดถึงจริงจังเพียงนั้น
บริเวณนี้ปิดถนนแล้ว ขณะนี้บนถนนโล่งว่าง ผู้มีอำนาจตัดสินใจคือพี่ชายของนาง หมิงหวาฉังจึงไม่ต้องเลี่ยงคำครหา เดินไปถึงจุดเกิดอุบัติเหตุแล้วตรวจดูผู้ตายอย่างเปิดเผยทันที
ศพถูกระเบิดจนเลือดเนื้อเคล้ากัน สิ่งของรอบด้านก็ถูกเผาไหม้ ไม่รู้โดยสิ้นเชิงว่าจะเริ่มหาเบาะแสได้จากที่ใด ขณะที่หมิงหวาฉังดูอย่างจดจ่อ ด้านหลังพลันมีเสียงกังวานของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมา
“ผู้ตายคือเถ้าแก่หอสุราจิ่นซิ่ว”
หมิงหวาฉังหันไปก็เห็นหมิงหวาจางเดินมาช้าๆ ข้างเอวถึงกับเหน็บหน้ากากสีเขียวเขี้ยวยาวอันนั้นอยู่ เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย ทว่าท่วงทียังคงสงบเยือกเย็น
“เถ้าแก่เพิ่งได้บุตรชาย เขาดีใจอย่างยิ่ง จึงตั้งซุ้มโคมไฟหน้าหอสุราจิ่นซิ่วของเขา ร่วมรื่นเริงกับคนบนถนน ทั้งยังจะจุดโคมร้อยปีต่อหน้าผู้คนเพื่อความเป็นมงคล ใครจะรู้ว่าโคมร้อยปีเพิ่งจุดก็พลันระเบิด เถ้าแก่ถูกระเบิดตายคาที่ คนคุมห้องบัญชีกับลูกจ้างที่ยืนอยู่ข้างกันล้วนถูกระเบิดจนบาดเจ็บ ส่วนฮูหยินเถ้าแก่อุ้มบุตรชายที่ร้องไห้ไปยืนไกลหน่อยจึงเคราะห์ดีรอดพ้นภัย เพียงได้รับความตื่นตระหนก ข้าให้คนส่งผู้บาดเจ็บไปหาหมอแล้ว รายละเอียดอาการต้องอีกสักพักจึงจะรู้ได้”
หมิงหวาฉังผงกศีรษะ มองศพที่ไม่เหลือเค้าเดิมอยู่ข้างเท้าของนาง เอ่ยด้วยความฉงนสงสัย “ต่อให้เถ้าแก่ต้องการความเป็นมงคล ทำโคมร้อยปีให้ใหญ่เป็นพิเศษ แต่ข้างในมีแค่เทียนกับน้ำมันตะเกียง เหตุใดถึงระเบิดได้เล่า”
“น่าจะไม่ใช่อุบัติเหตุ” หมิงหวาจางกล่าว “ตอนนั้นข้าเห็นแสงสีขาวเจิดจ้าบาดตายิ่ง ไม่อาจตัดกรณีที่มีคนเล่นอุบายกับโคมร้อยปี สลับเชื้อเพลิงข้างในเป็นดินปืน”
หมิงหวาฉังฟังแล้วตกใจจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ขอพรให้เด็ก…แต่ใส่ดินปืนลงในโคมไฟ…นี่บาดหมางคั่งแค้นอะไรกันนักหนา พวกเขาไปล่วงเกินใครกันแน่”
หมิงหวาจางกล่าว “ได้แต่รอสภาพจิตใจของฮูหยินเถ้าแก่คงที่สักหน่อยค่อยไปถามนาง”
พวกเขาสองคนยืนพูดคุยกันตรงจุดเกิดเหตุที่มืดทึม จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าเคลื่อนเข้ามาใกล้ เป็นเจิ้นกั๋วกงขี่ม้ามา พอเห็นพวกเขาสองคนแล้วเจิ้นกั๋วกงก็ยังคงรู้สึกใจหายและหวาดกลัว
“หวาจาง ฉังฉัง พวกเจ้าไม่เป็นไรกระมัง”
เดิมทีเจิ้นกั๋วกงไม่ยินดีจะเบียดเสียดกับผู้คนบนถนน กอปรกับมีหมิงหวาจางอยู่ เขาจึงทำธุระของตนอยู่ในจวนอย่างวางใจ ปล่อยให้พวกผู้เยาว์ออกไปเที่ยวเล่นกันเอง ทว่าจู่ๆ พวกหมิงอวี๋ก็กลับมาบอกหน้าตื่นว่าบนถนนน่าจะเกิดเหตุเหยียบกัน เขารออยู่เป็นนาน ไม่เห็นเงาร่างของหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังกลับมาเสียทีก็ใจหาย จึงรีบรุดมาเสาะหาตรงจุดเกิดเหตุทันที เคราะห์ดี…ที่เด็กทั้งสองคนล้วนไม่เป็นไร
ยามนี้หมิงหวาจางค่อยตระหนักได้ว่าเขาวุ่นวายอยู่กับการระบายฝูงชนออกจากจุดเกิดเหตุ ถึงกับลืมแจ้งข่าวไปที่จวน
เขารีบขออภัยเจิ้นกั๋วกง เจิ้นกั๋วกงมีหรือจะหักใจตำหนิพวกเขาลง จึงทอดถอนใจแล้วเอ่ยว่า “หวาจาง ทำเช่นนี้ไม่ได้ รีบลุกขึ้น พวกเจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
หมิงหวาจางละอายใจอย่างยิ่ง เขาสั่งคนปิดล้อมจุดเกิดเหตุไว้ให้ดี จากนั้นก็รีบให้คนนำรถม้ามา ตั้งใจจะส่งเจิ้นกั๋วกงกับหมิงหวาฉังกลับจวนไปพักผ่อนก่อน
จุดอื่นในเมืองฉางอันยังคงครึกครื้น ทว่าคนสกุลหมิงไม่มีแก่ใจจะเที่ยวเล่นแล้ว หมิงหวาฉังนั่งพิงอยู่ในตัวรถม้าที่โคลงเคลง หลับตาครุ่นคิดถึงคดีระเบิด ครั้นล้อรถม้าบดผ่านก้อนกรวด ม่านรถม้าก็สะบัดเปิดเล็กน้อย นางหลับตาอยู่มองไม่เห็นด้านนอก…จึงไม่รู้ว่าซูสิงจื่อกับซูอวี่จี้กำลังเดินสวนมา
หางตาซูอวี่จี้เหลือบเห็นคนบนหลังม้า ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนหันไปมอง เดิมทีซูสิงจื่อยังไม่รู้สาเหตุ จนกระทั่งเขาเห็นเงาร่างที่คุ้นตาบนหลังม้า ใบหน้าเขาก็แข็งทื่อไปเช่นกัน
หมิงหวาจาง? เช่นนั้นบุรุษวัยกลางคนบนหลังม้าตัวหน้า…ก็คือญาติผู้ใหญ่ในสกุลหมิงหรือ
หรืออาจเป็น…เจิ้นกั๋วกงหมิงไหวยวนนั่นเอง
ซูสิงจื่อลอบมองไปทางซูอวี่จี้ ซูอวี่จี้ขมวดคิ้วจับจ้องไปข้างหน้า แววตาฉงนสงสัย
เงาร่างของคนผู้นี้คุ้นตายิ่งนัก คล้ายเคยเห็นมาก่อน
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนตุลาคม 2569)