มู่ฉางโจวกดตำราพับทบลง ก่อนถามขึ้นกะทันหัน “อู๋ฮั่วไปที่ใด สมัยก่อนคนที่ถกเรื่องนี้กับข้ามากที่สุดก็คือเขา”
เฟิงซุ่นอินประหนึ่งรับแรงกระแทกอีกครา อู๋ฮั่วคือพี่ใหญ่ของนาง เฟิงอู๋ฮั่ว บุตรชายคนโตสกุลเฟิง นางขยับริมฝีปาก “ไปแล้ว…”
มู่ฉางโจวจำได้ว่านางเคยพูดว่าคนในครอบครัวบ้างจากไป บ้างไม่อยู่แล้ว จึงถามต่อ “ไปที่ใด”
ดวงหน้าของเฟิงซุ่นอินประหนึ่งมีน้ำค้างแข็งเกาะ “จากไปแล้ว ไม่ใช่ไปที่ใด”
มู่ฉางโจวชะงักงัน ก่อนผงกศีรษะ “ก็จริง เขาเป็นบุตรชายคนโต หากมิใช่ว่าไม่อยู่แล้ว น่าจะไม่มีทางทอดทิ้งสกุลเฟิงอย่างไม่ไยดี”
เฟิงซุ่นอินได้ยินเขาพูดเสียงเบาราวกับไม่ใส่ใจ เหมือนกับตอนที่ถามเรื่องครอบครัวของนางก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งของหัวใจก็ประดุจถูกดึงขึ้นมาอย่างแรงแล้วปล่อยจมลงก้นบึ้งอีกครั้ง “พี่รองมู่ยังมีอะไรที่อยากพูดอีกหรือไม่ มิสู้พูดออกมาเลยทีเดียว”
มู่ฉางโจวไล่สายตาไปทั่วใบหน้านางรอบหนึ่ง ก่อนมองสบตานาง “ได้ยินว่าสกุลเฟิงตกอับลงเพราะทำความผิด เจ้าคงไม่ได้คิดอาศัยเรื่องนี้ให้เฟิงอู๋จี๋ได้เลื่อนขั้น ฟื้นฟูสกุลเฟิงกลับมาแล้วค่อยพลิกคดีให้กับบิดาเจ้าอีกที?”
เฟิงซุ่นอินมองเขา “ข้ารู้เพียงว่าข้ามีหน้าที่รับผิดชอบต่อสกุลเฟิง”
เดิมทีมู่ฉางโจวอยากถามว่าหน้าที่รับผิดชอบอะไร แต่เห็นแววตาเย็นชาของนางแล้ว ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ถาม
จิตใจของเฟิงซุ่นอินสงบลงแล้ว ยิ่งสงบลง สีหน้ากลับยิ่งเย็นชา นางยื่นสองมือหาเขา “หากพี่รองมู่จะใช้เรื่องเหล่านี้มาตัดสินโทษข้า เช่นนั้นก็จับข้าไปเถอะ จะจัดการเช่นไรก็แล้วแต่ท่าน”
มู่ฉางโจวมองมือนาง กระทั่งตอนนี้ก็ยังมองไม่เห็นความลนลานของนางเลยแม้แต่น้อย ถึงขั้นที่จวบจนขณะนี้นางยังมองออกว่าเขาพูดทุกอย่างจากการวิเคราะห์และการคาดเดา สายตาของเขาจึงหยุดอยู่ที่ใบหน้าของนางเนิ่นนาน ไม่อาจละไปที่ใดได้ “เช่นนั้นก็เท่ากับว่าอินเหนียงได้เปรียบไปแล้วสิ”
เฟิงซุ่นอินขมวดคิ้ว เขาที่อยู่ด้านข้างพลันก้าวเข้าใกล้อีกหนึ่งก้าว คลุมเงาลงมาตรงหน้านาง นางถึงขั้นอยากก้าวถอยหลบโดยไม่รู้ตัว แต่ก็อดทนเอาไว้
มู่ฉางโจวก้าวเข้าใกล้นาง มือหนึ่งจับข้อมือนางที่ยื่นมา ปากกลับเอ่ยว่า “ในเมื่ออินเหนียงมีความสามารถเช่นนี้ เหตุใดไม่ช่วยข้าเล่า”
เฟิงซุ่นอินเงยหน้ามองเขาอย่างตกตะลึง หลงนึกว่าตนเองฟังผิดไป “ท่านว่าอะไรนะ”
“ตอนที่ข้ารู้เรื่องพวกนี้มันยังเป็นเพียงวิธีการคร่าวๆ เท่านั้น แต่จนถึงวันนี้กลับกลายเป็นการซ่อนข้อความที่สมบูรณ์ มีหลักเกณฑ์แน่นอนจนข้าเองก็ยากจะเข้าใจในรายละเอียดได้” มู่ฉางโจวมองนางด้วยแววตาเข้มขึ้น “ฉะนั้นผู้ที่เติมเต็มให้มันสมบูรณ์ก็มิใช่ใครอื่น นอกจากอินเหนียง สิ่งที่เจ้ารู้นั้นย่อมมิใช่เพียงเท่านี้แน่นอน”
แววตาของเฟิงซุ่นอินวูบไหวเล็กน้อย ก่อนหน้านี้นางก็คิดไว้แล้วว่าแม้เขาจะรู้อะไรมา แต่ก็ไม่มีทางรู้รายละเอียดทั้งหมด ขนาดสกุลเฟิงในตอนแรกยังเพียงทดลองดู ต่อให้เคยบอกเขา ข้อมูลที่บอกก็มีอยู่อย่างจำกัด เขาอาศัยการวิเคราะห์คาดเดาพฤติกรรมของนางออกมาจริงๆ ด้วย นางตั้งสติตอบกลับ “พี่รองมู่ไม่กลัวคาดเดาผิดหรือเจ้าคะ”
“คาดเดาผิดข้าก็ยอม” มู่ฉางโจวจับจ้องใบหน้าของนาง “ที่เหลียงโจวนอกจากข้าแล้ว ไม่มีใครสามารถสังเกตเห็นความสามารถของอินเหนียงได้อีก ดังนั้นน่าจะไม่ผิด”
เฟิงซุ่นอินใคร่ครวญคำพูดของเขา ทั้งยังมองข้อมือตนเองที่ถูกเขาจับไว้อีกที ก่อนเอ่ยเสียงเบา “พี่รองมู่ข่มขู่ข้าอีกแล้วหรือ”
“นี่คือการปรึกษา” แววตาของมู่ฉางโจวแน่วแน่ เขายืดตัวตรงขึ้นเล็กน้อย “ข้าเคยเป็นจิ้นซื่อและเคยเข้าเฝ้าฝ่าบาท พระองค์ทรงวัยไล่เลี่ยกับข้า ความคิดมิได้ซับซ้อนนัก ข้ารู้ว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการป้องกันชายแดน สิ่งที่พระองค์ทรงต้องการคือความมั่นคง ไม่มีศึกสงคราม เจ้ามอบในสิ่งที่ฝ่าบาททรงประสงค์แก่พระองค์ มอบในสิ่งที่ข้าปรารถนาแก่ข้า แล้วจะมีสิ่งใดเล่าที่ไม่สมควร”
เฟิงซุ่นอินยิ่งตกตะลึงกว่าเดิม สายตาตกอยู่บนใบหน้าเขา ทว่ามองไม่ออกถึงท่าทีล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย นางรู้สึกเพียงว่านัยน์ตาเขาล้ำลึกดุจหมึก ลึกจนไม่เห็นก้นบึ้ง
มู่ฉางโจวผ่อนแรงที่จับข้อมือนางเล็กน้อย กลายมาเป็นกุมไว้เฉยๆ พร้อมเอ่ยเสริมอีกประโยค “ข้ากับอินเหนียงเป็นสามีภรรยากันแล้ว หรือว่าแค่เฟิงอู๋จี๋ได้เลื่อนขั้นก็เพียงพอ? หากคิดฟื้นฟูสกุลเฟิงจริงๆ มีสามีที่มีอำนาจเพิ่มมาอีกคนไม่ใช่ว่ายิ่งมีประโยชน์ต่อเจ้าหรือ”
เฟิงซุ่นอินจิตใจสั่นไหว นางสบสายตากับเขาวูบหนึ่งแล้วคิดเพียงหลบเลี่ยง พยายามดึงข้อมือออก “ข้าไม่ทราบว่าพี่รองมู่กลายเป็นคนเช่นนี้ไปแล้ว”
ข้อมือถูกกระชับแน่นขึ้น มาจากที่มู่ฉางโจวกำมือแน่นอีกครั้งกะทันหัน เขาคล้ายไม่ใส่ใจ ถึงขั้นที่ยังหัวเราะน้อยๆ มือออกแรงดึงนางเข้ามาใกล้ ก่อนก้มหน้าลงชิดหูขวานาง เอ่ยเสียงทุ้มต่ำที่มีเพียงนางได้ยิน “ไม่ว่าข้าจะเป็นคนเช่นไร เจ้าอยู่ที่เหลียงโจวก็มีเพียงข้าที่พึ่งพาได้เท่านั้น”
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนสิงหาคม 2569)