ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 5-6
หลังฉู่หลินหลางรู้แล้วว่าทั้งสองตระกูลสานต่อมิตรภาพกันได้อย่างไร ดูเหมือนจะหมดความอยากรู้อยากเห็น นางไม่พูดอะไรต่ออีก เพียงรินสุราจอกหนึ่งเอาเองแล้วกระดกดื่มรวดเดียวหมดต่อหน้าต่อตาคนทั้งโต๊ะ
นางดื่มเสร็จแล้วก็วางจอกสุราลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นยอบกายคารวะมารดาสามีกับหลิวซื่อ “สุราฤทธิ์แรงเหลือเกิน เริ่มวิงเวียนศีรษะแล้ว ข้าขออนุญาตออกไปก่อน พวกท่านเชิญกินกันตามสบายเถิดเจ้าค่ะ” ว่าแล้วก็สะบัดชายกระโปรง ก้าวเท้าออกจากห้องโถงกินอาหาร
ทางด้านโจวสุยอันก็ลุกขึ้นขอตัวกับแขกสตรีทั้งสองก่อนจะวิ่งตามภรรยาของตนเองไปอย่างรีบร้อน
หลิวซื่อเห็นทั้งสองออกจากประตูแล้วก็เลียบเคียงถามจ้าวซื่ออย่างระมัดระวัง “ลูกสะใภ้ของท่านผู้นี้…ดูท่าทางคล่องแคล่วฉับไว…เพียงแต่นิสัยใจคอ…ไม่รู้ว่าเข้ากับคนยากหรือไม่”
จ้าวซื่อจับนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดของอีกฝ่ายได้ นางจึงกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ท่านกับข้าเป็นสหายสนิทกัน ข้าไม่กลัวท่านหัวเราะเยาะ ตอนนั้นข้ากับสุยอันต่างกำลังท้อแท้สิ้นหวังอยู่บ้าง เขามีความคิดจะแต่งภรรยาที่ฐานะด้อยกว่า ข้าก็คร้านจะวุ่นวาย จึงพยักหน้าให้ฉู่ซื่อที่เป็นบุตรสาวอนุของพ่อค้าเกลือแต่งเข้ามา ท่านก็เห็นความประพฤติของนางแล้ว! รู้หนังสือไม่กี่ตัว วันๆ พูดแต่เรื่องทำมาค้าขาย ชอบผูกสัมพันธ์ประจบประแจงคนมีเงินมีอำนาจเป็นที่สุด…นางกับสุยอันของข้า…ไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน โชคดีที่นางยังนับว่าเป็นภรรยาที่ดี แล้วก็แสดงความกตัญญูต่อมารดาสามีเช่นข้าอย่างเต็มที่ มารดานางมีฐานะต่ำต้อย ทำให้นางไม่เป็นที่ชมชอบของบิดาและพี่ชายน้องชาย ถือว่าเป็นคนน่าสงสารที่ไม่ได้รับความรักจากบิดามารดา เฮ้อ…แต่นางแต่งเข้าตระกูลพวกข้ามาหลายปีแล้ว ยังจะทำอะไรได้ ถึงนางให้กำเนิดบุตรชายไม่ได้ ตระกูลเดิมก็ไม่ได้เรื่องได้ราว ทว่าข้าจะบังคับให้นางหย่าไปจากที่นี่ก็ไม่ถนัด ส่วนที่ว่าเข้ากับคนยากหรือไม่นั้น…ถึงอย่างไรยายเฒ่าอย่างข้ายังเป็นคนตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในจวนหลังนี้ จะปล่อยให้นางก่อความวุ่นวายได้หรือ”
หลิวซื่อได้ฟังคำกล่าวนี้แล้วก็ยังไม่ใคร่วางใจ นางถอนหายใจแล้วพูดเสียงเบา “พี่จ้าวซื่อ ท่านก็รู้ว่าบุตรสาวข้าเป็นคนอาภัพ เดิมทีข้าคิดจะมองหาคนที่อายุมากสักหน่อยและรู้จักเอาใจใส่ ให้นางออกเรือนใหม่ไปเป็นภรรยาเอก แต่บุตรสาวข้าเคารพนับถือท่าน รู้สึกว่ามีวาสนากับสกุลโจว นางมิได้หวังสูงจะได้เป็นนายหญิง แล้วก็ไม่มีทางชิงดีชิงเด่น ข้าแค่ปรารถนาให้นางได้พบกับคู่ครองที่จริงใจต่อนาง มีบุตรชายบุตรสาวข้างกายและมารดาสามีที่เมตตาใจดีรักใคร่เอ็นดู เพียงเท่านี้ข้ากับบิดานางก็นอนตายตาหลับแล้ว”
โจวหลิงซิ่วในวัยสิบสามปีฟังคำสนทนาโต้ตอบของทั้งคู่แล้วก็ตกตะลึง นางเพิ่งกระจ่างแจ้งว่าเหตุใดเมื่อครู่พี่สะใภ้ถึงลุกออกจากโต๊ะอย่างกะทันหัน
แต่ไหนแต่ไรนางเข้าข้างพี่สะใภ้เสมอ กำลังเอ่ยปากพูดแทรกด้วยความร้อนใจ จ้าวซื่อก็หันมาถลึงตาใส่ “เติบใหญ่แล้วยังพูดจาเหลวไหลต่อหน้าผู้อื่น นึกว่าข้าจะไม่เล่นงานเจ้าใช่หรือไม่ ยังไม่รีบกลับห้องตนเองไปอีก!”
โจวหลิงซิ่วเบ้ปากอย่างน้อยใจ นางใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดหน้าวิ่งร้องไห้ออกไป
หลิวซื่อเห็นแล้วก็พูดปลอบให้จ้าวซื่อคลายโทสะทันทีว่าคุณหนูโจวยังอายุน้อย ต้องค่อยๆ อบรมสอนสั่งจึงจะได้
ตั้งแต่เมื่อครู่นี้อิ่นเสวี่ยฟางก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของมารดากับจ้าวซื่อ แค่เดินหลบไปยืนห่างๆ ตรงข้างหน้าต่าง
นางมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่าหิมะเริ่มตกอีกแล้ว
ท่ามกลางม่านหิมะปลิวโปรยปราย โจวสุยอันรับร่มเคลือบน้ำมันสีแดงคันหนึ่งจากมือของบ่าวรับใช้ข้างกาย กางออกแล้ววิ่งไล่ตามไปถือร่มกันหิมะให้ฉู่หลินหลางที่เดินอยู่ข้างหน้า สามีภรรยาใต้ร่มสีแดงที่มองเห็นอยู่ไกลๆ เป็นภาพที่อบอุ่นอย่างยิ่ง
ในดวงตาของอิ่นเสวี่ยฟางแฝงแววอิจฉาระคนหม่นเศร้าจางๆ จากนั้นก็ถอนหายใจยาวคราหนึ่ง
ทางด้านหญิงงามใต้ร่มไม่รับน้ำใจจากคนถือร่มให้กลางหิมะ นางไม่แยแสสามีที่ตามหลังมาติดๆ เพียงสาวเท้าเดินกลับเรือนอย่างโมโห
โจวสุยอันไม่หลงเหลือท่าทางวางอำนาจอย่างเมื่อยามบ่ายที่ถีบประตูให้เห็นอีก เขาช่วยถอดชุดคลุมให้ภรรยาอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็ไต่ถามเสียงแผ่วเบา
“เดินฝ่าลมหนาวมาถึงห้อง น้องหญิงจะดื่มชาร้อนหรือไม่”
ฉู่หลินหลางไม่รับถ้วยชาที่เขายื่นส่งให้ เพียงหันกายมาจ้องหน้าสามีพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พูดมา ท่านแม่ตั้งใจจะทำอะไร แล้วท่านคิดเห็นเช่นไร”
ดวงตาคู่โตของนางปกติจะแฝงรอยยิ้มไว้โดยธรรมชาติ สีหน้าบึ้งตึงดังเช่นตอนนี้นางเคยทำอยู่ไม่กี่ครั้งในรอบเจ็ดปีที่แต่งงานกันมา
โจวสุยอันเห็นสายตาคาดคั้นของนาง ความจริงแล้วในใจเขาก็เริ่มโกรธเคืองเช่นกัน แต่คนที่เขาโกรธคือน้องสาวปากเปราะรวมถึงมารดาที่สร้างความขัดแย้งขึ้นมา
เขาอยู่ข้างนอกสะสางงานก็กลัดกลุ้มมากพอแล้ว เหตุใดพอกลับจวนมาต้องตกเป็นจำเลยถูกภรรยาของตนเองสอบสวน เสียเกียรติสิ้นดี!
เหนือสิ่งอื่นใดเมื่อแรกที่มารดาพร่ำบ่นให้เขารับอนุ เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจสักนิด
ท่านหมอก็บอกแล้วว่าร่างกายของฉู่หลินหลางไม่ได้เป็นอะไรมาก หากบำรุงฟื้นฟูให้ดีก็ใช่ว่าจะมีบุตรไม่ได้ เมื่อก่อนท่านหมอเคยรักษาสตรีที่มีบุตรไม่ได้มาสิบปี พอตั้งครรภ์ก็ให้กำเนิดบุตรฝาแฝดในคราเดียว
แต่เขาอายุยี่สิบหกปีแล้ว ปีหน้าย่างยี่สิบเจ็ดปี สหายขุนนางใกล้ตัวมีบุตรชายบุตรสาวห้อมล้อม ส่วนเขาไม่มีทายาทสืบสกุล บอกว่าไม่ร้อนใจคงเป็นเรื่องเท็จ
ก่อนหน้านี้มารดาปิดบังเขา จงใจให้เขาถือจดหมายไปให้สหายเก่าที่เมืองชาง จนกระทั่งตอนที่ฝ่ายนั้นให้คุณหนูอิ่นซึ่งเพิ่งกลายเป็นหญิงม่ายชมหิมะเป็นเพื่อน เขาถึงได้แจ่มแจ้งในเจตนาของมารดา
ถ้าเป็นสตรีรูปโฉมสามัญคนอื่นเกรงว่าเขาคงสะบัดแขนเสื้อเดินหนีแต่แรก ทว่าคุณหนูอิ่นเป็นคนที่เขาเห็นมาตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ อย่างไรก็มีความผูกพันฉันพี่น้องอยู่บ้าง จะตัดไมตรีเสียในตอนนั้นก็ไม่ถนัด
แม้ว่าคุณหนูอิ่นจะเติบโตแล้ว แต่ใบหน้ายังแฝงเค้าอ่อนเยาว์น่าเอ็นดูเช่นตอนเป็นเด็กไว้ดังเดิม โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ทั้งที่ควรมีประกายสดใสบริสุทธิ์ แต่เพราะเพิ่งเป็นหญิงม่ายจึงฉาบไว้ด้วยแววหม่นหมองระทมทุกข์ของชีวิตมนุษย์
อันที่จริงสตรีลักษณะเช่นนี้ชวนให้เอ็นดูสงสารมากกว่าหญิงงามล่มเมืองเสียอีก
ยามอิ่นเสวี่ยฟางเอื้อนกลอนรันทดที่นางแต่งขึ้นใหม่ด้วยเสียงแผ่วเบาในห้องดื่มชาบนหอคอยริมทะเลสาบจิ้งหู โจวสุยอันซึ่งร้างราจากการแต่งกลอนมานานก็เริ่มคันไม้คันมือ จึงต่อกลอนกับนางบ้าง
ความสุนทรีย์อันลึกซึ้งในการร่ายกลอนชมความงามของหิมะเช่นนี้เป็นความรู้สึกที่ต่างจากตอนอยู่เป็นเพื่อนฉู่หลินหลางยามดีดลูกคิดฟังเคล็ดการค้าขายอย่างยิ่ง
* ท่อนไม้กลายเป็นเรือ หมายถึงเรื่องราวได้ดำเนินมาถึงขั้นที่ไม่อาจแก้ไขหรือกอบกู้กลับคืนจึงต้องปล่อยให้เลยตามเลย
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 2 ส.ค. 69
Comments



