พวกเขาออกจากวังในคืนนั้นเลย เร่งรุดไปถึงวัดชิงหลงอีกครั้ง ได้พบเยี่ยจงหลีกำลังสนทนาธรรมกับภิกษุสูงวัยใต้แสงตะเกียงดวงเล็กเท่าเมล็ดถั่ว
เผยเซียวหยวนเล่าเรื่องการพบโครงกระดูกใต้ซากปรักหักพังของตำหนักหย่งอัน จากนั้นก็หยิบมีดเล็กออกมาวางบนโต๊ะ
เยี่ยจงหลีหยิบขึ้นมาพลิกดูใต้แสงเทียน
“ถืออยู่ในมือข้างซ้ายหรือ” เขาพลันเอ่ยถาม
เผยเซียวหยวนพยักหน้า “ขอรับ ถูกฝังอยู่ใต้ดินพร้อมกระดูกนิ้วมือซ้ายที่หลุดร่วงลงไป”
เยี่ยจงหลีตกอยู่ในความนิ่งเงียบ สุดท้ายเขาก็วางมีดเล็กที่เต็มไปด้วยสนิมเล่มนั้นลงเบาๆ ก้าวเท้าที่หนักอึ้งเดินช้าๆ ออกไป
คืนนี้พระจันทร์ในฤดูใบไม้ผลิดุจจานหยกถูกปกคลุมด้วยหมอกกลางคืนบางๆ ชั้นหนึ่ง ทอแสงหรุบหรู่สลัวรางไปทั่วท้องฟ้า เยี่ยจงหลีหยุดอยู่ที่ลานบำเพ็ญฌานด้านหลัง สองมือไพล่หลัง หันหลังให้พวกเขา ใบหน้าแหงนขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังมองจันทร์ เงาร่างอยู่นิ่งไม่ขยับ
เยี่ยซวี่อวี่กับเผยเซียวหยวนมองสบตากันคราหนึ่ง ทั้งสองเดินตามออกไปเงียบๆ กลับไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
“ความซื่อสัตย์มั่นคงโดยเนื้อแท้แล้วแข็งแกร่งยิ่งกว่าหยกและหิน ดุจดังอู่หลิ่วเซียนเซิง เคยกล่าวไว้ ‘ข้ามีนิสัยซื่อสัตย์มั่นคงและแข็งแกร่งซื่อตรง หยกหินแม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็สู้ไม่ได้’
ไป๋หยา เจ้าจดจำคำพูดที่อาจารย์เคยพูดกับเจ้ามาโดยตลอด เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด อาจารย์ไม่เสียใจ อาจารย์ดีใจกับเจ้า…”
พร้อมกับเสียงพูดที่สั่นเครือเล็กน้อยเหมือนพูดกับตนเอง เยี่ยจงหลีหมุนตัวกลับมาช้าๆ
“พวกเจ้าคาดเดาไม่ผิด ของชิ้นนี้แม้จะผุกร่อนมาก สูญเสียรูปทรงเดิมไปนานแล้ว แต่ข้าก็จำของสิ่งนี้ได้ ข้าเคยเรียนแกะสลักตราประทับบนโลหะและหินในวัยหนุ่ม แต่ฝีมือของไป๋หยาเหนือกว่าข้าขั้นหนึ่ง เขาเชี่ยวชาญในศิลปะแขนงนี้ นี่คือมีดแกะสลักตราประทับที่ข้าทิ้งไว้ให้เขาก่อนออกไปจากฉางอันในตอนนั้น ก่อนจากกันข้ายังมอบคำพูดประโยคนั้นให้กับเขาด้วย…” เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ “เขาเป็นคนถนัดซ้าย ยายหนู เซียวหยวน พาข้าไปดูเถิด ไปพบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย”
ในดวงตาของเขายังคงวาววับไปด้วยประกายน้ำตา ทว่าน้ำเสียงเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งลงแล้ว
เยี่ยซวี่อวี่กลั้นน้ำตา เดินเข้าไปจับจูงแขนท่านปู่ เผยเซียวหยวนเดินตามอยู่ข้างหลัง หลังจากทั้งสามออกจากวัดไปเงียบๆ ก็มุ่งหน้าไปยังวังหลวงภายใต้แสงจันทร์
ตอนพวกเขามาถึง ผู้คนเมื่อช่วงกลางวันต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงหยางไจ้เอินที่พาคนจำนวนหนึ่งเฝ้ากระดูกกองนั้นอยู่ เมื่อเห็นเยี่ยซวี่อวี่กับเผยเซียวหยวนคุ้มกันชายชราหน้าตาธรรมดาในชุดเรียบง่ายคนหนึ่งมา แม้จะไม่รู้ถึงฐานะของอีกฝ่าย แต่ก็รู้ว่าต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน จึงรีบพาคนหลบไปชั่วคราวรออยู่ห่างๆ
เยี่ยจงหลีหยุดอยู่ตรงหน้ากระดูกกองนั้น ชั่วขณะนั้นน้ำตาของท่านผู้เฒ่าพลันเอ่อท้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาถอดเสื้อคลุมของตนออก เดินเข้าไปปูลงกับพื้นแล้วเก็บกระดูกขึ้นมาทีละชิ้น ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุด แล้ววางลงบนเสื้ออย่างระมัดระวัง เก็บกระดูกเสร็จเขาก็ห่อเสื้อผูกให้เรียบร้อย ตนเองลงนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น หลับตาลงนั่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวช้าๆ
“วันนั้นไป๋หยามาที่นี่เป็นที่สุดท้าย คงจะมารอข้า ตอนนั้นใต้หล้ากำลังวุ่นวาย ฉางอันตกอยู่ในอันตราย เขารู้ว่าข้าไม่วางใจที่เขายังอยู่ในฉางอัน จะต้องกลับมาหาเขาแน่นอน เพียงแต่เขารอข้าไม่ไหว จากไปก่อนแล้ว…” เยี่ยจงหลีพลันลืมตาขึ้น หันไปมองเผยเซียวหยวน “ตามความเข้าใจที่ข้ามีต่อเขา เขาน่าจะไม่ตายไปทั้งเช่นนี้ เซียวหยวน เจ้าไม่ใช่บอกว่าก่อนตายในมือเขายังถือมีดแกะสลักอยู่หรือ”
เผยเซียวหยวนพลันถูกคำพูดของเยี่ยจงหลีทำให้ตื่นตัวขึ้นทันที ความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในใจ รีบเดินไปยังมุมที่ติงไป๋หยานั่งตาย หยุดอยู่ตรงหน้าผนังกำแพงหักที่อยู่ใกล้แขนซ้ายของเขา
บนผนังกำแพงหักมีฝุ่นโคลน ขี้เถ้า และตะไคร่เกาะหนาเป็นชั้นอยู่นานแล้ว เยี่ยซวี่อวี่ชูคบไฟส่องสว่างให้ เผยเซียวหยวนชักมีดสั้นออกมา ค่อยๆ กะเทาะเปลือกนอกของกำแพงที่เกิดจากสิ่งสกปรกเหล่านี้ออกอย่างระมัดระวัง
พร้อมๆ กับเปลือกนอกที่หลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ สิ่งที่ค่อยๆ ปรากฏต่อสายตาก็เป็นเช่นที่เยี่ยจงหลีกล่าว ตรงมุมผนังด้านนี้มีตัวอักษรสลักเรียงติดกันถี่ยิบปรากฏขึ้นมา
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 พ.ค. 69