ในที่สุดเพราะผุพังมานานเกินไป บริเวณข้อต่อต่างๆ น่าจะเชื่อมต่อกันเพียงหลวมๆ หลังจากถูกขุดขึ้นมาเพียงครู่เดียวก็แยกออกจากกัน กะโหลกศีรษะกลิ้งหลุนๆ ไป กระทั่งมาถึงปลายเท้าของเผยเซียวหยวนจึงหยุดลง หันหน้าขึ้นสู่ฟ้า เบ้าตาขนาดใหญ่ดำมืดสองข้างแหงนขึ้นเหมือนกำลังมองมา
มีเสียงอุทานดังขึ้นมาจากคนที่อยู่รอบข้าง จากนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบ
สายลมยามราตรีพัดผ่าน พุ่มหญ้ารกชัฏไหวเอน
เผยเซียวหยวนก้มศีรษะลง มองเบ้าตาดำลึกไร้ก้นบึ้งสองข้างบนกะโหลกตรงปลายเท้า เขาค่อยๆ ก้มลงยื่นมือไปหยิบ
“ราชบุตรเขยอย่าแตะต้อง! ให้ผู้น้อยจัดการเอง!” หยางไจ้เอินรีบเข้ามาห้าม
เผยเซียวหยวนไม่ได้หยุด หยิบกะโหลกขึ้นมาเดินไปที่ข้างกองกระดูกแล้ววางลงเบาๆ จากนั้นก็สั่งขันทีฝ่ายในให้จัดคนเฝ้าป้องกันที่นี่ให้ดี ตนเองใช้ผ้าห่อมีดเล็กขึ้นมาแล้วหันไปทางหยางไจ้เอิน กำลังถามว่าองค์หญิงอยู่ที่ใดก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากด้านหน้า เงยหน้ามองไปก็เห็นเยี่ยซวี่อวี่พร้อมกับคนติดตามกำลังเดินมาทางนี้ นางเห็นเขาไม่กลับไปเสียที วางใจไม่ลงจึงมาดูด้วยตนเอง
เขาแสดงท่าทีให้นางหยุดฝีเท้าอย่าเข้ามาใกล้ ตนเองไปล้างมือที่อ่างล้างมือ จากนั้นจึงสาวเท้าเร็วๆ เข้าไปหา พานางไปยังสถานที่ที่สะอาดสะอ้านแห่งหนึ่งแล้วเล่าเรื่องที่ตนพบเจอให้ฟังรอบหนึ่ง
เยี่ยซวี่อวี่ฟังจบก็อดประหลาดใจไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าปีนั้นในค่ำคืนวันนั้น ในมุมหนึ่งของห้องโถงที่กำลังเกิดไฟไหม้ถึงกับยังมีคนอีกคนหนึ่งอยู่จริงๆ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็นข้าราชบริพารในตำหนัก ขันทีฝ่ายใน นางกำนัลที่หลบหนีไม่ทัน หรือเป็นราษฎรในเมืองฉางอันที่บุกเข้ามาจากข้างนอกเช่นเดียวกับนาง
ยังมีอีก คนผู้นั้นเสียชีวิตอยู่ตรงมุมนั้นก่อนห้องโถงจะพังทลายลงมา หรือยังมีชีวิตอยู่ กระทั่งสุดท้ายขาดอากาศหายใจจากการถูกควันไฟรมและเสียชีวิตอยู่ในห้องโถง
“คนผู้นี้แขนยาวพอๆ กับข้า กระดูกใหญ่ รูปร่างไม่เหมือนสตรี” เผยเซียวหยวนกล่าว
“พิจารณาจากสภาพตอนแรกพบ ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนเขาจะตายอยู่ในท่านั่งขัดสมาธิศีรษะพิงมุมผนัง ท่าทางเป็นธรรมชาติ ไม่มีท่าทางดิ้นรนหรือบิดเบี้ยว ดังนั้นหากคาดเดาไม่ผิดเขาไม่ได้เสียชีวิตจากการสูดดมควันหรือถูกไฟไหม้ แต่เสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ข้าสังเกตเห็นรอยบาดแผลตรงกระดูกซี่โครงบริเวณหน้าอก ตอนเขายังมีชีวิตอยู่น่าจะถูกทำร้ายด้วยดาบกระบี่พวกนั้น นอกจากนี้ข้ายังพบของอีกสิ่งหนึ่ง”
เขาหยิบมีดเล็กที่เอาผ้าห่อไว้ออกมา คลี่ออกให้นางดู
“ตอนคนผู้นั้นตาย มือซ้ายน่าจะกุมมีดเล็กเล่มนี้อยู่ วางไว้บนเข่า หลังจากกระดูกเน่าเปื่อยก็ค่อยๆ ถูกฝังอยู่ในดินที่ทับถมขึ้นมา เพียงแต่ไม่รู้ว่าของสิ่งนี้ใช้ป้องกันตัวหรือมีความหมายพิเศษอื่นใดต่อเขา ก่อนตายถึงได้กำไว้ในมือไม่ปล่อย…”
เขามองเยี่ยซวี่อวี่แล้วพลันหยุดพูด สีหน้ามีความลังเลไม่แน่ใจอยู่หลายส่วน
เยี่ยซวี่อวี่ตั้งใจฟังอยู่ตลอดเวลา เห็นแล้วจึงเอ่ยปาก “หากท่านยังมีคำพูด ก็พูดออกมาได้เลยไม่เป็นไร”
เผยเซียวหยวนพยักหน้า “เช่นนั้นข้าก็จะพูดจาเรื่อยเปื่อยอีกสักสองสามประโยค คนผู้นั้นน่าจะมาที่ตำหนักหย่งอันหลังจากได้รับบาดเจ็บแล้ว และไปนั่งอยู่ตรงมุมห้อง การทำเช่นนี้ได้ต้องเป็นช่วงที่วังหลวงไม่มีคนและกองกำลังฝ่ายกบฏยังไม่มา ในช่วงเวลานั้นคนทั่วไปที่เหลืออยู่ในวังหากไม่ใช่กำลังหนีเอาชีวิตรอดก็ฉวยโอกาสตอนวุ่นวายค้นหาทรัพย์สิน ใครยังจะไปตำหนักหย่งอันรอความตาย
ฮู่เอ๋อร์…ท่านยังจำคำพูดประโยคหนึ่งที่ท่านปู่พูดเมื่อวานได้หรือไม่ เขาบอกว่าเขามีความรู้สึกอย่างหนึ่ง ติงไป๋หยาอาจตายไปตั้งแต่ตอนเมืองแตกแล้ว ไม่เคยออกจากเมืองฉางอัน ท่านคิดดู ทุกคนต่างกำลังหลบหนี มีเพียงคนผู้นี้ที่สวนทางมาที่นี่และตายอยู่ในตำหนักหย่งอันเช่นนี้ เรื่องเดิมก็มีเลศนัย และในห้องโถงใหญ่แห่งนี้ยังมีผลงานชิ้นเอกที่ท่านปู่ทุ่มเทชีวิตจิตใจ รวบรวมฝีมือและประสบการณ์ทั้งชีวิตเอาไว้…”
ขนตาของเยี่ยซวี่อวี่สั่นไหวเล็กน้อย สองตาเบิกกว้าง “หรือว่าคนผู้นั้นจะเป็น…” นางพลันหันหน้ามองไปทางจุดที่พบโครงกระดูก
เผยเซียวหยวนมองนางพลางกล่าวเสียงเบา “ข้าเองก็ไม่กล้ายืนยัน เพียงคาดเดาไปเรื่อยเปื่อย ท่านปู่ยังอยู่ฉางอัน ไม่สู้เอามีดเล็กด้ามนี้ไปให้เขาดู ดูว่าเขารู้จักหรือไม่…”
เขาพูดยังไม่ทันขาดคำดี เยี่ยซวี่อวี่ก็คว้ามือเขา กลับหลังหันเดินเร็วๆ ออกไปทางด้านนอก