บทที่ 4 การปิดล้อม
วันรุ่งขึ้นข่าวที่เจาผิงจวิ้นจู่เที่ยวสนุกในเมืองและเกิดเหตุการณ์ ‘รถม้าสั่นสะเทือน’ ที่หน้าศาลต้าหลี่ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหัวระแหง
ถึงอย่างไรเสิ่นเจาเหยียนก็เป็นจวิ้นจู่ของราชวงศ์ จึงไม่สามารถไปแก้ตัวกับผู้คนในเมืองได้ว่าที่รถม้าสั่นนั้นไม่ได้เกิดจากการร่วมรัก และเวลานี้หลี่เหมี่ยนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเพิ่งเลิกประชุมราชสำนักตอนเช้าที่ตำหนักเซวียนเจิ้งก็ได้ยินข่าวที่เสิ่นเจาเหยียนเข้าวัง
สกุลเสิ่นมีฮองเฮาสองคนแล้ว และเมื่อครั้งเสนาบดีเสิ่นยังมีชีวิตอยู่ยังเป็นขุนนางผู้ทรงคุณธรรมที่อุทิศตนจนตัวตาย อดีตฮ่องเต้โปรดปรานเขาเป็นพิเศษ สกุลเสิ่นจึงมีอำนาจใหญ่หลวง ในอดีตเสิ่นเจาเหยียนวางอำนาจบาตรใหญ่ อะไรที่เหล่าขุนนางอดทนได้ก็อดทน ยอมถูกเหยียดหยามโดยไม่ตอบโต้ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตแล้ว
พฤติกรรมอันเลวร้ายของเสิ่นเจาเหยียนถูกขุนนางอาวุโสหลายคนพูดถึงไม่เลิกในการประชุมราชสำนักตอนเช้า และรองตุลาการศาลต้าหลี่แซ่ถังที่เป็นคนตรงไปตรงมามาโดยตลอดยังถือโอกาสตำหนิฮ่องเต้ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมายอีกด้วย อย่างเช่นยามอยู่ในความสงบควรระลึกถึงภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น น้ำพยุงเรือได้ แต่ก็ล่มเรือได้เช่นกัน* หรือเช่นชื่นชมสิ่งที่ดี ลงโทษสิ่งที่ชั่วร้าย เข้าใกล้คนดีมีคุณธรรม ห่างไกลคนต่ำทราม หรือเช่นผู้ปกครองมีผิดแล้วขุนนางไม่ทูลเตือนก็ไม่ใช่การกระทำที่ขุนนางผู้ภักดีจะทนทำได้เลย…ขาดเพียงชี้หน้าด่าทอเขาว่าเป็นฮ่องเต้ผู้โง่เขลา ทำให้บ้านเมืองเสียหายเท่านั้น กว่าจะอดทนจนเลิกประชุมและยังไม่ทันได้ลูบแมวเล่น คนเอาแต่ใจตนเองที่รับมือได้ยากก็ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่ได้รับเชิญอีกแล้ว
หลี่เหมี่ยนรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันใดจนอยากจะมุดลงไปแสร้งตายใต้โต๊ะ เมื่อรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเขาจึงไปนั่งบนตั่งแล้วพูดกับขันทีที่คอยรับใช้อยู่ข้างกาย
“เร็ว! ปิดประตูเดี๋ยวนี้! บอกว่าเราเพิ่งถูกเหล่าเสนาบดีรุมตำหนิเพราะเรื่องของนาง ด้วยความโกรธจึงทำให้โรคเก่ากำเริบ ต้องใช้เวลารักษานาน ตอนนี้ไม่สามารถพบ…”
“โอ๊ย!”
พูดยังไม่จบ ร่างของขันทีน้อยคนหนึ่งก็ลอยผ่านประตูฉลุลายไปอย่างรวดเร็วแล้วเกิดเสียงดัง ‘ปัง!’
ประตูที่ยังไม่ทันได้ปิดกระแทกเข้ากับผนังข้างๆ แกว่งไปมาหลายครั้ง
“พี่…พี่หญิง…” หลี่เหมี่ยนกลืนน้ำลายแล้วฝืนยิ้ม
พูดถึงความใกล้ชิด ทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่เพราะโชคชะตา หลี่เหมี่ยนจึงต้องเรียกนางว่า ‘พี่หญิง’ มาตั้งแต่เด็ก ส่วนเสิ่นเจาเหยียนนั้นเข้าวังเพื่อเรียนหนังสือเป็นเพื่อนเขาตั้งแต่อายุหกขวบ นับได้ว่าเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ กับหลี่เหมี่ยนที่ปกติจะอยู่ร่วมกันทุกเช้าค่ำ
ในตอนนั้นเนื่องจากหลี่เหมี่ยนร่างกายอ่อนแอ และยังเป็นสายเลือดเพียงคนเดียวของอดีตฮ่องเต้ กลอุบายเล่ห์เหลี่ยมในการแก่งแย่งชิงอำนาจและการต่อสู้ในวังหลวงจึงพุ่งเข้าหาเขาอย่างไม่ขาดสาย แต่ในฐานะองค์รัชทายาท การจะแตะต้องตัวเขาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย จนกระทั่งจู่ๆ เสิ่นเจาเหยียนก็ได้รับแจ้งให้แบกรับดวงชะตาขององค์รัชทายาท เป้าหมายที่ง่ายยิ่งกว่าเดิมนี้จึงกลายเป็นเป้าที่มีชีวิตของพวกกบฏที่งมงาย การโจมตีทั้งต่อหน้าและลับหลัง การวางยาพิษลอบสังหาร…ตั้งแต่เล็กจนโตเสิ่นเจาเหยียนต้องเผชิญเรื่องราวเหล่านี้เพราะเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ดังนั้นทันทีที่คำว่า ‘พี่หญิง’ ออกจากปาก ในใจก็เกิดความรู้สึกผิดตามมาทันที
เขาวางแมวในมือลงอย่างสงบนิ่ง ยืดตัวตรงแล้วแสร้งทำเป็นสั่งขันทีน้อย “อุ้มแมวออกไปเดี๋ยวนี้! ไม่รู้หรือว่าเจาผิงจวิ้นจู่แพ้แมว!”
ขันทีน้อยรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ” แล้วอุ้มแมววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หลี่เหมี่ยนจัดชุดพิธีการที่ยังไม่ทันเปลี่ยนให้เรียบร้อยแล้วหันไปพูดกับเสิ่นเจาเหยียน “พี่หญิงมาที่นี่ด้วยเหตุอันใด”
“คดีของเจ้ากรมเฉิน ฝ่าบาททรงคิดเห็นอย่างไรเพคะ”
หลี่เหมี่ยนพูดไม่ออก คิดว่าพี่หญิงของเขาก็เป็นเช่นนี้ พูดอะไรทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่เคยเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ตั้งตัวเลย
“ฮ่าๆๆ…” เขาหัวเราะแห้งๆ ยกชายเสื้อคลุมขึ้นแล้วย้ายมานั่งลงที่หลังโต๊ะ สงบสติอารมณ์ก่อนจะเอ่ยว่า “พี่หญิงมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการจัดการของเราหรือ”
เสิ่นเจาเหยียนจึงไม่เกรงใจ พูดตรงๆ ว่า “ต้องเปลี่ยนผู้พิพากษา หม่อมฉันคิดว่าเซี่ยจิ่งซีไม่น่าไว้ใจเพคะ”
ท่าทีของหลี่เหมี่ยนดูอ่อนโยน ถามเพียงว่า “แล้วตามความคิดของพี่หญิงใครเหมาะสมที่จะมาเป็นผู้พิพากษา”
เสิ่นเจาเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ยังคงนิ่งเงียบ
หลี่เหมี่ยนถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้…เราลำบากใจจริงๆ”
พูดจบเขาก็มองเสิ่นเจาเหยียนด้วยความกังวลเล็กน้อย แต่กลับเห็นว่าใบหน้าของนางซ่อนอยู่ภายใต้เงาลายฉลุ เห็นสีหน้าไม่ชัดเจน