เสิ่นเจาเหยียนไม่สนใจว่าเวลานี้ตนเองน่าสังเวชเพียงใด นางผลักองครักษ์ติดตามออกแล้วก้าวขึ้นบันได เงยหน้าขึ้นชี้ไปที่เปลือกไข่บนมวยผมแล้วเอ่ยต่อ
“ก่อเหตุต่อหน้าผู้คน จงใจทำร้าย นี่เป็นการวางแผนก่อการกบฏ!”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อวานนางไปก่อความวุ่นวายที่ศาลต้าหลี่หรือไม่ แววตาที่เซี่ยจิ่งซีมองนางเวลานี้ไม่นับว่ารังเกียจ แต่ไม่ใช่ความเคารพอย่างแน่นอน
เขากวาดตามองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วถามว่า “แล้วจวิ้นจู่ได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
เสิ่นเจาเหยียนตกตะลึง รีบคลำจอนผมที่เปียกข้างหนึ่งของตนเอง…ไม่มีบาดแผล แม้แต่รอยนูนก็คลำไม่พบ ไข่ไก่ไม่สามารถทุบคนให้ตายได้หรอก ดังนั้นหากจะพูดว่ามีคนต้องการทำร้ายนางก็ดูเหมือนจะไม่สมเหตุสมผลจริงๆ
“ถ้าเช่นนั้น…” เสิ่นเจาเหยียนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเปลี่ยนคำพูด “ไม่มีเจตนาที่จะทำร้าย แต่มีเจตนาไม่เคารพและไม่ภักดีอย่างแน่นอน การหมิ่นเบื้องสูงเป็นหนึ่งในความผิดร้ายแรงสิบประการใช่แล้ว! นี่เป็นการไม่เคารพอย่างยิ่งต่อราชวงศ์และฝ่าบาท!”
“อ้อ?” เซี่ยจิ่งซียังคงมีท่าทางสงบนิ่งเช่นเดิม ถามนางว่า “จวิ้นจู่รู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ”
“ท่านล้อเล่นอะไร” เสิ่นเจาเหยียนพูดด้วยความโกรธ “ผู้คนมากมายถึงเพียงนั้น ข้าต้องมีดวงตากี่คู่ถึงจะเห็นว่าใครเป็นคนขว้าง! แต่พวกเขาทุกคนไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ ควรจับกุมพวกเขาทั้งหมด! ใช่แล้ว! จับกุมเดี๋ยวนี้เลย!”
เซี่ยจิ่งซีจ้องมองนางเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงตอบว่า “ศาลต้าหลี่เป็นหัวหน้าของสามตุลาการ รับผิดชอบพิพากษาคดีสำคัญ เรื่องที่จวิ้นจู่พูดควรให้กององครักษ์หน่วยจินอู๋และที่ว่าการเมืองหลวงสอบสวนให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจึงรายงานศาลต้าหลี่เพื่อพิจารณาคดี ดังนั้นคดีที่จวิ้นจู่พูดเมื่อครู่นี้ต้องขออภัยด้วยที่ข้าน้อยไม่สามารถรับเรื่องไว้พิจารณาได้” พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อ ทิ้งแผ่นหลังที่เย็นชาไว้ให้กับเสิ่นเจาเหยียน
เมื่อเสิ่นเจาเหยียนกลับมาถึงจวนสกุลเสิ่น พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว
นางตื่นขึ้นเพราะได้กลิ่นคาวของไข่ที่คลุ้งไปทั้งตัว มองรถม้าที่ว่างเปล่าแล้วก็ต้องประหลาดใจที่โหย่วจินไม่ปลุกนาง
มีเสียงใครบางคนพูดเบาๆ ดังมาจากนอกรถม้า เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกอยากรู้อยากเห็นจึงเปิดม่านออกดู
ภายใต้แสงสายัณห์สีทอง บนกำแพงจวนสกุลเสิ่นมีกระดาษสีขาวติดอยู่แน่นขนัด เมื่อสายลมยามเย็นพัดผ่านมาก็ปลิวไสวไปตามลม เหมือนธงงานศพในวันเคลื่อนศพของเสิ่นฟู่ แต่หากเสิ่นเจาเหยียนจำไม่ผิด ตอนเคลื่อนศพบิดาของนาง บรรดาสหายเก่าและสหายร่วมงานในราชสำนักที่มาแสดงความอาลัยมีจำนวนน้อยมาก เนื่องจากหวั่นเกรงอำนาจของเสนาบดีหวัง สถานการณ์ในวันนั้นคึกคักสู้วันนี้ไม่ได้เลย
ขณะครุ่นคิดเสิ่นเจาเหยียนก็ลงจากรถม้าอย่างเงียบๆ แล้ว นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกโหย่วจินและบ่าวรับใช้เก็บขึ้นมาจากพื้นและเห็นข้อความบิดๆ เบี้ยวๆ บนกระดาษที่เขียนไว้ว่า ‘เสิ่นฟู่ ขุนนางชั่วช้า ทำลายชีวิตคนเหมือนผักปลา!’
ในใจนางรู้สึกขมขื่นขึ้นมาทันใด เป็นความงุนงงแบบไม่มีที่พักพิง ไม่มีที่พึ่งพา
เสิ่นเจาเหยียนก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน นับตั้งแต่ข่าวการตายของเสิ่นฟู่แพร่สะพัดมาจนถึงตอนนี้ นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางเข้าใจคำว่า ‘น้ำใจไม่มีความแน่นอน’ อย่างแท้จริง
เจาผิงจวิ้นจู่ผู้ยโสโอหังและเอาแต่ใจตลอดมาก็มีวันที่ถูกตีห้ามตีคืน ถูกด่าห้ามด่าตอบเช่นกัน
เสิ่นเจาเหยียนมองดูถ้อยคำด่าทอในมือ จากนั้นก็ขยำจนยับยู่ โหย่วจินและบ่าวรับใช้ยังไม่ทันได้ปลอบใจ นางก็โยนกระดาษในมือทิ้งแล้วเข้าไปในจวนสกุลเสิ่นด้วยสีหน้าเย็นชา