“ข้าง…ข้างนอกมีคน ไม่ใช่! เจาผิงจวิ้นจู่ เจาผิงจวิ้นจู่ไม่สนใจการสกัด บุก…บุก…บุกเข้ามา…”
โดยไม่รอให้เขาพูดคำว่า ‘บุก’ ครั้งที่สามจบก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากลานมืดมิดด้านนอกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห้องพิจารณาคดีใหญ่
ทันทีที่ประตูสีแดงบานใหญ่เปิดออก แสงเทียนที่สั่นไหวหลายดวงก็สะท้อนเข้าสู่ม่านตา องครักษ์ที่ฝีเท้าพร้อมเพรียงจัดขบวนเป็นสองฝั่ง สกัดเจ้าหน้าที่ที่มาหลังจากได้ยินข่าวไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว
เปลวไฟที่ส่องสว่างทอดตัวยาวออกไป ปูเป็นทางเดินที่ยาวและตรงดุจเดียวกับสะพานนกกางเขนที่นกกางเขนสร้างให้กับหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้าในเทศกาลชีซี เพื่อเชื่อมโยงคนสองคนที่อยู่สุดทางเข้าหากันอย่างเงียบงัน
เมื่อเสิ่นเจาเหยียนเหลือบตาขึ้น สิ่งที่นางเห็นก็คือร่างสูงเพรียวที่ยืนอยู่ตรงกลางซึ่งห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ท่ามกลางแสงเทียนในห้องดุจดาวล้อมเดือน
เขาสวมชุดขุนนางสีม่วงคาดเข็มขัดหยก สง่างามดุจนกกระเรียน มั่นคงดั่งต้นสน ใบหน้าของเขาอ่อนโยน ไม่คมไม่บาดตา แต่ดวงตากลับเย็นชา โดยเฉพาะขณะจ้องมองนางอย่างเงียบๆ เช่นนี้ ความอ่อนโยนที่แสดงออกมาภายนอกนั้นจะเผยให้เห็นความเย็นชาที่ถูกซ่อนไว้เป็นเวลานาน ลักษณะพิเศษที่โดดเด่นกว่าใครนี้ เห็นเพียงแวบเดียวก็ยากจะลืมเลือน
ดวงตาสั่นไหว ร่างที่อยู่ตรงหน้าทับซ้อนกับบุรุษที่สวมชุดแต่งงานในพิธีแต่งงานวันนั้น เดิมทีนางคิดว่าที่วันนั้นเห็นเขาน่ามองคงเป็นเพราะแสงเทียนที่งดงาม คิดไม่ถึงว่าเวลานี้แม้เขาจะสวมชุดพิธีการที่ดูภูมิฐานโอ่อ่าเกินจริงก็ยังคงสามารถดึงดูดสายตาผู้อื่นได้
“ข้า…ข้าน้อยคารวะจวิ้นจู่”
ผู้ที่อยู่ในศาลวันนี้ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์อยู่ในแวดวงขุนนางมานาน ประการแรกพวกเขารู้ฐานะของเสิ่นเจาเหยียน ประการที่สองพวกเขารู้จักหลักการรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
เมื่อครู่ตอนพบว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีที่เมืองเฟิงโจวก็ได้คาดการณ์ถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าการข่าวของเจาผิงจวิ้นจู่จะรวดเร็วเช่นนี้
ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ และเสิ่นเจาเหยียนก็หยุดการเคลื่อนไหวของทหาร นางเพียงยืนเผชิญหน้ากับเซี่ยจิ่งซี มองเขาโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ จนกระทั่งได้ยินคำว่า “คารวะจวิ้นจู่”
ท่าทีของเขาสุภาพอ่อนน้อม สง่างาม แต่ดวงตาและน้ำเสียงนั้นกลับเย็นชาห่างเหิน เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกไม่พอใจ
แม้การหมั้นหมายของพวกเขาก่อนหน้านี้จะเป็นไปตามคำสั่งของบิดามารดา แต่ก่อนแต่งงานทั้งคู่ได้พบกันเพียงครั้งเดียว และครั้งนั้นเสิ่นเจาเหยียนก็แค่มองเขาจากระยะไกล ข้ามสะพานชวีเจียงเท่านั้นเอง
วันนั้นมีงานชุมนุมกวีของสำนักราชบัณฑิตพอดี คนผู้นี้สวมชุดคลุมสีขาวนวล เนื่องจากเขากำลังโต้แย้งกับคนอื่นเรื่องการใช้ถ้อยคำในบทกวี ถึงกล่าวว่าเป็นการโต้แย้ง แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้น กิริยาท่าทางของเขาสง่างามตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทุกการเคลื่อนไหวภูมิฐานผ่าเผย ไม่รีบไม่ร้อน พูดจาชวนฟัง แต่กลับทำให้บัณฑิตของสำนักราชบัณฑิตหลายคนที่ถูกเขาจ้องจับผิดโกรธแค้นจนคอแดงก่ำ
เสิ่นเจาเหยียนคิดว่าในเมืองเฟิงจิงนี้นอกจากนางแล้วก็คงเป็นคนผู้นี้นี่ล่ะที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด เพียงแค่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจ ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคำปฏิเสธการแต่งงานที่คิดเตรียมไว้ในปากจึงกลายเป็นคำว่า ‘ตกลง’ ไปเสียได้ และคำตอบนี้ก็ทำให้เสิ่นฟู่บิดาของนางตกใจเป็นอย่างยิ่ง
ถึงอย่างไรการแต่งงานของนางก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของครอบครัวอยู่แล้ว บรรดาคุณชายที่ชาติตระกูลโดดเด่นในเมืองเฟิงจิงเหล่านั้น คงจะมีเพียงซื่อจื่อของเซี่ยเจาติ้งกั๋วกงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำให้นางรู้สึกสนใจได้บ้าง
แต่ตอนนี้เสิ่นเจาเหยียนนึกขึ้นมาได้ว่านับตั้งแต่บิดาเสียชีวิตเมื่อสามเดือนก่อน และหลังจากพิธีแต่งงานของนางกับเขาหยุดชะงักกลางคัน นางก็ไม่เห็นคนผู้นี้อีกเลย
แม้ว่านางจะไม่ได้ไยดีต่อการแต่งงานที่ถูกแย่งชิงมากลางคันครั้งนี้ แต่ไหนแต่ไรมามีเพียงสิ่งที่นางเป็นฝ่ายไม่ชอบหรือเบื่อหน่ายเองเท่านั้นที่จะถูกละทิ้งไป แต่คนที่ทำเป็นไม่แยแสนางอย่างเซี่ยจิ่งซีนี้ เสิ่นเจาเหยียนเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกจริงๆ ดังนั้นเมื่อรวมความแค้นใหม่และความแค้นเก่าเข้าด้วยกัน นางจึงไม่คิดที่จะเหลือทางรอดไว้ให้เขาเลยแม้แต่น้อย