เพียงแต่สายตาที่ดูเย็นชาและสงบนิ่งของเยี่ยถิงเยี่ยนกลับทำให้ซูลั่วเวยเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่า…หากเขารู้ล่วงหน้าเรื่องข้อสงสัยของอวี้ชิวสือ ทั้งยังคิดหาทางออกเอาไว้แล้ว แต่ขณะนี้ไม่อาจทำตามแผนการได้ เขายังมีกลยุทธ์รับมืออื่นๆ อีกหรือไม่
ซ่งหลันไตร่ตรองครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยปากถามว่า “ถิงเยี่ยน ข้อสงสัยของท่านราชครู เจ้าอธิบายได้หรือไม่”
เยี่ยถิงเยี่ยนยกชายเสื้อขึ้นอย่างเยือกเย็น จากนั้นคุกเข่าลงอีกครั้ง “ในอดีตตอนกระหม่อมเร่ร่อนอยู่ต่างถิ่น ถูกคนชั่วทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บอยู่นาน กว่าจะได้พบกับพี่ชายก็ยากเย็นนัก หากไม่มั่นใจเหตุใดพี่ชายจะต้องยอมรับกระหม่อมด้วย เวลานี้เขาอยู่ห่างไกลถึงเมืองโยวโจว ไม่อาจเป็นพยานให้กระหม่อมได้ คำกล่าวหาของท่านราชครูช่างเหลวไหลโดยแท้”
เขาสวมชุดสีเขียวเข้มปักปิ่นหยก คุกเข่าแผ่นหลังเหยียดตรง ท่วงทีแสดงความบริสุทธิ์ซื่อตรงเช่นนี้เกือบทำให้รอยยิ้มอวดดีที่ซูลั่วเวยมองเห็นตอนพบกันระหว่างทางก่อนหน้านี้กลายเป็นภาพลวงตาของนางเอง
“ข้าก็คือข้า เหตุใดต้องพิสูจน์ ข้าก็คือข้า จะพิสูจน์อย่างไรได้”
อวี้ชิวสือทำราวกับไม่ได้ยิน ประสานมือเอ่ยบีบคั้น “ฝ่าบาท!”
ซ่งหลันแกว่งจอกสุราในมือเล็กน้อย หลังใคร่ครวญพักหนึ่งจู่ๆ ก็เอ่ยว่า “จากคำบอกเล่าของท่านราชครู ก่อนคุณชายสามเยี่ยกับพี่ชายจะแยกจากกันเคยถูกจับกุมในฐานะกบฏ ทั้งยังถูกประทับตราทาสแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้อยากพิสูจน์ตัวตนของเขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงดูว่าบนร่างเขามีตราทาสนั้นอยู่หรือไม่ก็พอ”
อวี้ชิวสือตกตะลึง ชำเลืองมองเยี่ยถิงเยี่ยนที่อยู่ข้างกายก็เห็นอีกฝ่ายมีใบหน้าแข็งทื่อ
การประทับตราทาสสำหรับชาวแคว้นต้าอิ้นแล้วเป็นโทษทัณฑ์รุนแรงอย่างยิ่ง สำหรับเหล่าปัญญาชนที่มารวมตัวกัน ณ พลับพลาเตี่ยนหงในวันนี้ยิ่งเป็นความอัปยศอดสูไม่ต่างจากการแล่เนื้อเถือหนัง เพราะต่อให้ภายหลังได้รับการอภัยโทษ คว้านผิวหนังส่วนที่มีตราทาสทิ้งไปก็จะหลงเหลือรอยแผลเป็นอัปลักษณ์เอาไว้อยู่ดี
ความเรียง ‘ว่าด้วยความเจ็บปวดกับจิตสำนึกเพื่อราษฎร’ บทนั้นสะท้อนความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง บัณฑิตสำนักหรูที่เขียนความเรียงเช่นนี้ออกมาได้ หากมีเจตนาสวมรอยจะลงมือโหดเหี้ยมกับตนเองด้วยการนาบตราแห่งความอัปยศที่จะติดตัวไปชั่วชีวิตได้หรือ
ระหว่างที่อวี้ชิวสือยังคงลังเลก็ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังลอยมาจากข้างล่างพลับพลา เพราะเยี่ยถิงเยี่ยนไม่จากไปเสียที ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ จึงรีบเอ่ยทันที
“ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องแล้ว เพื่อไม่ให้คนชั่วมีช่องทางให้ฉวยโอกาส มิสู้ตอนนี้ให้เขาเปิดรอยแผลเป็นที่ถูกประทับตราทาสให้ดู หากกระหม่อมคิดมากไปเอง ยินดีขออภัยผู้ตรวจการเยี่ยต่อหน้าฝูงชน”
ซ่งหลันเอ่ยอย่างพึงพอใจ “ดี”
เยี่ยถิงเยี่ยนกลับเอ่ยว่า “ไม่ได้!”
การใส่ร้ายป้ายสีของอวี้ชิวสือเดิมทีก็เป็นการแต่งเรื่องขึ้นมาอยู่แล้ว ใช้เรื่องที่ไม่อาจพิสูจน์จริงเท็จมายุยงให้ฮ่องเต้กับขุนนางคู่นี้แตกคอกัน ตอนนี้ซ่งหลันเอ่ยถึงตราทาสนั่นขึ้นมา อวี้ชิวสือก็เปลี่ยนความคิดในบัดดล หวังว่าเยี่ยถิงเยี่ยนจะเปลื้องเสื้อผ้าต่อหน้าผู้คนมากมายและเผยรอยแผลเป็นตรงใต้แนวกระดูกไหปลาร้าออกมา
หากไม่มีตราทาส การคาดเดาเรื่องที่เยี่ยถิงเยี่ยนมีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงก็เป็นที่แน่นอนแล้ว
หากมีตราทาส เยี่ยถิงเยี่ยนก็จะเสียเกียรติครั้งใหญ่ต่อหน้าบัณฑิตทั่วหล้า ต่อให้เข้าสู่ราชสำนักก็เป็นที่ยอมรับนับถือได้ยาก
พอเยี่ยถิงเยี่ยนกล่าวคำว่า ‘ไม่ได้’ ออกมา อวี้ชิวสือก็รู้สึกมั่นใจยิ่งกว่าเดิม “ผู้ตรวจการเยี่ย นี่ท่านไม่เต็มใจหรือว่าไม่กล้ากัน”
ซูลั่วเวยกินขนมที่อยู่ในมือหมดแล้ว ในใจครุ่นคิดว่าหากเยี่ยถิงเยี่ยนถูกอวี้ชิวสือต้อนจนมุม และยามคับขันจวนตัวก็พลาดท่าติดกับดักเข้า นางคงจะรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง…นางกุมอำนาจอยู่ในราชสำนักมาหลายปี ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะได้พบคนที่มาแย่งชิงความโปรดปรานและความไว้วางใจจากซ่งหลันกับอวี้ชิวสือ หากเขาสามารถจัดการกับสถานการณ์ยากลำบากได้ บางทีภายหน้าอาจจะ…
แม้เยี่ยถิงเยี่ยนจะเผชิญกับสายตาก้มมองต่ำของอวี้ชิวสือ แต่กลับไม่มีท่าทีจะถอยหนีแม้แต่น้อย เขากล่าวเน้นย้ำทีละคำ
“แม้ข้าจะถือกำเนิดแถบชายแดน แต่ก็ฟังคำสอนของจอมปราชญ์มาตั้งแต่วัยเยาว์จนเติบใหญ่ จอมปราชญ์กล่าวไว้ว่าวิญญูชนพึงหวงแหนเกียรติยศยิ่งกว่าชีวิต ท่านราชครูสงสัยตัวตนของข้าจริงๆ หรือจงใจหมิ่นเกียรติข้ากันแน่”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 5 ต.ค. 69