คำถามจำพวกนี้ตั้งแต่เล็กหมิงหวาจางเคยตอบนับครั้งไม่ถ้วนจนคล่องนานแล้ว ทว่าคราวนี้พอเขาได้ยินพวกฮูหยินเอ่ยชื่อของเขากับหมิงหวาฉังคู่กัน ทั้งยังเอ่ยชมโดยไม่เก็บงำว่าเขากับนางเป็นคู่มงคลไร้ผู้ทัดเทียม เขากลับรู้สึกตัวลอยอย่างน่าประหลาด
ราวกับผู้คนล้วนกำลังกล่าวขวัญว่าเขากับนางเหมาะสมกัน ควรเป็นคู่กันโดยกำเนิด
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงเห็นคนบนถนนมากขึ้นทุกที จึงรีบตัดบทการสนทนานี้ “เอาล่ะ คุณชายรองหมิงกับแม่นางรองหมิงอยู่ตรงนี้ไม่หนีหายไปที่ใดเสียหน่อย แต่งานโคมไฟมีสามวันเท่านั้น ไปชมโคมไฟก่อนเถิด เรื่องอื่นไว้ค่อยถามกันทีหลัง”
ผู้คนหัวเราะคิกคัก พวกสตรีฉุดดึงกันเดินหน้า ไม่ช้าทั้งขบวนก็กลายเป็นเส้นยาว แต่ไม่ถึงชั่วเวลาหนึ่งถ้วยชาก็กระจายตัวกันไป ไม่รู้ว่าผู้อื่นจงใจหรือไม่เจตนาจึงพากันละทิ้งเฉิงสวินกับหมิงหวาฉัง ไม่ทันไรข้างกายหมิงหวาฉังก็ว่างเปล่า
แม้แต่หมิงอวี๋กับหมิงซั่วก็ไม่อยู่ พวกนางสองคนล้วนอยู่ในช่วงหารือเรื่องแต่งงานเช่นกัน ย่อมยินดีที่จะได้ขยายวงสังคม ไม่แน่ว่าสามีในอนาคตของพวกนางอาจเป็นพี่น้องหรือญาติผู้พี่ญาติผู้น้องของคุณหนูสักคนในกลุ่มนี้ หมิงหวาฉังเห็นกับตาว่าหมิงซั่วกับคุณหนูที่เพิ่งรู้จักจูงมือกันไปชมโคมไฟ ไม่มองมาทางนี้สักครา จากไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
หมิงหวาฉังหันไปมองเฉิงสวินทางซ้าย หันไปมองหมิงหวาจางทางขวา รู้สึกว่าบรรยากาศแปลกพิกลอย่างบอกไม่ถูก
หมิงหวาฉังขบคิดไม่แตกถึงต้นตอของความแปลกพิกลนี้ ทว่านางไม่อยากจะชมโคมไฟกับเฉิงสวินเพียงลำพังสักนิดเดียว จึงออกแรงยุดแขนเสื้อหมิงหวาจางไว้ไม่ยอมคลายมือ ปากก็ยิ้มพลางเอ่ย
“พี่หญิงใหญ่กับน้องหญิงสามเดินเร็วจริงๆ ดูเหมือนพวกนางจะเดินไปทางนั้นแล้ว พวกเราตามพวกนางไปกันเถิด!”
หมิงหวาจางหลุบตาเหลือบมองมือหมิงหวาฉัง คล้ายเขากลัวเฉิงสวินจะไม่สังเกตเห็น จึงค่อยๆ ยกมือตนไปวางไว้บนหลังมือนาง
“วางใจได้ มีข้าอยู่”
เดิมทีเฉิงสวินไม่ถือสา แต่หลังจากหมิงหวาจางเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขาไม่ถือสาก็ไม่ได้แล้ว จึงเหลือบตาขึ้นมอง แต่กลับเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีผ่อนคลาย ดวงตาเจิดจ้า สายตาที่มองมาทางเขาแฝงความหยิ่งผยองคล้ายประกาศศักดาปานนั้น
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สังเกต ตอนนี้ค่อยพบว่าวันนี้ชุดของหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังคล้ายกันอย่างยิ่ง เพียงมองคราเดียวก็รู้ว่าตัดมาจากผ้าพับเดียวกัน ต่างสวมเสื้อตัวในสีท้องนภาทับเสื้อตัวนอกสีขาว แม้แต่สายคาดเอวก็ยังเป็นแบบเดียวกัน
สองคนคล้องแขนยืนคู่กัน ผิดกับเขาที่ยืนอย่างโดดเดี่ยวอยู่อีกทาง แม้แต่คนเดินถนนทั่วไปก็มองออกว่าสองคนนี้ต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกัน
เฉิงสวินลอบขมวดคิ้ว ไม่ใช่ความรู้สึกลวง เขารู้สึกถึงความเป็นปรปักษ์ได้จริงๆ…ความเป็นปรปักษ์ที่มาจากหมิงหวาจาง อีกฝ่ายกำลังทำอะไร ประกาศสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอยู่หรือ
น่าขันสิ้นดี เป็นแค่พี่ชายของหมิงหวาฉัง หมิงหวาจางนึกว่าตนเองมีฐานะใดกัน
เฉิงสวินยิ้มพลางกล่าว “แม่นางรอง วันนี้คนมาก ระวังถูกชน เจ้าขยับมาทางนี้สักหน่อย อย่าไปเบียดพี่ชาย”
ตอนเอ่ยคำว่า ‘พี่ชาย’ คล้ายเขาเน้นย้ำเป็นพิเศษอย่างมีนัยแอบแฝง หมิงหวาจางหรี่ตามองไปทางเฉิงสวินอย่างไร้สุ้มเสียง จากนั้นก็ปะทะกับสายตาของอีกฝ่ายเข้าพอดี
เฉิงสวินยิ้มแย้ม ยังคงถ่อมตนรักษามารยาทดังเดิม ในสายตาคล้ายกำลังพูดว่า…ต่อไปเขากับหมิงหวาฉังจะเป็นครอบครัวเดียวกัน เขาควรยึดตามลำดับศักดิ์ของหมิงหวาฉัง เรียกหมิงหวาจางว่าพี่ชายด้วย หมิงหวาจางสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ริมฝีปากเม้มแน่นไม่แสดงอารมณ์
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกลียดฐานะ ‘พี่ชาย’