ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 5-6
ขณะเดียวกันในบริเวณที่ไม่ไกลนัก เหรินเหยาเองก็กำลังก่นด่าเจียงหลิงให้หมิงหวาฉังฟัง “คุณชายไร้แก่นสารนั่นคือถุงสุรากระสอบข้าว* คือตัวไร้ประโยชน์! อยู่ใต้เงื้อมมือข้าแค่กระบวนท่าเดียวยังผ่านไปไม่ได้ แต่คนจำพวกนี้กลับโอ้อวดทำตัวเอ้อระเหย ไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งสิ้นก็ได้เป็นซื่อจื่อ สวรรค์ตาบอดโดยแท้!”
หมิงหวาฉังนึกขึ้นได้ว่าเหรินเหยาอยากสืบทอดจวนโหว แต่ไม่อาจทำสำเร็จเพราะติดขัดที่ฐานะสตรี จึงเข้าอกเข้าใจความเคืองแค้นที่เหรินเหยามีต่อเจียงหลิง เรื่องของจวนโหวไม่เหมาะที่ตนจะพูดมาก หมิงหวาฉังจึงทำเพียงคลี่ยิ้ม ชี้ไปด้านหน้าด้วยความยินดี
“คุณหนูเหริน ท่านดูนั่น ถึงเรือนอู้อิ๋นแล้ว”
นี่คือเรือนพักที่องค์หญิงไท่ผิงเตรียมไว้ให้พวกนาง งานเลี้ยงคราวนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แขกบุรุษกับแขกสตรีย่อมพำนักแยกกัน นอกจากบรรดาชินอ๋องกับจวิ้นอ๋องหลายคนที่ได้พักเรือนเดี่ยว ผู้อื่นล้วนพักเรือนละสองคน
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ ดูจากแขกเหรื่อมากมายรวมกับบ่าวที่พามาด้วยก็เกรงว่าต้องจัดเตรียมห้องไว้นับพัน
เดิมทีหมิงหวาฉังนึกว่ามีคนมาก มิหนำซ้ำยังอยู่บนภูเขา สภาพที่พักคงไม่ดีนัก ไม่คาดคิดว่าหลังผลักเปิดประตูลานเรือน ภาพเบื้องหน้าสายตาจะเป็นสิ่งปลูกสร้างวิจิตร เสาคานล้วนสลักเสลาเขียนลาย ทางเดินหินเป็นระเบียบ ทิศเหนือมีห้องหลักที่สว่างกว้างขวางสองห้อง ทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกต่างก็มีห้องข้างเรียงรายหนึ่งแถว ใช้เป็นห้องบ่าวและห้องเก็บสัมภาระ ในลานเรือนยังปลูกต้นไม้ดอกไม้ แม้สองคนพำนักร่วมเรือน แต่สภาพแวดล้อมไม่มีอะไรด้อยไปกว่าในตัวเมืองลั่วหยาง
หมิงหวาฉังอุทาน “แม้แต่ห้องพักแขกยังงดงามเช่นนี้ กำลังทรัพย์ขององค์หญิงไท่ผิงช่างมหาศาล!”
เป็นบุตรสาวคนเดียวของฮ่องเต้ เป็นเชื้อพระวงศ์สกุลหลี่แห่งต้าถังส่วนน้อยที่ได้เสพสุขลาภยศ ขณะเดียวกันยังเป็นสะใภ้สกุลอู่แห่งต้าโจว ชื่อเสียงที่ว่าองค์หญิงไท่ผิงมั่งคั่งทัดเทียมหนึ่งแว่นแคว้นใช่กล่าวกันเล่นๆ เสียเมื่อไร ครั้นบ่าวของจวนเจิ้นกั๋วกงกับจวนผิงหนานโหวขนสัมภาระเข้าไปในลานเรือน เห็นห้องหลักสองห้องซึ่งอยู่เคียงกันทางทิศเหนือแล้วต่างก็เกิดความลังเล
ยุคนี้ยึดถือซ้ายเป็นใหญ่ ห้องทางซ้ายจึงมีศักดิ์สูงกว่าห้องทางขวา คุณหนูทั้งสองผู้ใดจะอยู่ซ้ายผู้ใดจะอยู่ขวาเล่า
หากยึดตามบรรดาศักดิ์ ขั้นกงย่อมสูงศักดิ์กว่าขั้นโหว หมิงหวาฉังควรจะพำนักห้องทางซ้าย แต่ด้วยอุปนิสัยหัวแข็งเช่นเหรินเหยาจะทนลดตัวอยู่ใต้ผู้อื่นได้หรือ
หมิงหวาฉังไวต่อบรรยากาศรอบข้าง ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าพวกสาวใช้ลำบากใจเรื่องอะไรอยู่ จึงเป็นฝ่ายเสนอขึ้นก่อน
“ข้าถูกชะตากับคุณหนูเหรินแต่แรกเห็น ท่านโตกว่าข้าหนึ่งปี ข้าขอเรียกท่านว่าพี่สาวได้หรือไม่”
เหรินเหยาไม่เคยใกล้ชิดกับสตรีรุ่นเดียวกันเช่นนี้ จึงทำตัวไม่ค่อยถูก พยักหน้าอย่างแข็งทื่อ “ก็ได้”
ดวงตาของหมิงหวาฉังยกโค้งดุจเสี้ยวจันทร์ ทอประกายตาอบอุ่นสุกสกาว “ดียิ่ง ข้าถูกชะตากับห้องทางขวา พี่เหริน ท่านให้ข้าเลือกก่อนจะได้หรือไม่”
หลายปีที่ผ่านมาเหรินเหยาทำตัวเสมือนเป็นบุรุษ เตือนตนทุกเวลาว่าจะด้อยกว่าบุรุษไม่ได้ นางเสียเวลาไปกับการฝึกยุทธ์มากเสียจนเข้าสังคมไม่เก่ง ไม่อาจสนทนาไปทางเดียวกับเหล่าแม่นางในเมืองลั่วหยาง…แน่นอนว่านางเองก็ไม่ได้อยากจะเข้ากลุ่มกับคุณหนูพวกนั้นตั้งแต่แรก
ถึงกระนั้นนางที่หัวช้าก็ยังตระหนักได้ว่าหมิงหวาฉังพาดบันไดให้นางลงอยู่ กำลังรักษาหน้าทุกฝ่ายด้วยวิธีที่ชวนให้สบายใจอย่างยิ่ง
เหรินเหยาพลันรู้สึกเลื่อนลอย นี่เป็นครั้งแรกที่นางสัมผัสได้ถึงเจตนาดีจากสตรีรุ่นเดียวกัน แต่ไหนแต่ไรญาติผู้พี่ญาติผู้น้องบุรุษกับคนหนุ่มวัยเดียวกันล้วนเป็นคู่แข่งของนาง ส่วนคุณหนูชนชั้นสูงล้วนเยาะหยันนางว่าหยาบกระด้างเหมือนบุรุษ ในชีวิตสิบเจ็ดปีมานี้ก็มีเพียงท่านย่าที่ดีกับนาง
ทว่าท่านย่าแก่ชราลงแล้ว แม้กระทั่งท่านย่าผู้แข็งแกร่ง หลักแหลม และทำได้ทุกสิ่งก็บอกนางเช่นกันว่าให้เร่งออกเรือนหาคนที่ดีมาปกป้อง นางโดดเดี่ยวตึงเครียดเรื่อยมา นึกว่าสตรีในใต้หล้านี้หากไม่เป็นเช่นดอกทู่ซือ* รู้จักแต่พึ่งพาผู้อื่นก็ต้องเป็นเช่นฮ่องเต้กับท่านย่าที่มีฝีมือแข็งกร้าวเฉียบขาด ดุจเพลิงร้อนที่อาจลวกทำร้ายทุกคน รวมถึงคนในครอบครัว
นางเพิ่งเคยพบเจอสตรีเช่นหมิงหวาฉังเป็นครั้งแรก อีกฝ่ายงดงามเช่นเดียวกับพวกคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ถูกนางมองว่าเป็นดอกทู่ซือ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเช่นน้ำที่อ่อนโยนกระจ่างใส หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งโดยไร้สุ้มเสียง
เหรินเหยาช้าไปหลายจังหวะกว่าจะพยักหน้า หมิงหวาฉังก็ยิ้มปริ่มพลางขอบคุณเหรินเหยา จากนั้นก็พาเจาไฉกับหรูอี้เข้าห้องทางขวาไป
เห็นเหรินเหยานิ่งค้างอยู่ที่เดิมเป็นนาน สาวใช้ของจวนผิงหนานโหวจึงเดินขึ้นหน้ามาถามอย่างระวังรอบคอบ
“คุณหนู ท่านมีอะไรไม่พอใจหรือเจ้าคะ”
เหรินเหยาได้สติกลับมา ส่ายหน้าพลางตอบเสียงเบา “ไม่มีอะไร”
จบคำนางค่อยรู้ตัวว่าตนเองถึงกับลังเลในสิ่งที่เคยเชื่อมั่น จึงออกแรงหยิกแขนหนึ่งครา ให้ตนเองแข็งกร้าวดังเดิม
“รีบจัดการสัมภาระ ช่วงค่ำองค์หญิงไท่ผิงจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ โอกาสดีเช่นนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด”
สาวใช้ประสานมือขานรับอย่างระมัดระวัง “เจ้าค่ะ”
* เหนียง เป็นคำเรียกสตรี ใช้ในหลายกรณี ในที่นี้ใช้ต่อท้ายเลขลำดับ ‘เอ้อร์’ (สอง) เพื่อบอกว่าเป็นบุตรสาวลำดับที่สองของตระกูล
* ยุคเว่ยจิ้น คือช่วงที่แคว้นเว่ย (วุยก๊ก) รวมแผ่นดินยุคสามก๊กเป็นปึกแผ่นจนถึงช่วงการปกครองของราชวงศ์จิ้นของสกุลซือหม่า (สกุลสุมา) ซึ่งขึ้นมาแทนที่แคว้นเว่ย
** หวังเซี่ย เป็นคำเรียกรวมของสกุลหวังแห่งหลางหยากับสกุลเซี่ยแห่งเมืองเฉิน เป็นสองตระกูลที่มีอำนาจล้นราชสำนักอย่างยาวนานโดยเฉพาะสมัยราชวงศ์จิ้น ถึงขั้นที่ยุคต่อๆ มาถูกใช้เป็นคำสรรพนามของตระกูลขุนนางใหญ่ที่เรืองอำนาจ
* เซอลี่ คือลิงซ์ยูเรเชีย เป็นแมวป่าชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายแมว แต่ขนาดใหญ่กว่ามาก หางสั้น ศีรษะยาวไม่ถึงหนึ่งในสี่ของความยาวลำตัว
* ซีอวี้ คือคำเรียกดินแดนทางตะวันตกของด่านอวี้เหมินและด่านหยางกวนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ปัจจุบันคือบริเวณเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางใต้ของเทือกเขาเทียนซาน (เทียนซานหนานลู่) เรื่อยไปจนถึงทางตะวันตกของที่ราบสูงปามีร์ รวมถึงแถบเอเชียกลาง เอเชียตะวันตก และอินเดีย
** ฉื่อ (เชียะ) เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน สมัยโบราณเทียบกับความยาวประมาณ 10 นิ้ว หรือหนึ่งส่วนสามเมตร ปัจจุบันยังใช้คำนี้ในความหมายว่า ‘ฟุต’
*** มาจากคำว่า ‘เป่าเป้ย’ แปลว่าสิ่งล้ำค่า มักใช้เป็นคำเรียกคนรักหรือบุตรหลานอย่างสนิทสนม จึงแปลได้อีกว่าที่รัก ลูกรัก แก้วตาดวงใจ
* ชุ่น เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน สมัยโบราณเทียบกับความยาวประมาณ 1 นิ้ว
* ไม่ยื่นมือตีผู้แย้มยิ้มให้ หมายถึงเมื่ออีกฝ่ายรับผิดหรือทำดีด้วย ย่อมไม่อาจใจแข็งทำอะไรรุนแรง
* ถุงสุรากระสอบข้าว เปรียบเปรยถึงคนที่รู้จักแต่กินดื่ม ไม่ทำงานทำการ
* ดอกทู่ซือ คือดอกของต้นฝอยทอง (Cuscuta chinensis Lam.) เป็นพืชกาฝากชนิดหนึ่งที่ต้องอาศัยอยู่กับไม้อื่น จึงมักใช้เปรียบเปรยถึงสตรีที่อ่อนแอต้องการการปกป้อง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 ส.ค. 69
Comments



