พอลงมือหมิงหวาฉังค่อยพบว่าผู้กล้าในหมู่สตรีต่างจากตัวไร้ประโยชน์เช่นนางมากเพียงใด นางฉุดดึงเหรินเหยาอย่างกินแรง ทว่าก็ไม่ลืมที่จะลอบส่งสายตาให้เจาไฉเป็นเชิงบอกว่า ‘ปิ่นปักผมของข้ายังเสียบอยู่บนพื้นหิมะ จงเก็บกลับมาให้ได้!’
ตอนที่เดินผ่านหมิงหวาจาง ใบหน้าเล็กของหมิงหวาฉังเชิดขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มอ่อนหวาน “พี่รอง พี่เซี่ย ข้ากับคุณหนูเหรินพักเรือนเดียวกันพอดี ข้าจะไปด้วยกันกับนาง พวกท่านไม่ต้องไปส่งข้าแล้ว”
เมื่อครู่เหรินเหยายังท้ารบกับหมิงหวาจางอยู่ ตอนนี้ถูกพามายังตรงหน้าอีกฝ่าย ใบหน้านางจึงแข็งทื่อ หมิงหวาจางปรายมองเหรินเหยาแล้วหลุบตาลงมองหมิงหวาฉัง ในแววตาแสนจะไม่วางใจ ขณะที่เซี่ยจี้ชวนกดไหล่หมิงหวาจางอย่างแนบเนียนก่อนยิ้มพลางเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นก็รบกวนคุณหนูเหรินด้วย น้องหญิงรองแรงน้อย สามวันนี้คุณหนูเหรินโปรดให้การดูแลนางมากๆ”
เซี่ยจี้ชวนพูดตามมารยาทอย่างชำนาญและเป็นธรรมชาติราวกับหมิงหวาฉังคือน้องสาวของเขาเอง รอจนหมิงหวาฉังกับเหรินเหยาเดินจากไปแล้ว หมิงหวาจางจึงปัดมือเซี่ยจี้ชวนออก ขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย
“ทำอะไรของเจ้า นางออกจากจวนน้อยครั้ง ตัวคนก็ทึ่มทื่อใสซื่อ เจ้าปล่อยนางไปเพียงลำพังได้อย่างไร”
เซี่ยจี้ชวนกล่าว “เจ้าเลิกกังวลเถิด ข้าว่าน้องหญิงรองหลักแหลมมาก นางคนเดียวก็เอาอยู่ ได้ยินว่าหลินจืออ๋องกับปาหลิงอ๋องมาถึงแล้ว เจ้าจะไม่ไปดูสักหน่อยหรือ”
หมิงหวาจางได้ยินสองชื่อนี้แล้วก็ไม่สะทกสะท้าน ดวงตายังคงเรียบสงบดุจทะเลสาบใส
ในที่สุดเจียงหลิงก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีคนอื่นอยู่ หมิงหวาจางเพิ่งจะช่วยยับยั้งหญิงห้าวนั่นไว้ ทั้งยังพูดจาแทนเป่าเป่า เจียงหลิงจึงรู้สึกว่านี่เป็นคนกันเอง
เขาเดินเร็วรี่เข้ามาดุจดาวตกแล้วเอ่ยว่า “คุณชายรองหมิง เมื่อครู่ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยเป่าเป่าของบ้านข้า เมื่อก่อนท่านพ่อข้ามักชมเจ้า ข้าเคยนึกว่าเจ้าเป็นเหมือนทายาทตระกูลสูงศักดิ์เก่าแก่เสแสร้งพวกนั้น ไม่นึกว่าเจ้าจะเป็นคนผ่าเผยตรงไปตรงมาผู้หนึ่ง จริงด้วย ผู้นี้คือ…”
เซี่ยจี้ชวนยิ้มน้อยๆ มองไปทางเจียงหลิงพลางกล่าว “บุตรชายคนโตสกุลเซี่ย เซี่ยจี้ชวน”
สกุลเซี่ยหรือนี่…เจียงหลิงที่เพิ่งด่าทอทายาทตระกูลสูงศักดิ์เก่าแก่ว่าเสแสร้งไปหายใจติดขัดในชั่วพริบตา จากนั้นก็คลี่ยิ้มอย่างไม่คิดมาก
“วันนี้พวกเจ้าช่วยเหลือข้าย่อมเป็นสหายของข้าเจียงหลิง วันหน้าพวกเจ้ามีเรื่องอะไรมาหาข้าได้ ข้าเจียงหลิงจะไม่บอกปัดเด็ดขาด!”
หมิงหวาจางยังคงมีท่าทางห่างเหินไว้ตัว ส่วนเซี่ยจี้ชวนแย้มยิ้มให้เจียงหลิง รอยยิ้มดูคล้ายอบอุ่น แต่ในดวงตาไร้ไออุ่นใดๆ
แม้พวกเขาต่างเคยได้ยินชื่อสกุลรู้จักชาติตระกูลของกันและกัน ทว่าหมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวนไม่มีจุดบรรจบอันใดกับพวกคุณชายไร้แก่นสารอย่างเจียงหลิงจริงๆ วันนี้พวกเขาจึงเพิ่งจะรู้จักกันอย่างเป็นทางการ
ตอนนี้เจียงหลิงนึกถึงเรื่องเมื่อครู่ก็ยังคงมีเพลิงโทสะเต็มท้อง แต่จนใจที่ฝ่ายนั้นเป็นสตรี ไม่อาจไปคิดบัญชีกับนางได้ จึงได้แต่รั้งหมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวนปรับทุกข์ยกใหญ่
หมิงหวาจางแววตาเรียบเฉย คร้านจะไยดีโดยสิ้นเชิง มีแต่เซี่ยจี้ชวนที่ยังรักษารอยยิ้มน้อยๆ ไว้ ทั้งยังเอ่ยคล้อยตามเป็นพักๆ
ครั้นเจียงหลิงนึกถึงเมื่อครู่ที่หมิงหวาจางซัดปิ่นปักผมก็เอ่ยด้วยความเลื่อมใส “เมื่อก่อนได้ยินเสมอว่าเจ้าเพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ ข้าหลงนึกว่าท่านพ่อพูดเกินจริง ไม่คาดคิดว่าเจ้าจะมีฝีมือจริงๆ เมื่อครู่เจ้าซัดปิ่นปักผมอย่างไรถึงแม่นยำได้เช่นนั้น ข้าไม่ทันเห็นชัดเจน เจ้าก็ปัดทวนของหญิงห้าวนั่นเฉออกไปแล้ว!”
หมิงหวาจางไม่พูดไม่จามาโดยตลอด ตอนนี้ค่อยเอ่ยเสียงเรียบเย็น “สตรีผู้นั้นคือคุณหนูเหรินแห่งจวนผิงหนานโหว ไม่พึงเสียมารยาท”
เจียงหลิงมีสีหน้าอึ้งงัน เห็นได้ชัดว่านึกไม่ถึง สตรีผู้นั้นใช้ทวนชี้หน้าท้าทายหมิงหวาจาง หมิงหวาจางไม่โกรธก็แล้วไป ถึงกับยังมาตำหนิเขา ทันใดนั้นเซี่ยจี้ชวนก็ยิ้มพลางไกล่เกลี่ย
“จิ่งจันคนนี้ใจกว้างเป็นที่สุด มีหรือจะเก็บเรื่องเล็กเช่นนี้มาใส่ใจ เพียงแต่ไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้ไปหัวใจของสตรีจะหล่นไปที่จิ่งจันอีกกี่มากน้อย”
หมิงหวาจางกวาดตามองเซี่ยจี้ชวน ดวงตากระจ่างคู่นั้นดำขลับตัดพื้นขาวชัดเจน ไม่มีทั้งความกระหยิ่มยิ้มย่องหรือรังเกียจเดียดฉันท์
“พอเถิด เรื่องเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของสตรี อย่าพูดส่งเดช”