เมื่อครู่เจียงหลิงเพียงเห็นว่ามีคนใช้ทวนตวัดกลางสายลมเสียงดังขวับ จึงนึกว่าเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ตอนนี้ค่อยเห็นชัดว่าอีกฝ่ายถึงกับเป็นสตรี! ดวงตาของเขาเบิกโต มองสตรีผู้นั้นซัดทวนไปยังเซอลี่ด้วยพละกำลังที่ไม่คล้ายสตรีสักนิดอย่างตกตะลึง
ทวนของเหรินเหยากรุ่นด้วยจิตสังหาร เร็วปานผ่าลำไผ่ คนของจวนเจียงอันโหวสกัดไม่ทันโดยสิ้นเชิง เจียงหลิงอ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว ได้แต่เบิกตามองปลายทวนคุกคามเข้าใกล้เป่าเป่าสัตว์เลี้ยงแสนรักของเขา
ในยามสิ้นหวังเจียงหลิงแลเห็นประกายสีทองสายหนึ่งโฉบผ่านเหนือพื้นหิมะ ตามด้วยเสียงโลหะกระทบพื้นก้องคมชัด ปลายทวนพลันเบี่ยงไปหลายชุ่น* ถากขนของเซอลี่ไปปักลึกกลางพื้นหิมะ
ด้ามทวนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พู่แดงบางส่วนจมลงพื้นหิมะ สีสันทิ่มแทงจนคนตาพร่า ยามนี้เจียงหลิงค่อยตระหนักได้ว่าตนเองกลั้นหายใจอยู่ เขารีบสูดลมหายใจลึกยาว โอบรับสัตว์เลี้ยงนักล่าของเขาไว้
“เป่าเป่า เจ้าไม่เป็นไรกระมัง ข้าดูที เหตุใดบนตัวเจ้ามีแผลมากมายเช่นนี้ ขนร่วงไปแถบหนึ่ง โธ่เอ๋ย…”
เจียงหลิงกอดเซอลี่พลางถอนหายใจ น่าเสียดายนอกจากบ่าวของจวนเจียงอันโหวก็ไม่มีใครในที่นี้ที่ห่วงใยจิตใจของเจียงหลิง
ขณะนี้เป็นยามเที่ยง มีแขกเหรื่อมาถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เดิมทีในคฤหาสน์ก็มีคนเดินไปมาขวักไขว่ ความเคลื่อนไหวตรงนี้เห็นได้ชัดเจน ย่อมดึงดูดสายตาคนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ทุกคนที่เห็นฉากเหตุการณ์เมื่อครู่ทั้งตื่นตระหนกและใจสั่นสะท้าน จึงไม่มีใครพูดจาไปชั่วขณะ
ท่ามกลางความเงียบเชียบ หมิงหวาฉังลูบมวยผมที่หย่อนคลายอยู่บ้างพลางเอ่ยอย่างลังเล “คือว่า…ปิ่นปักผมของข้า…”
ทองคำแท้เชียว ราคาไม่ใช่น้อยๆ ข้าขอเก็บคืนมาจะได้หรือไม่
เดิมทีทวนของเหรินเหยาพุ่งไปยังเซอลี่ ทว่าในชั่วขณะที่กำลังคอขาดบาดตายนั้นหมิงหวาจางพลิกมือดึงปิ่นปักผมของหมิงหวาฉังซัดไปยังปลายทวนของเหรินเหยา ทำให้ทวนพู่แดงเบี่ยงไปหลายชุ่น รักษาชีวิตของเซอลี่ไว้ได้พอดี
เหรินเหยาฝึกฝนทวนมาหลายปี เพลงทวนสกุลเหรินคือความศรัทธาของนาง แล้วก็เป็นความภาคภูมิใจของนางด้วย วันนี้ถึงกับถูกหนุ่มน้อยผู้หนึ่งคลี่คลายได้ง่ายๆ เช่นนี้!
เขาไม่ใช้แม้แต่อาวุธ ทว่าดึงปิ่นปักผมจากสตรีข้างกาย สำหรับเหรินเหยานี่เป็นความอัปยศครั้งใหญ่
เหรินเหยาหน้าบึ้งตึงพลางดึงทวนขึ้นจากพื้น ก่อนเอ่ยกับหมิงหวาจาง “เจ้าเป็นใครกัน”
“ข้าหมิงหวาจาง” หมิงหวาจางไม่รู้สึกสักนิดว่าตนเองเพิ่งจะทำสิ่งที่น่ากลัวอะไรลงไป ราวกับเพียงแวะเด็ดดอกไม้ไปหนึ่งดอก เพียงเอามือไพล่หลังเอ่ยเสียงเรียบ “ที่นี่คือคฤหาสน์ขององค์หญิงไท่ผิง ขึ้นวันปีใหม่ยังไม่พ้นวันที่สิบห้า ไม่เหมาะจะเห็นเลือด อย่างน้อยเซอลี่ก็เป็นชีวิตหนึ่ง ในเมื่อมันยังไม่ได้ทำร้ายใคร ความผิดเล็กน้อยตักเตือนก็พอ ไม่จำเป็นต้องฆ่าล้าง”
เหรินเหยาสีหน้าไม่ชวนมอง แขนออกแรงตวัดปลายทวนจนเกิดเสียงลมรุนแรง สะเทือนจนหิมะบนพื้นกระจัดกระจาย ชี้ทวนไปทางหมิงหวาจางพลางกล่าว
“ทวนสกุลเหรินยอมหักไม่ยอมงอ ข้าเคยลั่นคำสาบานต่อหน้าป้ายของปรมาจารย์ มิกล้ารับความพ่ายแพ้โดยไม่สู้ เจ้ากระแทกทวนข้าให้คลาดเป้าได้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ชนชั้นสามัญ เชิญชี้แนะ”
หมิงหวาจางกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าแขนพลันถูกคนยุดไว้ เขาตกใจเหลียวมองโดยพลันก็เห็นหมิงหวาฉังออกแรงคว้าแขนเสื้อเขาอยู่ สองตานางราวเปล่งวาจาได้ ทั้งยังส่ายหน้าให้เขาเล็กน้อย จากนั้นนางก็คลี่ยิ้มพลางเดินไปหาเหรินเหยา เอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงผ่อนคลาย
“พบกันก็คือวาสนา ตีรันฟันแทงไปเพื่ออันใด คุณหนูเหริน เมื่อครู่ขอบคุณมากที่ท่านช่วยข้า ท่านใช้ทวนได้เก่งจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นเพลงทวนที่มีอานุภาพเพียงนี้มาก่อนเลย”
เหรินเหยาสามารถส่งสารท้ารบกับหมิงหวาจางโดยไม่เกรงอกเกรงใจได้ ทว่าผู้ที่มาเป็นแม่นางน้อยที่งามประณีตประดับยิ้มละไมผู้หนึ่ง เหรินเหยาจะตีหน้าเย็นชาใส่ก็ไม่ได้ จะลงไม้ลงมือก็ไม่ถูก ทำได้เพียงกล่าวเสียงแข็ง
“นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับเขา เจ้าอย่าเข้ามา อาวุธไร้ตา หากทำร้ายถูกเจ้าเข้า ข้าไม่รับผิดชอบด้วย”
“เป็นเพราะพี่รองของข้าจิตใจดีงาม หักใจไม่ลง ไม่ได้มีเจตนาเพ่งเล็งคุณหนูเหริน คุณหนูเหรินก็จะไปเก็บสัมภาระใช่หรือไม่ ท่านพักเรือนหลังใดเล่า ไม่แน่พวกเราอาจไปทางเดียวกัน”
หมิงหวาฉังเผยรอยยิ้มพลางเดินตรงไปหา ไม่ได้ใส่ใจปลายทวนวาววับเยียบเย็นในมือเหรินเหยาแม้แต่น้อย ดังคำกล่าวที่ว่าไม่ยื่นมือตีผู้แย้มยิ้มให้* ทางด้านเหรินเหยาไม่สะดวกใจจะชี้ทวนใส่หมิงหวาฉัง จำต้องเก็บทวนพู่แดงแล้วเอ่ยตอบ
“เรือนอู้อิ๋น”
หมิงหวาฉังเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ ก่อนเอ่ยอย่างยินดี “เรือนเดียวกับข้าพอดี คุณหนูเหริน พวกเราไปด้วยกันเถิด หากมีเวลาท่านช่วยสอนวิชาป้องกันตัวให้ข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่…”
หมิงหวาฉังคล้องแขนเหรินเหยาอย่างสนิทสนม หลายปีมานี้เหรินเหยาทำเสมือนตนเองเป็นบุรุษมาโดยตลอด สตรีที่รังเกียจนางถากถางนางมีอยู่มากมาย ทว่าสตรีที่เป็นฝ่ายมาเข้าใกล้ชิดนางอย่างหมิงหวาฉังนี้ไม่เคยมีแม้เพียงสักคน เหรินเหยาจึงร่างแข็งทื่อ ถูกหมิงหวาฉังฉุดเดินไปด้วยท่าทางทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง