เห็นรอยยิ้มของอวิ๋นเกอกับนัยน์ตาแฝงรอยยิ้มของเมิ่งเจวี๋ย คุณชายใหญ่ก็รู้สึกเหมือนมีไอเย็นสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากปลายเท้า
มือที่กำลังตักแบ่งน้ำแกงจากชามหดกลับ “หน่อเนื้อคืออะไร ตั้งแต่เล็กจนโตข้ากินอาหารชั้นหนึ่งมาไม่ใช่น้อย ไม่เคยได้ยินหน่อเนื้ออะไรที่เจ้าว่านี้มาก่อน”
อวิ๋นเกอพูดช้าๆ “ใช้ขาหมูชั้นหนึ่งเก็บไว้ในที่มืดไม่โดนแสง หลังจากผ่านไปสองสามวัน บนขาหมูนั้นจะเริ่มมีหนอนแมลงวันสีขาวปรากฏ ตัวของพวกมันอ่อนนุ่ม เนื้อของพวกมันลื่นเป็นมันอิ่มน้ำ ขนาดเนื้อลูกหมูชั้นเลิศก็ยังเทียบไม่ได้ จัดเป็นสุดยอดของเนื้อ ถึงได้ถูกเรียกว่าหน่อเนื้อ ใช้หน่อเนื้อขยุกขยิกสีขาวน้ำนมพวกนี้…”
คุณชายใหญ่ปลีกตัวออกจากโต๊ะ วิ่งไปอาเจียนอยู่อีกด้าน
อวิ๋นเกอเม้มปากยิ้ม ส่วนสวี่ผิงจวินที่กลั้นหัวเราะมาจนถึงตอนนี้ก็กลั้นต่อไปไม่ไหว นางกุมท้องระเบิดเสียงหัวเราะ หลิวปิ้งอี่เองก็เอาแต่ส่ายหน้าหัวเราะเช่นกัน
ทั้งล้างมือ ทั้งใช้น้ำชากลั้วปาก คุณชายใหญ่วุ่นวายอยู่เป็นนานกว่าจะกลับเข้ามาร่วมวงอีกครั้ง
เขายืนดูอวิ๋นเกอกับอาหารเต็มโต๊ะอยู่ห่างๆ รอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์เอาแต่ใจหายลับไปจากมุมปากสิ้น “ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะกินมันได้ลง นับถือใจเจ้าจริงๆ เสี่ยวเจวี๋ย ข้าเองก็นับถือเจ้ายิ่งนัก กับสตรีเช่นนี้ ไม่รู้เจ้าคิดอะไรอยู่”
อวิ๋นเกอตักน้ำแกงให้สวี่ผิงจวินช้าๆ ถ้วยหนึ่ง นางหันไปยิ้มให้กับคุณชายใหญ่ก่อนจะจิบดื่มมัน
คุณชายใหญ่เบิกตากว้างมองดูสวี่ผิงจวินอย่างไม่เชื่อสายตา ทั้งๆ ที่นางเองก็ได้ยินกับหูถึงสิ่งที่อวิ๋นเกอเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ แล้วทำไมยังกล้ากินน้ำแกงหนอนแมลงวันได้อีก
หรือเพราะไม่ได้มาฉางอันนานเกินไป เขาจึงไม่รู้ว่าผู้คนในฉางอันล้วนเปลี่ยนไปแล้ว
จากชายเจ้าชู้ผู้ลุ่มหลงมัวเมาอยู่ท่ามกลางตัณหาราคะ บัดนี้กลับกลายเป็นห่านโง่ตัวหนึ่ง
เห็นคุณชายใหญ่สีหน้าตื่นตะลึงเช่นนั้น อวิ๋นเกอก็ไม่วายเบ้ปาก “ปีนี้ท่านอายุเท่าไหร่ ผ่านพิธีสวมหมวก* แล้วหรือไม่”
คุณชายใหญ่รู้สึกประหลาดใจ เขาชี้มาที่ตัวเองพลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เหลวไหล! เจ้าไม่มีตาหรือไรกัน ขนาดเสี่ยวเจวี๋ยก็ยังเรียกขานข้าว่าพี่ใหญ่”
“อา…” อวิ๋นเกอลากเสียงยาว ยิ้มตาหยีพูด “ที่แท้ก็ไม่ใช่เพราะตาข้าไม่ดี หากแต่คนบางคนฟังคำพูดชาวบ้านแค่ครึ่ง หนำซ้ำยังเชื่อคำพูดผู้อื่นง่ายดายราวกับเด็กสามขวบ”
คุณชายใหญ่ชี้นิ้วไปที่อวิ๋นเกอ หน้าตาหมดสิ้นสง่าราศี “เจ้าหมายความเช่นไร”
อวิ๋นเกอยิ้มพูด “เมื่อครู่ข้าพูดยังไม่ทันจบ ท่านก็วิ่งออกไปเสียดื้อๆ เช่นนั้นไม่เรียกว่าฟังคำแค่ครึ่งกันหรือไร ที่ข้าต้องการจะบอกก็คือแม้น้ำแกงที่ทำจากหน่อเนื้อจะมีรสชาติเป็นเลิศ แต่ก็น้อยนักที่จะมีคนกล้ากิน รสชาติน้ำแกงของข้าถึงจะเทียบเคียงได้กับน้ำแกงหน่อเนื้อ ทว่าวัตถุดิบที่เอามาปรุงล้วนเป็นของธรรมดาๆ อย่างเต้าหู้ ไข่ขาว สมองหมูเท่านั้น เพียงแต่วิธีการทำอาจจะพิเศษอยู่สักหน่อย ท่านเป็นถึง ‘พี่ใหญ่’ ไฉนปฏิกิริยาตอบสนองถึงได้รุนแรงนักเล่า”
คุณชายใหญ่ตะลึงนิ่งอยู่กับที่ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็หันไปถลึงตาใส่เมิ่งเจวี๋ย
คนที่ทั้งวันเอาแต่กลิ้งขลุกอยู่กับสตรีเช่นเขากลับถูกสาวน้อยนางหนึ่งปั่นหัวเล่น?
ภาพลักษณ์อันใด ท่าทีอันใด หมดสิ้นแล้วยามนี้!
เมิ่งเจวี๋ยยิ้มแบมือ สีหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘คราวนี้ท่านคงรู้แล้วกระมังว่าคนที่ไปหาเรื่องนางมีบทลงเอยเช่นไร’
อวิ๋นเกอเลิกใส่ใจอีกฝ่าย หันไปพูดคุยหัวเราะอยู่กับสวี่ผิงจวิน นางดื่มเหล้าไปพลางกินอาหารไปพลาง
* พิธีสวมหมวก ชาวจีนในสมัยโบราณเมื่อผู้ชายอายุครบ 20 ต้องเข้าพิธีสวมหมวกเพื่อแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่