วันนี้เห็นผู้บัญชาการกับฮูหยินออกไปและกลับมาพร้อมกัน พวกนางย่อมไม่สะดวกรบกวน หากมิใช่ว่าไม่สะดวกสอดปาก เซิ่งอวี่ก็อยากถามเรื่องฤกษ์มงคลสักคำด้วยซ้ำ
เฟิงซุ่นอินหยิบตะเกียบขึ้นมา ก่อนจะเหลือบมองคนข้างกาย มู่ฉางโจวนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยอิริยาบถสบายๆ ทว่ากิริยาสง่างาม มีเพียงเวลาเช่นนี้นางถึงรู้สึกว่าเขายังมีเค้าร่างของเด็กหนุ่มในอดีตเหลืออยู่
นางเพิ่งเก็บสายตากลับมาก็พลันได้ยินเขาเอ่ยปาก “วันนี้อินเหนียงออกไปพบเห็นอะไรใหม่ๆ ทว่าไม่รู้ว่าพวกต้นฉบับในมือเขียนไปถึงที่ใดบ้างแล้ว”
เฟิงซุ่นอินเคยคิดว่าเขาจะพูดเรื่องสายลับที่จับมาได้ก่อนหน้านี้ผู้นั้นต่อ ทว่าไม่ทันตั้งตัวว่าจะถูกเขาถามถึงต้นฉบับกะทันหัน มือที่จับตะเกียบชะงักไปเล็กน้อย นางเพียงตอบด้วยน้ำเสียงปกติ “ยังอีกนานกว่าจะเขียนจบ ต้นฉบับที่มีในตอนนี้ก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวหยุดตะเกียบพร้อมมองนาง “เช่นนั้นมิสู้ไว้วันหน้าส่งมาให้ข้าอ่านดูสักครั้ง”
เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ “ขอเพียงพี่รองมู่ไม่รังเกียจฝีมืออ่อนด้อยของข้า วันหน้าค่อยว่ากันเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงกินอาหารเงียบๆ
เฟิงซุ่นอินเองก็ก้มหน้ากินอาหารเงียบๆ เพียงแต่กินไม่รู้รสชาติ
แม้ข้อความในต้นฉบับของนางจะเป็นเพียงประโยคไม่กี่ประโยคที่ไม่สลักสำคัญอะไร แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ามู่ฉางโจว นางยังคงไม่มีความมั่นใจ ถึงขั้นแอบรู้สึกว่าไม่ใช่ตนเองกำลังปิดบังเขา แต่คล้ายเขาต่างหากที่มีเรื่องสำคัญบางอย่างกำลังปิดบังนาง
อาหารมื้อหนึ่งกินกันเสร็จเงียบๆ โดยไร้ซึ่งบทสนทนา เซิ่งอวี่นำน้ำชาที่เพิ่งต้มเดือดเข้ามาส่งต่อ
มู่ฉางโจวยกถ้วยหนึ่งขึ้นมาแล้วเดินไปที่โต๊ะทำงาน ก่อนเอ่ยคล้ายไม่ใส่ใจ “พอคิดขึ้นได้ว่าวันนี้พอมีเวลาว่าง ข้าก็พาอินเหนียงเดินดูนั่นนี่ไปหลายที่ เช่นนั้นเรื่องจดหมายของเจ้า ข้าจัดการให้เลยดีหรือไม่ เจ้าคิดไว้แล้วหรือยังว่าจะตอบกลับอย่างไร”
เฟิงซุ่นอินหันไปมองเขา คิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ยังเจ้าค่ะ ครั้งก่อนพี่รองมู่ถามว่าเหตุใดข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องการแต่งงานของพวกเราในจดหมาย ข้านึกว่าท่านไม่พอใจ จึงไม่คิดตอบจดหมายอีกเร็วๆ นี้”
ครั้งก่อนที่ส่งข้อความให้ลู่เถียวใช้กระดาษเนื้อบาง กระดาษชนิดนี้เก็บไว้ได้ไม่นาน ง่ายต่อการฉีกขาดหรือทำลาย ดังนั้นต่อให้ลู่เถียวไม่ได้เผาก็ไม่มีทางเก็บรักษาได้นานเกินไป แต่นางยังคงขอให้ลู่เถียวเผามัน ตอนนี้พูดเช่นนี้ก็เพราะต้องการพูดให้ตรงกับข้อความในกระดาษ
มู่ฉางโจวมองนาง “ข้าไม่ได้ไม่พอใจ เจ้าอยากตอบกลับเช่นไรก็ตอบเช่นนั้น หลังข้าอ่านดูวันนี้สามารถช่วยส่งไปให้เจ้าได้ทันที”
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่เงียบๆ สายตามองตรงสบกับเขา แววตาของเขามองตอบนางอย่างสุขุม เฉกเช่นเดียวกับตอนที่รู้เรื่องว่าหูซ้ายของนางสูญเสียการได้ยิน และเฉกเช่นเดียวกับที่วันนั้นพูดว่านางตอบสนองรวดเร็ว แววตาของเขาแฝงความมั่นใจมากจริงๆ
นางถึงขั้นอดคิดไม่ได้ว่าทุกอย่างในวันนี้ไม่ใช่การหยั่งเชิงด้วยความสงสัยด้วยซ้ำ ทุกการกระทำของเขาคล้ายกับคนมั่นใจแล้วมากกว่า ดังนั้นถึงได้พูดเรื่องที่เดิมทีไม่ควรให้นางยุ่งเกี่ยวพวกนั้นตรงๆ อยู่บ่อยครั้ง
เพียงช่วงเวลาคิดในใจสั้นๆ เฟิงซุ่นอินก็ลุกขึ้นเดินไปข้างกายเขา ก่อนจับแขนเสื้อพร้อมยื่นมือไปหยิบพู่กันบนโต๊ะมายื่นให้เขา “เช่นนั้นมิสู้พี่รองมู่เขียนด้วยตนเองเถิดเจ้าค่ะ”
สายตาที่มองนางชะงักงัน มู่ฉางโจววางถ้วยชาลง “ข้าเขียน?”
เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ “เช่นนี้พี่รองมู่ก็ไม่ต้องตรวจสอบอีก เขียนเสร็จแล้วสามารถส่งไปได้เลย ข้าเองก็ไม่ต้องคิดว่าควรพูดเรื่องการแต่งงานของพวกเรากับอู๋จี๋อย่างไรดี มิใช่ดียิ่งกว่าหรือเจ้าคะ” สีหน้านางเรียบเฉย ขณะยื่นพู่กันไปข้างหน้าอีกหนึ่งชุ่น* ส่งโดนถึงหลังมือของเขา แววตาไม่ได้หลบเลี่ยง
คิ้วของมู่ฉางโจวขยับเล็กน้อย เดิมทีเป็นเรื่องของนาง แต่ตอนนี้กลับถูกผลักมาอยู่ในมือเขาเสียแล้ว นี่เป็นการถอยหนึ่งก้าวเพื่อรุกกลับ นางกำลังตลบหลังเขา
สองฝ่ายต่างมองสบตากันดุจดั่งไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน
เฟิงซุ่นอินเห็นเขาไม่รับจึงกดพู่กันลงบนโต๊ะ จากนั้นพับแขนเสื้อแล้วเริ่มฝนน้ำหมึกให้
มู่ฉางโจวพลันจับข้อมือของนาง
เฟิงซุ่นอินชะงัก ตอนนั้นเองเสียงของชางเฟิงก็ดังมาจากข้างนอก “ท่านผู้บัญชาการ ท่านรองมารายงานว่าไต่สวนกระจ่างแล้วขอรับ” เสียงพูดทั้งรัวเร็วและรีบร้อน
ข้อมือถูกปล่อย มู่ฉางโจวผละมือออกมาพร้อมเอียงหน้ามองนาง “เช่นนั้นก็รอข้ากลับมาค่อยว่ากัน” พูดจบเขาก็เดินตรงไปยังประตู ร่างสูงโปร่งก้าวยาว เพียงไม่กี่ก้าวก็ออกไปข้างนอกแล้ว
เฟิงซุ่นอินรู้สึกเหมือนตรงหน้าโล่งขึ้น มือที่ฝนน้ำหมึกเก็บกลับเข้าแขนเสื้อ เมื่อมองออกไปนอกประตูก็ไม่เห็นเงาร่างของเขาแล้ว นางทัดปอยผมด้านซ้ายเล็กน้อย จิตใจถึงค่อยๆ กลับมาสงบลง
เมื่อครู่นี้มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่นางรู้สึกเหมือนกระดาษบางๆ** ชั้นนั้นกำลังจะถูกเจาะจนทะลุอยู่แล้ว ทว่าถูกขัดจังหวะเสียก่อน
* ชุ่น เป็นหน่วยมาตราวัดของจีนสมัยโบราณ เทียบความยาวประมาณ 1 นิ้ว ระยะ 10 ชุ่นเป็น 1 ฉื่อ (เชียะ)
** กระดาษในที่นี้มาจากสำนวนเต็ม ‘เจาะทะลุกระดาษหน้าต่าง’ หมายถึงการเปิดโปงเรื่องที่รู้แก่ใจกันอยู่แล้วออกมาตรงๆ
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 31 ก.ค. 69