เฟิงซุ่นอินปลดหมวกม่านแพรลง นิ้วลูบผ้าโปร่งให้เรียบคล้ายไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไรนัก มองดูแล้วสายตาก็ไม่ค่อยกล้ามองไปทางคนที่ถูกคุมตัวอยู่
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “รายงานต่อ”
จางจวินเฟิ่งมองคนทั้งสองแล้วถึงได้เอ่ยต่อ “พบเอกสารรับสมัครทหารบนตัวชายผู้นี้ มาจากหลายเมืองในจงหยวนที่อยู่ใกล้กับเหอซี ทหารลาดตระเวนคาดการณ์ว่าบางเมืองในจงหยวนที่อยู่ใกล้นั้นน่าจะลอบฝึกทหาร การที่ชายผู้นี้ปรากฏตัวในเหลียงโจวอาจเป็นสัญญาณว่าการฝึกทหารนี้มีเป้าหมายที่เหลียงโจว ด้วยเหตุนี้จึงคุมตัวคนผู้นี้มาที่นี่ มอบให้ท่านผู้บัญชาการตัดสินใจขอรับ”
ฝึกทหาร? เฟิงซุ่นอินลูบผ้าโปร่งพลางลอบคิด ไม่มีทาง หากสถานที่ฝึกทหารแห่งหนึ่งถูกค้นพบ อย่างน้อยก็ต้องฝึกมาสักพักหนึ่งแล้ว ในบรรดาเมืองในจงหยวนที่อยู่ใกล้เหอซีมีฉินโจวอยู่ด้วย หากฉินโจวเริ่มฝึกทหารตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ในจดหมายฉบับก่อนของเฟิงอู๋จี๋คงเปิดเผยข้อมูลให้นางรับรู้อยู่บ้าง เขาทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ นับประสาอะไรกับที่หากบุ่มบ่ามฝึกทหารมิใช่การหาเรื่องโดยไร้เหตุหรือ
ข่าวประเภทนี้มาได้อย่างไร้เหตุผลจริงๆ
มู่ฉางโจวยื่นมือออกไป จางจวินเฟิ่งล้วงหยิบคำสั่งรับสมัครทหารชุดนั้นจากสาบเสื้อออกมายื่นให้เขาทันที
เขากางคำสั่งออกอ่านรอบหนึ่ง ก่อนส่งคืนให้ “ของปลอม”
จางจวินเฟิ่งรับมามองโดยละเอียด ก่อนร้องเหอะออกมา “ว่าแล้วเชียว ก่อนหน้านี้จับพวก…” คำว่า ‘สายลับจงหยวน’ เกือบหลุดออกจากปากแล้ว เขามองเฟิงซุ่นอินก่อนกลืนกลับลงไปอีกครั้ง “พวกของปลอมยังพอจะมองออกบ้าง ในเมื่อตอนนี้ท่านผู้บัญชาการเองก็พูดเช่นนี้ เช่นนั้นก็เป็นของปลอมแน่นอนแล้ว”
เฟิงซุ่นอินคลายมือที่จับม่านโปร่ง รู้อยู่แล้วว่าข่าวสารนี้ไม่ถูกต้อง แต่ต่อมาก็มุ่นหัวคิ้ว เหตุใดถึงเกิดเรื่องที่มุ่งเป้าไปที่จงหยวนขึ้นอีกแล้ว
มู่ฉางโจวมองนางแวบหนึ่ง “ข้ากับฮูหยินเพิ่งแต่งงานกัน ทุกวันนี้ราชสำนักน่าจะรับรู้ชื่อเสียงความภักดีต่อเมืองหลวงของท่านผู้บัญชาการใหญ่ ต่อให้จงหยวนจะส่งสายลับมาก็ไม่ถึงขนาดยกทัพมาต่อกร”
ปากเขาพูดว่า ‘ฮูหยิน’ ดูคล้ายพูดให้จางจวินเฟิ่งฟัง แต่สายตากลับมองมาข้างหลัง เฟิงซุ่นอินจึงรู้ว่าความจริงแล้วเขาพูดกับตนเอง นางเบนสายตาหนีพลางคิด เหตุใดถึงพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนปรึกษากับข้าอย่างเปิดเผยเช่นนั้นอีกแล้ว ทั้งที่ข้าไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ
มู่ฉางโจวเอ่ยต่อ “คิดว่าด้วยเหตุนี้ท่านผู้บัญชาการใหญ่จึงมั่นใจเช่นกันว่าเป็นสถานการณ์ที่มีคนจงใจก่อขึ้นมา เลยออกคำสั่งให้ตรวจค้นสายลับพวกนี้โดยละเอียด”
จางจวินเฟิ่งตอบ “ใช่แล้วขอรับ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “ไต่สวนเรียบร้อยแล้วค่อยมารายงานอีกที”
จางจวินเฟิ่งหันตัวเดินไปทางคนผู้นั้นทันที ก่อนชักดาบออกมาพร้อมเรียกรวมตัว “พาเขาออกไป”
เฟิงซุ่นอินจงใจไม่มองสภาพคนผู้นั้นที่ถูกลากออกไป นางหันตัวเดินไปทางเรือนหลัง ก่อนหน้านี้เจอกับสายลับมีอาการตอบสนองเช่นไร ตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน นางเพียงทำเป็นไม่รับรู้ ไม่พูดอะไรก็พอแล้ว
ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าหนักแน่นของมู่ฉางโจวเดินตามมา
หลังจากเข้าไปในเรือนหลังเซิ่งอวี่ก็ก้าวเข้ามาคารวะอย่างรวดเร็ว ก่อนรับหมวกม่านแพรที่นางถอดออกแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “เตรียมสำรับอาหารเรียบร้อยแล้ว ท่านผู้บัญชาการกับฮูหยินจะกินที่ห้องโถงหรือไม่เจ้าคะ”
เฟิงซุ่นอินยังไม่ทันตอบ มู่ฉางโจวก็เดินผ่านนางตรงไปทางห้องหลักแล้ว “ไม่ต้อง ส่งเข้าห้องหลัก”
เซิ่งอวี่ค้อมกายตอบรับทันที ก่อนมองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่งแล้วเชิญนางไปด้วยกัน
เฟิงซุ่นอินแค่ฟังพวกเขาคุยกันก็ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว นางมองเงาร่างที่เดินนำไปตรงหน้าทีหนึ่งก่อนค่อยๆ เดินตามไป
ห้องหลักกว้างกว่าห้องตะวันออกที่นางพักอยู่มาก ทันทีที่นางเข้าไปก็เหลือบมองรอบด้านอยู่สองสามครั้ง
ภายในห้องกลับตกแต่งอย่างเรียบง่ายเกินคาด ด้านตะวันออกมีเพียงตั่งไม้หนึ่งตัว ตรงกลางวางฉากบังลมหกบานพับ ทุกบานพับต่างเขียนประโยคเตือนใจที่มีชื่อเสียง ดูสง่างามอย่างยิ่ง นอกจากนั้นก็มีเพียงชั้นไม้วางธนูหนึ่งชั้น รวมถึงโต๊ะทรงสี่เหลี่ยมหนึ่งตัว บนโต๊ะดูเหมือนยังมีแผนที่พับวางอยู่
ไม่เห็นเตียง คิดว่าเตียงคงอยู่ด้านหลังฉากบังลม
นางยืนอยู่ข้างประตู มองดูมู่ฉางโจวปล่อยแขนเสื้อ ทันใดนั้นนางก็รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาแปลกๆ
มู่ฉางโจวหันมามอง ดวงตามองใบหน้านางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับเข้าใจบางอย่าง จึงเอ่ยกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม “อินเหนียงจะเกรงใจไปไย เดิมทีนี่ก็นับเป็นห้องของเจ้า”
เฟิงซุ่นอินกะพริบตา นึกถึงฤกษ์มงคลที่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่เคยพูดถึงขึ้นมาได้ทันที นางหันมองด้านข้าง เดินไปทางนั้นสองก้าวพร้อมเอ่ยเรียบๆ “เพิ่งเคยมาครั้งแรกเลยมองรอบๆ สักหน่อยเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
โชคดีที่เซิ่งอวี่นำสาวใช้เดินเข้ามาแล้ว พวกนางเข้ามาจัดโต๊ะ วางสำรับอาหารกับน้ำแกงอย่างคล่องแคล่ว
มู่ฉางโจวล้างมือในน้ำสะอาดที่สาวใช้ยกมา ก่อนไปนั่งลงฝั่งขวาของโต๊ะแล้วเงยหน้ามองนาง
เฟิงซุ่นอินถึงได้เดินไปหยิบผ้าผืนหนึ่งมาเช็ดมือ แล้วนั่งลงฝั่งซ้ายของเขา
เซิ่งอวี่มองพวกเขา ก่อนนำคนอื่นๆ ถอยออกไปข้างนอกทันที