บทที่ 8
จ้าวซื่อฟังแล้วก็แค่นหัวเราะ “มีแต่เจ้าที่เชื่อคำโกหกของนาง! สกุลโจวเรามีลูกสะใภ้ที่ไม่รู้จักธรรมเนียมแล้ว นางจะหาสตรีดีๆ ให้เจ้าได้หรือ คงเลือกพวกสาวใช้บ้านนอกโง่เขลาใสซื่อจะได้ไม่ข่มรัศมีนาง! อิ่นฮูหยินสนิทสนมกับข้า พอนางคิดถึงเรื่องที่ครั้งนั้นไม่ได้ช่วยเหลือครอบครัวเราก็รู้สึกทรมานใจเสมอ ตามหลักแล้วถึงอิ่นเสวี่ยฟางจะเป็นหญิงม่าย ทว่าหากพิจารณาจากฐานะครอบครัวของนาง รวมถึงรูปโฉมและนิสัยใจคอของนาง จะแต่งงานใหม่เป็นภรรยาเอกก็ยังได้ แต่นางมีใจให้เจ้า ยินยอมพร้อมใจแต่งเข้าสกุลโจวเป็นอนุ เจ้ายังไม่รู้สึกภาคภูมิใจอีกหรือ”
โจวสุยอันได้ยินมารดากล่าวเช่นนี้แล้วก็คลายความขุ่นข้องลงเล็กน้อย โดยเฉพาะพอได้ยินว่าหลังอิ่นเสวี่ยฟางได้พบเขาอีกครา นางก็ตั้งมั่นว่าจะออกเรือนให้เขาผู้เดียว ในใจก็บังเกิดความลำพองอยู่บ้าง
แต่เขาเพิ่งเอ่ยเสียงแข็งออกไป จะพูดกลับไปกลับมาก็ไม่เป็นการดี “ตอนแรกข้านึกว่าท่านแม่จะบอกหลินหลางก่อนแล้วค่อยเชิญคนสกุลอิ่นมาที่นี่ ใครจะนึกว่าท่านแม่กลับปิดหูปิดตานาง…นางยื่นคำขาดแล้วว่าไม่ยอมรับอิ่นซื่อ…เช่นนั้นข้าว่าก็แล้วกันไปเถิดขอรับ”
จ้าวซื่อทำเสียงขึ้นจมูก มิได้บอกโจวสุยอันว่านางมีเจตนาไม่บอกให้ฉู่หลินหลางรับรู้เอง
บุตรชายถูกสตรีจากครอบครัวพ่อค้าเกลือผู้นั้นควบคุมไว้แล้ว แต่นางรู้เท่าทันว่า…ลูกสะใภ้เป็นพวกเจ้าเล่ห์กลับกลอกยิ่ง! ถ้าฉู่หลินหลางรู้แต่แรกว่านางมีความคิดจะรับอนุสามัญชน* ที่มีชาติตระกูลและวิชาความรู้สูง ดีไม่ดีอาจคิดแผนชั่วอะไรไว้ในใจก็เป็นได้! ตอนแรกนางตั้งใจว่าเมื่อคนสกุลอิ่นมาถึง พอผ่านด่านผู้อาวุโสในสกุลโจวแล้วก็บันทึกชื่ออิ่นเสวี่ยฟางลงผังวงศ์ตระกูลแล้วค่อยบอกให้ฉู่หลินหลางรู้
ถึงตอนนั้นท่อนไม้กลายเป็นเรือแล้ว ต่อให้ฉู่หลินหลางมีแผนชั่วเต็มสมองก็เปล่าประโยชน์!
ไม่คิดว่าบุตรสาวจะหลุดปากออกมาตอนกินอาหารด้วยกัน เป็นเหตุให้ฉู่หลินหลางรู้ล่วงหน้าและทำให้บุตรชายเปลี่ยนใจในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้จ้าวซื่อซึ่งชอบเอาชนะลูกสะใภ้อยู่ลับๆ เรื่อยมาตกเป็นเบี้ยล่าง นางถึงได้ขุ่นเคืองมากเพียงนี้
ฉู่หลินหลางเป็นคนช่างหึงหวง แต่เมื่อก่อนนางเห็นแก่ที่สกุลโจวเริ่มมีเงินทองใช้สบายมือขึ้นก็ฝืนอดทนข่มกลั้นไว้ ยามนี้บุตรชายมีตำแหน่งสูงศักดิ์เป็นถึงผู้ตรวจการ มิใช่บุตรหลานตระกูลตกอับในอดีตอีกต่อไป ขณะที่ฉู่หลินหลางมีความรู้น้อย เห็นแก่เงินทอง จะคู่ควรกันได้อย่างไร
ครั้นเห็นฉู่หลินหลางพยายามกีดกัน จ้าวซื่อก็ยิ่งตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าต้องเป็นอิ่นเสวี่ยฟางผู้เดียว!
นางเพียงวาดหวังให้บุตรชายมีอนุสามัญชนที่มีการศึกษามารยาทดี ช่วยแผ่กิ่งก้านสาขาให้สกุลโจวและอบรมสั่งสอนบุตรหลานให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ อีกทั้งต้องมีฐานะทัดเทียมฉู่หลินหลาง บุตรชายจะได้ไม่หลงคารมคำหวานของบุตรสาวพ่อค้าเกลือจนถูกครอบงำ
พอโจวสุยอันได้ฟังว่าทั้งที่อิ่นเสวี่ยฟางสามารถออกเรือนใหม่เป็นภรรยาเอกได้ แต่นางกลับมีใจให้เขาตั้งแต่แรกพบจนเต็มใจจะเป็นอนุ ท่าทีของเขาก็โอนอ่อนลงเล็กน้อย
เขาเห็นมารดาพูดยืนกรานซ้ำๆ ก็ไม่พูดต่ออีก รีบออกจากจวนราวกับถูกสุนัขล่าเนื้อวิ่งไล่ตาม
ปกติโจวสุยอันรู้สึกว่างานของทางการซับซ้อนและละเอียดยิบย่อย มักอยากรีบออกจากที่ว่าการกลับจวนไปอยู่อย่างสุขสงบใจจะขาด ทว่าเวลานี้เขาตระหนักได้ว่าเมื่อเทียบกับเรื่องวุ่นวายในเรือนหลัง งานยังคงเป็นเรื่องง่ายกว่า
เขาถึงขั้นตกลงใจแน่วแน่แล้วว่าสองสามวันนี้จะอยู่ในที่ว่าการเสียเลย ส่วนปัญหาในจวนก็ปล่อยให้มารดากับฉู่หลินหลางเปิดศึกฟาดฟันกันเองตามสบาย เมื่อทุกอย่างยุติลงแล้วสมควรทำอย่างไรก็ได้ เขายอมรับทั้งหมดเป็นอันสิ้นเรื่อง