เมื่อได้ยินคำพูดของอิ่นเสวี่ยฟาง นางก็ยิ้มบางๆ ไม่ได้เปิดเผยชาติกำเนิดของยวนเอ๋อร์
ตอนเดินตลาดอิ่นเสวี่ยฟางเห็นยวนเอ๋อร์แต่งกายเรียบง่ายก็คิดจะซื้ออาภรณ์กับเครื่องประดับศีรษะให้ แต่ฉู่หลินหลางบอกปัด
ยวนเอ๋อร์ในวัยหกขวบเข้าสำนักศึกษาสตรีแล้ว อาจารย์บอกอย่างชัดเจนว่าเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับจะมีสีสันลวดลายมากเกินไปไม่ได้ ดังนั้นนางจึงให้บุตรสาวสวมชุดที่เรียบร้อยสะอาดตา ไม่ได้ประดับบุปผาผ้าแพรอะไร
คุณหนูอิ่นลอบตกใจ อย่าลืมว่าสตรีต่างจากบุรุษ หากมิใช่ตระกูลสูงศักดิ์ น้อยครอบครัวนักที่จะมีคนส่งบุตรสาววัยเยาว์เข้าสำนักศึกษา
สำนักศึกษาสตรีมีอยู่น้อย ค่าเล่าเรียนจึงแพงกว่าสำนักศึกษาบุรุษที่พบได้ดาษดื่นทั่วทุกที่มากนัก! อิ่นเสวี่ยฟางมีฐานะดีพอประมาณก็ยังไปเข้าเรียนไม่ไหว
ในอดีตนางพึ่งพาญาติผู้พี่ในตระกูลท่านลุงเขยซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่จนได้เรียนหนังสือด้วยสองปี นางจึงพอจะมีฝีมือในเชิงโคลงกลอนอยู่บ้าง
แต่สกุลโจวนี้กลับสิ้นเปลืองเงินทองกับบุตรสาวโดยไม่เสียดาย ทำให้อิ่นเสวี่ยฟางยิ่งรู้สึกประทับใจสกุลโจวสุดจะกล่าว
วันนี้ที่นางออกจากจวนพร้อมกับฉู่หลินหลางก็มีเหตุผลอยู่
เดิมทีนางเห็นว่าตนเองแต่งเข้าสกุลโจวเป็นเรื่องที่ทุกอย่างย่อมราบรื่นเป็นใจ แต่ใครจะคิดว่าคลื่นใต้น้ำที่โต๊ะอาหารเมื่อวานนี้ทำให้นางตระหนักได้ว่าคนที่โจวสุยอันให้ความสำคัญนั้นไม่ใช่มารดาเขา แต่เป็นฮูหยินใหญ่ที่ดูเหมือนไม่เป็นที่ชื่นชอบของมารดาสามีผู้นี้ต่างหาก
หากอีกฝ่ายคับข้องใจไม่ยอมรับนาง เกรงว่าเรื่องแต่งงานย่อมต้องเกิดอุปสรรคอีกเป็นแน่
ก่อนหน้านี้นางเลือกคู่ชีวิตผิด ต้องทนกับครอบครัวสามีที่หยาบคายโหดร้ายมามากเกินพอแล้ว ขณะที่โจวสุยอันเป็นปัญญาชนสุภาพนุ่มนวล รูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างาม เป็นพี่ชายที่นางชมชอบมาตั้งแต่วัยเยาว์ ยามนี้ได้พบกันอีกคราทำให้นางมีใจให้เขาอย่างลับๆ แต่ก็รู้สึกทอดถอนใจที่โชคชะตากลั่นแกล้งคน
เมื่อนางมาถึงเมืองเหลียนแล้วเห็นสภาพความเป็นอยู่ของสกุลโจวที่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็มุ่งมั่นอยากแต่งเข้าสกุลโจวมากยิ่งขึ้น
แม้ได้ชื่อว่าเป็นอนุ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นอนุที่มีชาติตระกูล โจวสุยอันมีอนาคตรุ่งโรจน์ อีกทั้งสกุลโจวกับสกุลอิ่นก็เป็นมิตรต่อกัน ภรรยาเอกก็มีชาติตระกูลต่ำต้อย มิหนำซ้ำยังไม่มีทายาท ขอแค่วันหน้านางให้กำเนิดบุตรชาย เขาจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียวของสกุลโจว เทียบกับแต่งเข้าครอบครัวที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เป็นภรรยาใหม่ของบุรุษสูงวัย ต้องเผชิญกับบุตรชายบุตรสาวของอดีตภรรยาเป็นโขยงแล้วดีกว่ามากนัก
แค่ว่าต้องทำให้ฉู่หลินหลางสบายใจว่านางมิใช่สตรีที่ชอบเล่นเล่ห์เพทุบาย วันหน้านางจะเคารพนับถืออีกฝ่ายเป็นพี่สาวอย่างแน่นอน เพียงขอให้คนทั้งสกุลโจวปรองดองกลมเกลียวกัน ส่วนนางจะพยายามมีทายาทแผ่กิ่งก้านสาขาให้สกุลโจวอย่างสุดความสามารถ
เดิมทีนางนึกว่าฉู่หลินหลางจะพูดจาถากถางนาง นางจะได้อธิบายให้เข้าใจในตอนนี้เสียเลย
แต่ใครจะรู้ว่าฉู่หลินหลางชวนนางพูดคุยสัพเพเหระด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ ทั้งยังถามถึงเรื่องการไปมาหาสู่ระหว่างเครือญาติของครอบครัวนาง เป็นเหตุให้อิ่นเสวี่ยฟางซึ่งเตรียมตัวมาเต็มที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอย่างไร
ตอนเช้าตรู่ก่อนฉู่หลินหลางออกมาก็ได้ยินจากน้องสาวสามีมาบ้าง นางยังถามไถ่เรื่องของสกุลอิ่นจนรู้อะไรมากพอแล้ว พอบอกว่าจะไปมอบของยังจวนเจ้าเมืองก็ชวนอิ่นเสวี่ยฟางไปด้วยกัน
ระหว่างที่ดื่มชากับฮูหยินเจ้าเมือง ฉู่หลินหลางก็เอ่ยถึงท่านลุงเขยแท้ๆ ซึ่งเป็นขุนนางในเมืองหลวงของคุณหนูอิ่นกับฮูหยินเจ้าเมือง และพูดคุยกันเรื่องกำลังคนในเวลานี้ของกรมทหารที่เขาสังกัดอยู่
อิ่นเสวี่ยฟางไม่ค่อยรู้เรื่องงานบ้านงานเมืองเหล่านี้ จึงได้แต่นั่งฟังอย่างอดทน จะปริปากตอบก็ต่อเมื่อถูกถาม
โชคดีที่ไม่นานนักฉู่หลินหลางก็ลุกขึ้นกล่าวอำลา จากนั้นก็พาคุณหนูอิ่นไปลองชิมอาหารของหอสุราที่นางตั้งใจจะซื้อไว้
เพราะคำพูดของมารดากับจ้าวซื่อก่อนหน้านี้ อิ่นเสวี่ยฟางจึงมีอคติกับฉู่หลินหลางที่เป็นบุตรสาวอนุของพ่อค้าเกลือ ทำให้ลอบดูแคลนในใจอยู่บ้าง เห็นว่าเพราะตอนพี่ใหญ่โจวเป็นเด็กหนุ่มหลงรูปสตรี ถึงแต่งงานกับบุตรสาวของพ่อค้าเกลือชั้นต่ำที่ไม่คู่ควรกัน
แต่หลังจากติดตามฉู่หลินหลางมาตลอดทางก็เริ่มจากเห็นนางกับฮูหยินเจ้าเมืองมีไมตรีกันอย่างใกล้ชิด ต่อมายังเห็นนางพบปะพูดคุยกับผู้คนด้วยท่าทางมั่นใจไม่ขัดเขิน สนทนาได้อย่างสนุกสนาน
เมื่อเทียบกันแล้วความคล่องแคล่วเช่นนี้ทำให้คุณหนูอิ่นที่ปกติอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนแลดูด้อยกว่า
ตอนหลังพอคุณหนูอิ่นฟังฉู่หลินหลางคุยเล่นกับสาวใช้และบ่าวรับใช้ จึงได้รู้ว่านางยังดูแลร้านค้าในครอบครองถึงสองแห่งซึ่งล้วนไม่ใช่สินเดิมเจ้าสาว แต่เริ่มต้นทำกิจการขึ้นเองหลังแต่งงานก็ยิ่งตกใจ