เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเงยหน้ามองพระจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าเหนือป่าไผ่
“เช่นนั้นก็ดี ข้าไม่มีอะไรแล้ว ต้องไปแล้ว กลางคืนลมแรงอากาศหนาวมาก ยังห่างจากเวลารับคนอีกระยะหนึ่ง ท่านไม่จำเป็นต้องรออยู่เฉยๆ ไปนอนสักตื่นเถิด” เขากำชับนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนยิ่งคล้ายไม่รู้ตัว
อารมณ์เศร้าใจที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มลายหายไปในทันที เยี่ยซวี่อวี่พยักหน้า เห็นเงาร่างสองสายยืนตะคุ่มๆ อยู่นอกป่าไผ่ไกลๆ ก็รู้ว่าผู้ติดตามของเขารออยู่
นางเห็นเผยเซียวหยวนหมุนตัวจะจากไปก็พลันเรียกรั้งไว้แล้วเดินเข้าไปลูบมือเขา
เขาสวมเสื้อผ้าไม่หนาพอ อากาศเช่นนี้เพียงสวมเสื้อบุนวมชั้นเดียวและคลุมเสื้อกันลมอีกตัวเท่านั้น
เป็นเช่นที่นางคิดไว้ สองมือของเขาที่ปกติแห้งและอุ่นตอนนี้จับแล้วกลับเย็นเฉียบราวก้อนหินที่หยาบแข็ง คิดว่าคงเกิดจากการขี่ม้าโต้สายลมยามราตรี นางจึงถอดเสื้อคลุมกันลมขนจิ้งจอกออกมาตั้งใจจะคลุมลงบนตัวเขา
“ไม่ต้อง ข้าสวมแล้วเคลื่อนไหวไม่สะดวก ท่านสวมไว้ดีแล้ว”
เขาจับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกคลุมกลับไปที่หัวไหล่ของหญิงสาวแล้วช่วยผูกสายให้อย่างระมัดระวัง
เยี่ยซวี่อวี่ถูกเสื้อคลุมขนจิ้งจอกห่อหุ้มไว้อย่างมิดชิด เหลือเพียงใบหน้าที่โผล่ออกมาให้เห็น นางกุมมือทั้งสองข้างที่กำลังยุ่งอยู่กับการผูกสายให้นาง ก่อนยกขึ้นมาที่ริมฝีปากแล้วเป่าลมอุ่นๆ ลงบนนิ้วมือเขาหลายครั้ง
ในที่สุดเผยเซียวหยวนก็หัวเราะออกมา เยี่ยซวี่อวี่รู้สึกว่าเขาน่าจะไม่ได้หัวเราะเช่นนี้มานานมากแล้ว ในป่ามองไม่เห็นพระจันทร์ ทว่าดวงตาของเขากลับเป็นประกายวาว ยามหัวเราะส่วนลึกในดวงตาเปล่งประกายวิบวับดุจแสงดาว
มือของเขาเย็นเฉียบมากจริงๆ จนทำให้นางรู้สึกปวดใจ เยี่ยซวี่อวี่หันมองไปทางค่ายที่พักแวบหนึ่ง ก่อนจะจับจูงมือเขาพาเดินลึกเข้าไปยังมุมที่มืดมิดยิ่งขึ้นในป่า จากนั้นก็นำมือทั้งสองของเขาสอดผ่านสาบเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแล้วซุกไว้ในตัวเสื้อด้านหน้าที่นุ่มนิ่มและอบอุ่นของนาง
“ท่านอุ่นมือก่อนเถิด รอมืออุ่นขึ้นบ้างแล้วค่อยไปก็ไม่ช้า” นางเขย่งปลายเท้าเล็กน้อย ขยับริมฝีปากเข้าไปใกล้หูเขาและกระซิบเสียงเบา
ดีที่จุดนี้มืดสลัวมากพอ เขาน่าจะไม่เห็นใบหน้าที่ความจริงแล้วขวยเขินจนร้อนผ่าวของนาง
ตอนแรกเผยเซียวหยวนไม่ขยับตัว มือทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในเสื้อที่อบอุ่นและอ่อนนุ่ม ครู่ต่อมานิ้วมือของเขาก็เหมือนแมลงที่ตื่นขึ้นจากการจำศีล สั่นเทาอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะดึงมือออกมาช้าๆ แต่กลับไม่ได้ละจากตัวนางในทันที ค่อยๆ อ้อมผ่านซอกแขนเรียวและโอบกอดนางไว้
แล้วก็เป็นเช่นนี้ เขากอดนางเงียบๆ ครู่หนึ่งก่อนจะพลันออกแรงกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น จากนั้นก็คลายมือ ดึงแขนของตนออกจากเสื้อขนจิ้งจอกอันอบอุ่นที่ห่อหุ้มร่างกายของนางไว้
“องค์หญิงวางใจเถิด ข้าไปก่อนแล้ว”
เขากล่าวเบาๆ คำหนึ่ง จากนั้นก็สาวเท้าออกจากป่าไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับผู้ติดตามสองคน
ใบหน้าของเยี่ยซวี่อวี่ยังร้อนผ่าว นางยืนอยู่ในป่าอีกครู่หนึ่ง รอจนจิตใจสงบลงแล้วจึงจัดตัวเสื้อด้านหน้าให้ดีก่อนจะกลับไปยังกระโจม
นางนอนอยู่ในกระโจมทั้งเสื้อผ้า หลับตา รอหลูเหวินจวินกลับมาเงียบๆ
ราวยามไฮ่นางพลันได้ยินเสียงหยางไจ้เอินดังขึ้นที่นอกกระโจมอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เขาออกจะตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อครู่นี้เองคนสนิทในจุดพักม้าที่ด้านหน้าคนหนึ่งส่งข่าวมาว่าจู่ๆ หลูเหวินจวินก็เปลี่ยนใจ ปฏิเสธที่จะจากไป เหตุผลก็คือหากคนที่มาแทนถูกจับได้ก่อนเวลา แผนการที่วางไว้จะล้มเหลว ในเมื่อออกมาแล้ว ไม่สู้ให้นางยืนหยัดจนถึงที่สุด
“ทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ” ในเวลาอันสั้นหยางไจ้เอินไม่รู้ควรทำอย่างไรดี
เยี่ยซวี่อวี่ได้สติขึ้นมาจากความตื่นตะลึง ตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล
ครู่ต่อมานางรีบรวบเส้นผมยาว เปลี่ยนมาสวมชุดขันทีฝ่ายในแล้วขี่ม้ามุ่งหน้าไปยังจุดพักม้าอิงโฉว
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 เม.ย. 69