หลี่เหยียนมองตามสายตาของเผยเซียวหยวน แหงนหน้ามองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบอก “สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าอิงโฉวย่อมไม่ขาดนกอินทรีหรือเหยี่ยว” จากนั้นก็เปลี่ยนน้ำเสียงมาเอ่ยเชื้อเชิญ “คุณชายเผยเชิญนั่ง”
เขาเชิญเป็นครั้งที่สามแล้ว
ในที่สุดเผยเซียวหยวนก็ถอนสายตากลับมา จับนิ่งอยู่ที่ใบหน้าหลี่เหยียนซึ่งอยู่ตรงข้าม “กษัตริย์ในสมัยโบราณเวลาวางแผนการปกครองจะคำนึงถึงจิตใจของราษฎรเสมอ ในเมื่อได้มาพบหน้ากันก็อยากจะขอร้องท่านให้ฟังข้าสักคำ วางมือเสียตั้งแต่ตอนนี้ อย่าเป็นตัวไหมพ่นใยไหมห่อหุ้มตนเองยืนกรานในความผิดพลาดไม่ตระหนัก สุดท้ายก็มีแต่จะทำร้ายตนเองและทำร้ายผู้อื่น จะเสียใจก็สายไปแล้ว”
หลี่เหยียนแววตานิ่งขึง เผยสีหน้าผิดหวัง เขาจ้องมองเผยเซียวหยวนเงียบๆ ครู่หนึ่ง มุมปากมีรอยยิ้มเจื่อนผุดขึ้นจางๆ “จำเป็นต้องทำเช่นนี้ด้วยหรือ ข้ามาพบเจ้าที่นี่ด้วยน้ำใสใจจริง มาเชื้อชวนด้วยความจริงใจ”
“ชาติกำเนิดของท่านไม่ธรรมดา ในใจมีความยึดมั่นถือมั่น เดิมก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเรา แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายท่านได้ทำเรื่องที่ไม่เลือกวิธีการไปแล้วเท่าไร ท่านกระจ่างแก่ใจดี ข้าจะยอมรับใช้ท่านได้อย่างไร”
หลี่เหยียนยกสุราจอกหนึ่งที่ตนเพิ่งรินเมื่อครู่ ก้มหน้าลงจิบช้าๆ ไปคำหนึ่ง ตอนเงยหน้าขึ้นแววตาเปลี่ยนเป็นอึมครึมเยียบเย็น น้ำเสียงเจือการเสียดสีเหน็บแนม
“เผยเอ้อร์ เจ้าไม่รู้ดีชั่วอย่างแท้จริง ดีที่ข้าเตรียมการไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่เจ้าออกจะบ้าระห่ำเกินไป ถึงเจ้าจะมีฝีมือการต่อสู้เหนือผู้อื่น แต่อาศัยเจ้าคนเดียวก็จะสามารถจับตัวข้าได้หรือ เวลานี้ข้างนอกล้วนเป็นคนของข้า ขอเพียงข้าออกคำสั่งคำเดียว เจ้าจะตายอย่างไรก็ยังไม่รู้!”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามาที่นี่คนเดียว”
ทันทีที่เขาพูดจบก็มีเสียงฝีเท้ากระชั้นถี่ดังขึ้น คนผู้หนึ่งพุ่งเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“แย่แล้วพระราชนัดดา! คนเฝ้ารักษาการณ์พบกองกำลังกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางด้านนี้ คะเนด้วยสายตาอย่างน้อยมีหลายร้อยคน อีกไม่นานก็จะมาถึงแล้ว! ไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่แล้ว พระราชนัดดารีบล่าถอยเถิด!”
หลี่เหยียนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ลุกจากพรมขึ้นมายืนช้าๆ สองตามองจ้องเผยเซียวหยวนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเขม็ง
“ข้าไม่เชื่อ! สถานที่นี้อาสื่อน่าก็ยังไม่รู้! เหตุใดคนของเจ้าจึงมาเร็วเพียงนี้”
เผยเซียวหยวนมีเด็กรับใช้คนหนึ่ง นอกจากจะก่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาโมโห ในชีวิตแทบไม่ได้ทำประโยชน์อะไรแล้ว หลังจากมาถึงฉางอันแล้วได้เรียนรู้การฝึกเหยี่ยวกับบรรดาบุรุษชนชั้นสูงเจ้าสำราญพวกนั้นก็กลับเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีครู เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว
เมื่อคืนช่วงครึ่งคืนหลังขณะที่เผยเซียวหยวนจะออกเดินทาง เด็กรับใช้ผู้นี้ได้ปล่อยเหยี่ยวหัวขาวตัวหนึ่งออกมา เหยี่ยวตัวนี้เดิมคนอื่นเป็นผู้เลี้ยงดู มาบัดนี้กลับถูกเขาฝึกฝนจนเชื่อฟังคำสั่งอย่างยิ่ง เหยี่ยวตัวนี้ฉลาดเป็นเลิศ สายตาเฉียบไว สามารถมองเห็นกระต่ายที่วิ่งอยู่บนพื้นได้ในระยะหลายหลี่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคน
เหยี่ยวบินอยู่บนท้องฟ้าตามเผยเซียวหยวนมาตลอดทาง และกองกำลังที่เขาจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าก็ติดตามเหยี่ยวมาตลอดทางเช่นกัน ไล่ตามมาจนถึงที่นี่
พอคำถามออกจากปาก หลี่เหยียนก็พลันนึกถึงภาพเมื่อครู่ เขาพลันแหงนหน้าขึ้นมองออกไปนอกหลังคาที่แตกเป็นช่อง เห็นเงาร่างเหยี่ยวที่ยังบินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าสีครามก็ตระหนักในทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เหมิ่งสาวเท้าเร็วๆ เข้ามา “พระราชนัดดา! อาสื่อน่าผิดสัญญา เขาไม่ได้พาคนของเขามาตามที่นัดกันไว้!”
มือทั้งสองของหลี่เหยียนสั่นไหวเล็กน้อยพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ชาวหูที่กลับไปกลับมาเอาแน่ไม่ได้! ข้าก็รู้อยู่แล้วว่าเชื่อถือไม่ได้!”
“พระราชนัดดารีบไปเถอะ ช้ากว่านี้จะหนีไม่ทันแล้ว!”
หลี่เหมิ่งส่งสัญญาณไปยังเสือดาวสองตัวที่กำลังเดินไปมาไม่หยุดราวกับรับรู้ถึงอารมณ์ของผู้เป็นนาย จากนั้นก็ผลักหลี่เหยียน สาวเท้าเร็วๆ ออกไปข้างนอก
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 เม.ย. 69