ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 5-6
ท่วงท่าต่อเนื่องนี้หมดจดรวบรัด จนกระทั่งหมิงหวาฉังมีท่าทีตอบสนอง เจ้าแมวใหญ่ก็ร่วงบนพื้นหิมะแล้ว นางกะพริบตาถามอย่างช้าๆ
“นี่คือ?”
“เซอลี่”* หมิงหวาจางเก็บฝักดาบกลับคืน เหลียวมามองหมิงหวาฉัง “ไม่บาดเจ็บกระมัง”
หมิงหวาฉังส่ายหน้าระรัวราวกลองของเล่น มองผ่านเลยหมิงหวาจางไปยังพื้นหิมะด้านหลังด้วยความสนใจใคร่รู้ เซอลี่ตัวนี้เพิ่งคลานขึ้นจากพื้นก็ยอบขาหน้าลงต่ำ เปล่งเสียงข่มขู่มาทางพวกเขา ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้อีก
หมิงหวาฉังได้สัมผัสอย่างแท้จริงแล้วว่าอะไรคือเพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ อะไรคือทั้งห้าวหาญและรอบคอบ เมื่อครู่นางยังไม่เห็นว่าเซอลี่ตัวนี้ซ่อนอยู่ที่ใดด้วยซ้ำ!
อาจเพราะมีหมิงหวาจางอยู่ ความมั่นใจของหมิงหวาฉังจึงพุ่งสูง ไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเองสักนิด ทั้งยังมีแก่ใจพินิจมองแมวใหญ่ตัวนี้
“ในคฤหาสน์มีเซอลี่ได้อย่างไรกัน”
เซี่ยจี้ชวนขยับเข้ามาใกล้ มองตามรอยเท้าบนพื้นหิมะก่อนเอ่ยขึ้น “แขกบางคนพามาด้วยกระมัง”
หมิงหวาฉังไม่อาจเชื่อ “แขก? ใครกัน มาเป็นแขกยังจะพาแมวใหญ่ถึงเพียงนี้มาด้วย”
แม้หมิงหวาฉังจะเรียกมันว่าแมวใหญ่ แต่พลังทำลายล้างของเซอลี่เหนือกว่าแมวหลายขุม แขกเหรื่อขององค์หญิงไท่ผิงมีครึ่งหนึ่งเป็นสตรี ถ้าหากสตรีพบเข้าแล้วถูกกัดหนึ่งแผลหรือถูกตะปบหนึ่งทีก็เพียงพอจะถึงแก่ชีวิตได้
หากเมื่อครู่ไม่ใช่หมิงหวาจางช่วยไว้ หมิงหวาฉังก็ต้องเป็นผู้ประสบเคราะห์รายแรกแล้ว
กลัวสิ่งใดมักเกิดสิ่งนั้น ด้านหลังมีแขกมาอีกกลุ่มและเป็นสตรีพอดี พวกนางเห็นสัตว์ขนยาวคล้ายแมวคล้ายเสือดาวตัวหนึ่งหมอบอยู่บนพื้นหิมะก็ตกใจจนร้องเสียงดังลั่น หมิงหวาจางขมวดคิ้ว ได้แต่ฝากหมิงหวาฉังไว้กับเซี่ยจี้ชวน
“เจ้าคอยดูนาง ข้าจะไปจับเซอลี่ทางนั้น”
เซี่ยจี้ชวนผงกศีรษะ เดินมาข้างหน้าครึ่งก้าว ยืนเยื้องอยู่เบื้องหน้าของหมิงหวาฉัง แต่หมิงหวาจางยังไม่ทันจะออกเดิน ทวนเล่มหนึ่งก็พลันเหินพุ่งมาปักลงพื้นหิมะทางนั้นอย่างแรงเสียก่อน
เซอลี่ถูกปุยหิมะที่ฟุ้งตลบขึ้นมาทำให้ตกใจจนผงะถอยหลังสองก้าว จากนั้นก็มีสตรีชุดแดงผู้หนึ่งตวาดก้อง วิ่งปราดมาเตะทวนพู่แดงที่ปักอยู่กลางพื้นหิมะนั้นให้ลอยคืนสู่มือ
“สัตว์ชั่ว ยังกล้าทำร้ายคนอีก”
หมิงหวาฉังเบิกตาโต มองภาพฉากนี้อย่างตกตะลึง…มางานเลี้ยงที่คฤหาสน์ขององค์หญิง มีคนพาเซอลี่มาไม่พอ ถึงกับยังมีคนพกทวนมาด้วย ได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ
หมิงหวาฉังพลันรู้สึกว่าตนเองพกมาแค่ของกินช่างเป็นเรื่องปกติทั่วไปเหลือเกิน
สตรีชุดแดงผู้นั้นใช้ทวนได้เฉียบขาดเปี่ยมพลัง ทำให้เกิดหมอกหิมะเป็นชั้นๆ หมิงหวาจางจึงเก็บดาบ ครั้นหันมาเห็นหมิงหวาฉังยืนชิดด้านหลังของเซี่ยจี้ชวน เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย กุมข้อมือเล็กจูงนางมาข้างตน
“เอาล่ะ หมดเรื่องแล้ว ไปเก็บสัมภาระกันเถิด”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตนเองออกจากจวนน้อยไปจึงขาดความรู้รอบตัวใช่หรือไม่ หมิงหวาฉังชะเง้อมองสตรีที่สู้กับเซอลี่ผู้นั้นด้วยความสนใจใคร่รู้พลางถาม
“นี่คือใครกัน เซอลี่ตัวนั้นดูดุร้ายมาก พวกเราไม่ต้องช่วยนางหรือ”
เซี่ยจี้ชวนแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่ต้อง น้องหญิงรองออกจากจวนไม่บ่อย อาจไม่รู้จักแม่นางผู้นี้ นางมีชื่อเสียงในเสินตูไม่เบา เป็นบุตรสาวของผิงหนานโหว หรือก็คือคุณหนูสกุลเหริน นามว่าเหรินเหยา เซอลี่ตัวนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ข้าว่าเจ้าของเซอลี่ต่างหากที่ต้องกังวลใจ”
หมิงหวาฉังเป็นปลาเค็มมานานเกินไป จึงไม่เคยเห็นหน้าใครหลายคน ทว่าเอ่ยชื่อขึ้นมานางยังคงรู้จักอยู่ นางชะโงกหน้ามองไปด้านหลังอีกครา ที่แท้นี่คือเหรินเหยา บุตรสาวกำพร้าของผิงหนานโหว ผู้สืบทอดเพลงทวนสกุลเหรินอันโด่งดัง
เหรินเหยามีชื่อเสียงในเมืองหลวงมากเช่นกัน เพียงแต่นางแตกต่างจากหมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวน…เพราะนางไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีเช่นนั้น
บุรุษในครอบครัวผิงหนานโหวล้วนพลีชีพกลางสนามรบ ทุกคนต่างกล่าวว่าสกุลเหรินสิ้นผู้สืบสกุลแล้ว ช่างน่าเสียดายเพลงทวนสกุลเหรินยิ่งนัก เหรินเหยาเป็นบุตรเพียงคนเดียวของผิงหนานโหวที่ยังมีชีวิตอยู่ นางจึงไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ มุมานะฝึกฝนเพลงทวนตั้งแต่เล็ก ตั้งสัตย์สาบานจะสืบสานยอดวิชาสกุลเหริน รับช่วงต่อจากบิดากับพี่ชาย เข้าสมรภูมิอาบเลือดเด็ดชีพข้าศึก
สตรีเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่ต้อนรับในวงสังคม หมิงหวาฉังออกจากจวนเพียงไม่กี่ครั้งก็ยังได้ยินพวกคุณหนูชนชั้นสูงจับกลุ่มกันเหน็บแนมเหรินเหยา ทั้งยังพูดล้อเลียนเหรินเหยาว่า ‘ท่านโหวหญิง’
แม้เหรินเหยาจะเป็นสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของผิงหนานโหวจริง ทว่าสตรีไม่อาจสืบทอดบรรดาศักดิ์ได้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าวาจานี้กำลังเสียดสีเหรินเหยาที่ไร้บิดาไร้พี่ชาย บุรุษตายจนเกือบหมดสิ้นทั้งตระกูล
ตั้งแต่ตอนแรกที่ได้ยิน หมิงหวาฉังก็รู้สึกว่าสตรีผู้หนึ่งมีปณิธานจะสืบสานงานของบิดากับพี่ชายเป็นเรื่องที่ดี เหตุใดจะต้องเยาะหยันกันด้วยเล่า นางจึงไม่ต่อบทสนทนากับคุณหนูเหล่านั้น มาวันนี้หลังจากได้เห็นเหรินเหยาตัวจริงก็พบว่าอีกฝ่ายใช้ทวนได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ด้วย ถึงขั้นไม่ด้อยไปกว่าบุรุษ
นางเป็นปลาเค็มตัวหนึ่ง ทว่ายกย่องผู้ที่มีปณิธานและทุ่มเทปฏิบัติจริงยิ่งนัก อย่างเช่นหมิงหวาจางพี่ชายของนางหรือเหรินเหยา นางจึงเดินหนึ่งก้าวเหลียวหลังสามครา อดไม่ได้ต้องดึงแขนเสื้อหมิงหวาจาง
“เพลงทวนของคุณหนูเหรินดีจริงๆ พวกเราจะอยู่ทักทายสักหน่อยหรือไม่”
“เจ้าคือไข่มุกสกาวของจวนเจิ้นกั๋วกง อยากจะคบใครเป็นสหายก็ย่อมได้” หมิงหวาจางหยุดฝีเท้า เขาเรียกบ่าวผู้นำทางซึ่งยืนร่างสั่นหลบอยู่หลังต้นไม้มาสั่งว่า “ไปแจ้งคนที่เรือนพักของเจียงอันโหว บอกว่าเซอลี่ที่ซื่อจื่อของพวกเขาเลี้ยงไว้หนีออกมา หากยังไม่มาที่นี่ก็ได้แต่เก็บซากของมันแล้ว”
หมิงหวาฉังได้ยินชื่อคุ้นหูอีกชื่อหนึ่ง “เจียงอันโหวซื่อจื่อ? พี่รอง ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงของซื่อจื่อสกุลเจียง”
ด้านหลังมีเสียงหัวเราะเบาๆ คราหนึ่ง เซี่ยจี้ชวนรวบแขนเสื้อพลางเอ่ยยิ้มๆ “น้องหญิงรอง เห็นทีว่าเจ้าจะไม่ชอบออกจากจวนจริงๆ ทางซีอวี้* ส่งเซอลี่กับเสือดาวจำนวนหนึ่งมาถวายฝ่าบาท ฝ่าบาทพระราชทานแก่องค์หญิงไท่ผิง เจียงอันโหวรักบุตรชายยิ่งชีพ เจาะจงไปขอให้องค์หญิงไท่ผิงตกรางวัลเซอลี่หนึ่งตัวกับเสือดาวหนึ่งตัวให้เจียงหลิง เวลาที่เจียงหลิงออกจากจวนก็จะพาสิ่งล้ำค่าสองตัวนี้ไปด้วยทุกที่ ในเสินตูยังมีใครไม่รู้จักสัตว์เลี้ยงแสนรักของเจียงอันโหวซื่อจื่อ”
เจียงอันโหวซื่อจื่อเจียงหลิงขึ้นชื่อว่าเป็นคุณชายไร้แก่นสารผู้หนึ่ง หมิงหวาฉังรับคำช้าๆ แม้นางไม่ใส่ใจฟังเรื่องภายนอก แต่ดีชั่วอย่างไรก็รู้ว่าเจียงอันโหวคือแขนซ้ายแขนขวาขององค์หญิงไท่ผิง เจียงหลิงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียวที่ฮูหยินคนแรกของเจียงอันโหวทิ้งไว้ก่อนล่วงลับ ระดับการตามใจจึงน่าจะเทียบเคียงได้กับที่เจิ้นกั๋วกงมีต่อหมิงหวาฉัง
หากเป็นเจียงหลิงก็ไม่แปลกที่จะพาสัตว์อันตรายเช่นนี้เข้ามาในงานเลี้ยงได้
หมิงหวาฉังลอบจุปาก ฝ่ายหนึ่งคือเหรินเหยา ฝ่ายหนึ่งคือเจียงหลิง ล้วนเป็นผู้ที่ยากจะตอแย สองคนนี้ปะทะกันเกรงว่าคงปิดฉากไม่ง่าย
นางเพิ่งคิดจบ เสียงคร่ำครวญที่มีพลังเต็มเปี่ยมก็ดังมาทางด้านหลัง “เป่าเป่า ใครตีเจ้าจนเป็นเช่นนี้!”
Comments



