นี่เป็นเรื่องราวในภายหลังที่ฉินจ้าวเล่าให้เจียงซิ่วรุ่นฟังเป็นเรื่องขบขันตอนที่อยู่ว่างๆ นางถึงรู้ว่าเหตุใดรัชทายาทถึงรังเกียจนางเพียงนี้ และสร้างความลำบากให้นางกลางท้องพระโรง
เวลานี้เมื่อย้อนกลับมาในสถานการณ์เดิมอีกครั้ง ความคิดอ่านของเจียงซิ่วรุ่นกลับไม่เหมือนเดิมแล้ว
บุตรสาวปออ๋องอาจจะเคยเป็นที่เคารพยกย่อง แต่เมื่ออยู่ในเมืองหลวงของต้าฉี หงส์ที่ถูกถอนขนยังมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าไก่ฟ้ามิได้เลย ท่ามกลางบุตรหลานอ๋องเต็มจุดพักม้านี้ บุตรชายและบุตรสาวอ๋องแคว้นเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจแคว้นหนึ่งจะนับเป็นอะไรกัน
แทนที่จะรอพวกบ่าวรับใช้ส่งน้ำมาให้ มิสู้คิดหาหนทางเอาน้ำมาด้วยตนเองให้เร็วหน่อยดีกว่า จะได้เลี่ยงไม่ให้ร่างกายที่ป่วยไข้ของพี่ชายอาการทรุดลงจนทิ้งอาการป่วยเรื้อรังที่ต้องไอทุกครั้งเมื่อเข้าฤดูหนาวเหมือนเมื่อชาติก่อน
เมื่อพวกเขาเข้าไปพักที่ห้องปีกด้านหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากห้องอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว เซินยงที่ไม่อาจทนความลำบากได้อีกต่อไปก็ออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคอยเฝ้าดูแลบุตรชายท่านอ๋องทั้งสองให้ดี แล้วปิดปากของแต่ละคนให้สนิท อย่าได้พูดบางสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปโดยเด็ดขาด
หลังจากสั่งการแล้วเซินยงก็พาคนสนิทไปเสาะหาตรอกฮวาหงหลิ่วในตัวเมือง ซื้อหญิงงามนุ่มนวลอ่อนโยน และดื่มสุราที่อุ่นจนร้อน
ส่วนทหารองครักษ์ที่เหลืออยู่แต่ละคนก็เหนื่อยล้า แม้จะไม่มีน้ำร้อน แต่ก็ซื้อสุราร้อนๆ จากนอกจุดพักม้ามาดื่มได้ โดยไม่คิดสนใจเจียงจือบุตรชายอ๋องว่าอาการป่วยย่ำแย่เพียงใด
ตอนที่เริ่มออกเดินทางจากแคว้นปอ ชายาอ๋องท่านนั้นถึงขั้นไม่จัดเตรียมบ่าวรับใช้มาให้กับลูกเลี้ยงชายหญิงทั้งสองของนางเลยสักคน
หลังจากเจียงซิ่วรุ่นขอสุราร้อนขวดหนึ่งมาจากมือของทหารองครักษ์นายหนึ่งแล้วนางก็เอามาให้พี่ชายถูนวดลำคอและหน้าอกที่ร้อนผ่าวของพี่ชายก่อน เพื่อขับไล่ความหนาวเย็นที่ส่วนปอด
เจียงจือเวลานี้ป่วยจนเซื่องซึมไปแล้ว ได้แต่นอนอยู่บนเตียงให้น้องสาวจัดการ ปากก็ส่งเสียงแหบแห้ง “รุ่นเอ๋อร์ เจ้ากล้าเปลี่ยนพระราชสาส์นได้อย่างไร…”
เจียงซิ่วรุ่นลูบๆ ศีรษะของพี่ชายเหมือนกับตอนที่ยังเป็นเด็กพลางตอบอย่างนุ่มนวล “ท่านพี่อย่าได้ร้อนใจไป แม่ทัพเซินรับปากว่าจะปกปิดให้แล้ว ข้าไม่ต้องเข้าวัง ได้อยู่ในเมืองสร้างเรือนเหมือนกับท่านไม่ใช่ดีมากหรอกหรือ”
พูดจบนางก็ให้พี่ชายพักผ่อนก่อน ตนเองเดินออกไปหาทหารองครักษ์ที่พูดด้วยได้ง่ายนายหนึ่ง บอกให้เขาใช้ถังไม้ตักน้ำเย็นจากในบ่อมาหนึ่งถัง
“เจียงจี มิใช่สิ คุณชายเจียง…ท่านให้ผู้น้อยไปตักน้ำก็ไม่มีประโยชน์ ผู้น้อยถามมาแล้ว หม้อใหญ่บนสี่เตาของจุดพักม้าล้วนกำลังต้มน้ำร้อน ซึ่งทั้งหมดล้วนนำไปให้ผู้แทนแคว้นเยียนใช้ก่อน รอพวกเขาใช้เสร็จ ถัดจากนั้นก็คือแคว้นจ้าว แคว้นเว่ย…ไม่มีทางมาถึงรอบพวกเราได้เลยขอรับ!”
เจียงซิ่วรุ่นถูนวดมืออยู่ที่ข้างบ่อน้ำและกล่าวอย่างสุภาพ “ในเรือนแห่งนี้มีอิฐดำอยู่บ้างกระมัง รบกวนช่วยข้าก่อเป็นเตาอย่างง่ายๆ สักหน่อยสิ บนรถม้าคันนั้นยังมีเศษถ่านไม้ไผ่ที่ใช้ใส่เตาอุ่นมืออยู่มิใช่หรือ ใช้ถ่านไม้ไผ่จุดไฟต้มน้ำสักหนึ่งกาทองแดง พอให้พี่ชายข้าได้ดื่มเป็นยากับให้ความอบอุ่นแก่กระเพาะแล้วล่ะ…พอมีน้ำร้อน พวกเจ้าเหล่าองครักษ์ก็ไม่จำเป็นต้องดื่มสุราร้อน หลีกเลี่ยงการทำร้ายกระเพาะลำไส้ด้วย”
ทหารองครักษ์นายนั้นแต่เดิมไม่เต็มใจทำ เพียงคิดว่าแม่ทัพเซินแต่ไรมาก็ไม่เห็นความสำคัญของบุตรชายบุตรสาวอ๋องคู่นี้อยู่แล้ว แล้วเหตุใดเขายังต้องลำบากลำบนรับใช้ด้วยเล่า
ทว่าพอเห็นใบหน้าเล็กของเจียงซิ่วรุ่นหนาวจนซีดเผือดแล้วก็น่าสงสารเสียจริง ถูกบิดาแท้ๆ ของตนเองส่งมาข้างนอกไกลนับพันหลี่ แล้วยังต้องปลอมตัวเป็นบุรุษคอยดูแลพี่ชายของตนเองอย่างเข้มแข็งอีก ชีวิตช่างไม่ง่ายเสียเลย
ยิ่งกว่านั้นน้ำเสียงในยามกล่าววาจาของเจียงซิ่วรุ่นก็สุภาพอ่อนโยน ยามพูดกับพวกเขาที่เป็นบริวารยังดูสุภาพเป็นมิตรยิ่งกว่าแม่ทัพเซินเสียอีก ไม่มีการวางท่าว่าเป็นบุตรสาวอ๋องแม้แต่น้อย นั่นยิ่งทำให้ผู้คนใจอ่อนมากขึ้น
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 เม.ย. 69