ทุกคนในห้องโถงล้วนถูกเหตุการณ์ไป๋เฉี่ยนยกโอ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้ตกใจจนแทบกระโดดพรวดขึ้นมาทันที
ส่วนฝานเซิงผู้หยิ่งยโสกลับถูกวาจายั่วยุของเจียงซิ่วรุ่นทำให้โมโหจนสั่นไปทั้งร่าง เขาหยุดเดินและหันกลับมาชี้เจียงซิ่วรุ่นพลางพูดว่า “พวกไร้ความรู้! ม้วนหนังสือของท่านเว่ยจื่อปราชญ์ผู้เร้นกายของราชวงศ์ก่อน เจ้าก็กล้าเอามาพูดทำให้ด่างพร้อยรึ!”
เจียงซิ่วรุ่นย่อมรู้ดีว่านั่นคือหนังสือของเว่ยจื่อ เพราะในชาติที่แล้วฝานเซิงก็เอาหนังสือโบราณมาโอ้อวดไม่หยุด ถึงขนาดเขียนหนังสือเพื่ออธิบายตีความงานเขียนของปราชญ์ผู้เร้นกายท่านนี้อย่างละเอียดอยู่สิบกว่าม้วน
เนื่องจากในชาติก่อนเคยมีช่วงเวลาที่ต่อกรกับฝานเซิงไม่ได้ เจียงซิ่วรุ่นจึงทุ่มเทกำลังไปมากมาย จดจ่ออยู่กับการหาข้อผิดพลาด ถึงขนาดออกค่าใช้จ่ายจำนวนมากเชิญผู้เปี่ยมด้วยความรู้มาเรียบเรียงและเขียนเป็นหนังสือเพื่อโต้แย้ง หลังจากนางท่องจำได้ ก็จะเลือกสถานการณ์ที่มีคนอยู่จำนวนมากเพื่อทำให้เขาเสียหน้า
ขณะนี้น่าจะเป็นตอนที่ฝานเซิงเพิ่งได้หนังสือโบราณนี้มาเป็นครั้งแรก เมื่อพูดถึงความชำนาญคุ้นเคยต่อเนื้อหาในหนังสือโบราณเล่มนี้ จะเทียบนางที่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งได้อย่างไร
ดังนั้นหลังจากได้ยินฝานเซิงเอ่ยประณามอย่างโกรธเกรี้ยว นางจึงเปลี่ยนจากท่านั่งคุกเข่าเป็นนั่งขัดสมาธิโดยชันเข่าข้างหนึ่งขึ้นมา มือหนึ่งถือจอกสุรา และกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่อินังขังขอบว่า “ถึงจะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ดูจากตัวอักษรที่เขียนไว้ด้านนอกม้วนหนังสือเล่มนั้นก็รู้แล้ว ก็แค่ข้อคิดเห็นที่เว่ยจื่อกระจ่างแจ้งด้วยตนเองจากการบำเพ็ญตนมิใช่หรือ คนที่ยามบ้านเมืองเผชิญวิกฤตกำลังจะล่มสลายแต่เลือกที่จะละเลยไม่สนใจ เอาแต่ยกตำแหน่งให้ผู้ทรงคุณธรรมอย่างน้องชายที่เกิดจากอนุ คนจำพวกที่หนีเข้าป่าไปตามล่าชื่อเสียงและคำสรรเสริญเยินยอว่าดีงามผู้หนึ่งนี้ มีอันใดคู่ควรให้ผู้คนเคารพยกย่องเล่า”
ตอนนั้นเว่ยจื่อมีฐานะเป็นผู้สืบทอดของแคว้นเว่ยในราชวงศ์ก่อน แต่กลับยกตำแหน่งให้น้องชายต่างมารดา ต่อให้น้องชายจุดไฟเผาป่าเชิญเขาออกมาเพื่อสืบทอดตำแหน่งอ๋องเจ้าแคว้นเขาก็ไม่ยอมออกมา ความมีคุณธรรมเช่นนี้ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากทุกคนมาโดยตลอด
แต่ขณะนี้บุตรชายคนเล็กของปออ๋องเจียงเหอรุ่นกลับแสดงความเห็นที่แตกต่างไปจากคนหมู่มาก ทำให้ดวงตาของทุกคนเป็นประกายขึ้นมาทันทีอย่างช่วยไม่ได้
แม้แต่รัชทายาทก็มองมาทางคุณชายน้อยเจียงท่านนี้อย่างอดไม่อยู่
นิสัยที่ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากหนังสือของฝานเซิงถูกตัวประกันจากชายแดนผู้นี้ท้าทายเข้าแล้ว จึงกลับมานั่งยังที่นั่งอีกครั้ง และยื่นมือไปหยิบหนังสือออกมาม้วนหนึ่ง ไม่สนใจว่าในบ้านจะดูล้าหลังหรือสกปรกเพียงใด เขาคลี่ม้วนหนังสือและอ่านออกเสียงดัง รอจนอ่านจบเขาก็จ้องไปที่เจียงซิ่วรุ่น “ความคิดเห็นของท่านผู้ทรงภูมิ ในเมื่อมั่นใจว่ามีสติปัญญาเหนือกว่าเว่ยจื่อ อย่างนั้นท่านก็อธิบายสักหน่อยว่าที่ข้าเพิ่งอ่านไปนั้น ควรจะตีความว่าอย่างไร”
ทันทีที่กล่าววาจานี้ออกมา เจียงจือก็เหงื่อออกเยียบเย็นไปทั้งร่าง
ถ้อยคำที่แคว้นเว่ยในราชวงศ์ก่อนหยิบยกมาใช้ก็คือคำที่ใช้ในท้องถิ่นทางใต้ของจงหยวน ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับวิธีการใช้ภาษาของคนในยุคนี้ ส่วนเขาที่อยู่แคว้นปอถึงแม้จะศึกษาคัมภีร์ของปราชญ์ยุคปัจจุบันมาแล้ว แต่กลับไม่ค่อยชำนาญกับงานเขียนของแคว้นเว่ยนัก
ข้อความที่ฝานเซิงเพิ่งจะอ่านท่อนเมื่อครู่นั้น การออกเสียงและการใช้ภาษาล้วนยากที่จะเข้าใจได้ เขาเองก็ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง แล้วน้องสาวที่รู้หนังสือเพียงแค่ไม่กี่ตัวจะเข้าใจได้อย่างไรกัน
ตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปากขออภัยฝานเซิงแทนน้องสาวเพื่อช่วยคลายวิกฤต เจียงซิ่วรุ่นกลับกล่าวอย่างสบายๆ ว่า “ท่อนนี้หมายความว่า ‘บิดามารดาคือผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูตนเอง ดังนั้นควรถือเอาความเหนื่อยยากของบิดามารดาเป็นเสมือนความเหนื่อยยากของตนเอง ใช้ความสามารถอย่างเต็มกำลัง สร้างความสุขให้กับบิดามารดา หากบิดามารดารังเกียจและละทิ้งตนเอง ย่อมไม่ควรโศกเศร้า ควรจะสำนึกตนซ่อนตัวเอาไว้เหมือนหนูหรืองูที่อยู่ในถ้ำ ไม่ต้องปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนในยามกลางวัน พยายามอย่าให้เป็นที่ระคายเคืองตาบิดามารดาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้’ ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้นางก็ชะงักไปชั่วขณะ หางตารูปหงส์เชิดขึ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างเหยียดหยามว่า “ทั้งหมดนี้ก็คือวาจาของบุตรชายซึ่งเวทนาสงสารตนเองเนื่องจากสูญเสียความโปรดปรานของบิดาจนถูกทอดทิ้ง มีฐานะเป็นถึงบุตรชายสายตรง บิดาสูญเสียมโนธรรมหันไปโปรดปรานรักใคร่บุตรที่เกิดจากอนุ แต่ไม่เตือนสติบิดาให้รักษาความประพฤติอย่างมีคุณธรรม ตรงกันข้าม กลับเปลี่ยนตนเองกลายเป็นหนูมุดเข้าไปในป่า…สุนัขผายลมทั้งเพ! เหม็นจนไม่อาจทน! เฉี่ยนเอ๋อร์ สาดน้ำ!”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 พ.ค. 69