เดิมทีวันนี้เขาจะไปเป็นแขกที่เรือนของหลิวเพ่ย แต่พอใกล้จะถึงเวลาก็ให้ย้ายมาที่เรือนเก่าในตรอกซอมซ่อนี้แทน ในใจจึงไม่ค่อยยินดีนัก
ครั้นเห็นว่าเจ้าบ้านอย่างพี่น้องสกุลเจียงยามพูดจายังติดสำเนียงถิ่นบ้านเกิด คนน้องก็เอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา คนพี่ก็ต่อบทสนทนาไม่ได้อยู่หลายครั้ง ออกจะเป็นพวกสายตาคับแคบไม่เคยเห็นโลกกว้างอยู่บ้าง ในใจพลันนึกดูถูกทันที
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้ยินเรื่องตลกที่พระราชสาส์นแคว้นปอก่อกวนขึ้นมาแล้ว ถึงกับเขียนคำพูดมอบบุตรชายให้เป็นชายบรรณาการออกมาได้ ช่างทำให้พี่ใหญ่เช่นเขาดูถูกแคว้นปอยิ่งนัก
ในขณะนี้ตัวการของเรื่องก็อยู่ตรงหน้าแล้ว และยังมีท่าทางไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้ เห็นได้ว่าข่าวลือเป็นจริง
ครั้นความรู้สึกดูถูกในใจฝานเซิงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น พลอยทำให้รู้สึกว่าบรรยากาศในห้องโถงที่คับแคบนี้ล้วนแต่เผยความอัปลักษณ์ออกมา
เมื่อหลิวเพ่ยเสนอให้ฝานเซิงแสดงม้วนหนังสือโบราณที่ได้มาใหม่ให้ทุกคนได้ชมดู เขาก็แค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่งแล้วพูดว่า “ตอนที่ข้าได้หนังสือม้วนนี้มา ประหนึ่งได้รับของวิเศษล้ำค่า ต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เผาเครื่องหอม นั่งสมาธิเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม จนกระทั่งจิตใจไร้ความคิดสับสนแล้วถึงได้กล้าคลี่ม้วนหนังสือออกดู ทั้งที่กลัวว่าตนเองจะทำให้ข้อความที่บรรจงเขียนอย่างงามสง่าต้องแปดเปื้อน แต่นี่คุณชายกลับจะให้ข้าคลี่ม้วนหนังสือเลอค่านี้ที่บ้านธรรมดาๆ ในตรอกซอมซ่อเพื่อชมร่วมกับชาวบ้านสามัญจากชายแดนเหล่านี้หรือ โปรดอภัยที่ข้ายากจะทำตามคำสั่งได้!”
ถึงแม้จะมีรัชทายาทผู้ทรงศักดิ์อยู่ที่นี่ด้วย แต่พวกบัณฑิตลัทธิหรูในเวลานี้ล้วนมีนิสัยเย่อหยิ่งทะนงตน ในสถานการณ์ที่ชุมนุมกันส่วนตัวเช่นนี้ ผู้ที่ยังรักษาความทะนงตนในศักดิ์ศรีเอาไว้ได้โดยไม่ไหลไปตามคนหมู่มากได้ กลับจะยิ่งได้รับการนับหน้าถือตาจากผู้คน ดังนั้นหลังจากที่เขาพูดจบก็สั่งให้บ่าวรับใช้เก็บม้วนหนังสือหลายม้วนบนถาดให้เรียบร้อย จากนั้นสะบัดแขนเสื้อทำท่าจะจากไป
เจียงซิ่วรุ่นที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดเงยหน้าขึ้นมาตั้งแต่ที่เขาพูดคำว่า ‘ชาวบ้านสามัญจากชายแดน’ แล้ว ในใจคิดอยู่ว่า…คนผู้นี้ช่างน่ารังเกียจ ทำให้คนไม่ชมชอบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างแท้จริง
จะว่าไปในชาติที่แล้วพี่ใหญ่อย่างเจียงจือก็ไม่อาจต่อกรกับฝานเซิงผู้นี้ได้ เขาเป็นพวกที่โอ้อวดตนเองว่าสูงส่ง จะยกย่องตัวประกันหญิงที่ออกมาจากหน่วยซักผ้าคนหนึ่งได้อย่างไร
เพื่อจะโดดเด่นเหนือผู้ใด เจียงซิ่วรุ่นจึงต้องเผชิญหน้ากับการเหยียดหยามอยู่ไม่ขาด แม้แต่พี่ชายของนางก็เคยถูกดูหมิ่นเหยียดหยามต่อหน้าฝูงชนเช่นกัน
วันนี้ตอนที่เจียงซิ่วรุ่นเห็นว่ามีฝานเซิงอยู่ในกลุ่มแขกด้วย เดิมนางก็คิดจะอดทนให้ถึงที่สุด ถึงอย่างไรเหตุการณ์ของชาตินี้กับชาติที่แล้วก็แตกต่างกันอย่างมาก นางกับพี่ชายก็แค่จะเอาตัวรอดให้ผ่านไปวันๆ เท่านั้น ไม่ปรารถนาจะสร้างศัตรูกับใคร
แต่ฝานเซิงผู้นี้กลับทำตัวน่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง เหมือนกับสุนัขบ้าก็มิปาน ไม่ทันได้ยั่วยุอะไรเขาก็ทำท่าจะพุ่งเข้ามากัดคนแล้ว หากวันนี้ให้เขาสะบัดแขนเสื้อจากไปได้ง่ายๆ พรุ่งนี้ข่าวลือที่ว่า ‘สกุลเจียงแห่งแคว้นปอถูกบัณฑิตสูงส่งตั้งแง่รังเกียจ’ จะต้องกระจายไปทั่วเมืองหลวงแน่นอน
ถึงเวลานั้นพี่ชายก็จะลงเอยเหมือนเมื่อชาติที่แล้ว กลายเป็นหัวข้อสนทนาขบขันในหมู่ชนชั้นสูงพวกนั้น แล้วยังจะมีอนาคตอันใดให้พูดได้อีกเล่า
เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็เหลือบมองม้วนหนังสือเหล่านั้นและเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็แค่ถ้อยคำเพ้อฝันหลงละเมอของผู้เร้นกายในราชวงศ์ก่อนไม่กี่ม้วนเท่านั้น คู่ควรให้ท่านต้องปฏิบัติอย่างเคารพระมัดระวังถึงเพียงนี้เชียวหรือ เอาไปด้วยก็ดีเหมือนกัน จะได้เลี่ยงไม่ให้กลิ่นอายท้องนาป่าเขาเยี่ยงนั้นแปดเปื้อนห้องโถงข้า” นางเอ่ยเรียกไป๋เฉี่ยน “เฉี่ยนเอ๋อร์ ไปตักน้ำมาหน่อย แล้วจงสาดน้ำขัดถูพื้นอิฐที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นถือหนังสือเดินผ่านไปทุกๆ ก้าวให้ข้าด้วย ขัดให้แรงๆ สามเที่ยว!”
ไป๋เฉี่ยนที่ยืนเฝ้าอยู่นอกห้องโถงมาตลอดพอได้ยินคำสั่งก็รับคำในทันใด เดินไม่กี่ก้าวไปที่ด้านข้างแล้วยกโอ่งที่ใส่น้ำจนเต็มใบหนึ่งขึ้นมา คอยเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูเสียเลย ปานสีแดงบนใบหน้าดูดุร้ายจ้องบ่าวรับใช้คนนั้นด้วยสายตาวาวโรจน์ ท่าทางของนางดูไม่เหมือนเตรียมล้างพื้น กลับเหมือนเตรียมใช้โอ่งทุ่มคนให้ตายเสียมากกว่า