ที่แท้ในบรรดาชายหนุ่มที่ลงจากรถม้าทั้งหลายมีเฟิ่งหลีอู๋รัชทายาทแห่งต้าฉีอยู่ด้วยอย่างไม่คาดฝัน และคนที่อยู่ด้านข้างเฟิ่งหลีอู๋ก็คือฉินจ้าวนั่นเอง
แต่นี่ก็ไม่น่าแปลกสักนิด หลิวเพ่ยกับเฟิ่งหลีอู๋เดิมทีก็คือลูกพี่ลูกน้องกันอยู่แล้ว ทั้งสองคนต่างดำเนินไปตามหนทางของตนเอง ก่อนที่จะแย่งชิงอำนาจในใต้หล้า สายสัมพันธ์ของพี่น้องก็ยังลึกซึ้ง ทั้งสองจะเป็นสหายที่ดีต่อกันก็เป็นเรื่องปกติ
ด้วยเหตุนี้เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาใกล้ เจียงซิ่วรุ่นจึงอยู่ด้านหลังพี่ชายด้วยสีหน้าแข็งทื่อ ถวายความเคารพต่อรัชทายาท และน้อมเชิญบรรดาแขกผู้สูงศักดิ์เข้าไปนั่งภายในบ้าน
เฟิ่งหลีอู๋ผู้นั้นเป็นคนที่แสดงสีหน้าเย็นชามาตลอด ใบหน้าที่แสนหล่อเหลาปานล่มบ้านเมืองได้คล้ายแขวนไอหนาวไว้ตลอดทั้งปี อารมณ์ดีร้ายใดๆ ไม่อาจอ่านออกได้
ทว่าตอนที่เขาผ่านข้างกายเจียงซิ่วรุ่นไปกลับปรายตามองนางแวบหนึ่ง
ไม่ว่าอย่างไรตอนที่อยู่ในท้องพระโรง คนที่แนะนำตนเองต่อบิดาของเขาด้วยการ ‘หนุนเขนย’ ตามที่เขียนในพระราชสาส์นนั้นก็มีไม่มาก ต่อให้ไม่คู่ควรให้เปลืองความคิดกับตัวประกันของแคว้นที่อ่อนแอ แต่ก็ยังเหลือภาพประทับในใจอยู่บ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้
เพียงแต่วันนั้นเห็นชัดว่าคิ้วทั้งคู่ของคนตรงหน้าเหมือนอีกากางปีกบิน วันนี้พอได้เห็นอีกครา กลับเป็นคิ้วที่ได้รูป ดวงตางดงาม เป็นเด็กหนุ่มที่งามสง่าขึ้นมาอย่างฉับพลันผู้หนึ่ง
เมื่อดูเช่นนี้ต่อไปก็รู้สึกว่าตัวประกันแคว้นปอผู้นี้อาจไม่ใช่เด็กหนุ่มมุทะลุดื้อด้านเหมือนอย่างที่เขาเห็นในวันนั้นก็ได้
ในขณะที่สายตาซึ่งเหมือนไม้วัดฉากของเฟิ่งหลีอู๋กวาดผ่าน ในใจของเจียงซิ่วรุ่นก็อยากจะบีบคอหลิวเพ่ยที่พาหมาป่าเข้ามาในบ้านนางให้ตายไปเสียเหลือเกิน หากรู้ก่อนว่ารัชทายาทจะมา นางย่อมต้องเติมคิ้วด้วยดินสอถ่าน เพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกเขากล่าวหาว่าเป็น ‘หญิงงามปีศาจชักนำหายนะสู่บ้านเมือง’
นอกจากรัชทายาทแล้ว อีกหลายคนที่เหลือล้วนเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองลั่วอัน และเป็นคนที่เจียงซิ่วรุ่นรู้จัก
ในอีกหลายปีหลังจากนี้นางก็จะอยู่ในงานเลี้ยงที่เมืองลั่วอันแห่งนี้ เป็นคนที่แขนเสื้อยาวร่ายรำอย่างช่ำชองผู้นั้น เคยดื่มสุราร่ายกลอน เคยพูดคุยเรื่องบทกวีและบทเพลงกับหลายคนนี้
ตอนนั้นเพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คน นางทุ่มเทความพยายามไปกับหนังสือ ถึงแม้จะเรียนแค่เพียงผิวเผิน แต่เมื่อเทียบกับสตรีส่วนใหญ่ในเวลานี้ที่ไม่มีความรู้อะไร แม้แต่ตัวอักษรก็ไม่รู้จักแล้ว นางก็นับได้ว่าเป็นพวกที่อ่านหนังสือบทกวีอยู่บ่อยๆ ทำให้บุรุษจำนวนมากในเวลานั้นพากันทอดถอนใจด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวด
แต่เจียงซิ่วรุ่นรู้แก่ใจดีว่าน้ำหมึกในท้องของตนเองนั้น หากแสดงออกด้วยสถานะของบุรุษก็จะถูกมองว่าเป็นพวกพื้นฐานธรรมดาไป ดังนั้นเมื่อแขกทุกคนเข้านั่งประจำที่ ดื่มชาสนทนากันแบบเบาๆ นางจึงได้แต่ฟังอย่างสงบเงียบอยู่ด้านข้าง เพื่อจะได้ไม่ต้องแสดงความสามารถอันน้อยนิดของตนออกมาต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญจนตกเป็นหัวข้อเรื่องตลกขบขัน
เจียงจือก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน หลังจากพูดคล้อยตามผู้อื่นไปหลายประโยคก็พบว่าความรู้ที่ตนได้จากแคว้นปอก่อนหน้านี้ช่างผิวเผินเหลือเกิน ไม่มีทางเทียบกับผู้คงแก่เรียนอันสง่างามส่วนใหญ่ได้เลยแม้แต่น้อย จึงค่อยๆ หยุดพูดไป เหลือเพียงคอยฟังเงียบๆ อยู่ด้านข้าง และคอยสั่งบ่าวรับใช้ให้ยกน้ำชายกน้ำมาเป็นระยะๆ เลี่ยงไม่ให้แสดงความกระอักกระอ่วนออกมา
ท่ามกลางบัณฑิตคงแก่เรียนกลุ่มนี้ มีคนหนึ่งที่ชื่อฝานเซิง เป็นบัณฑิตลัทธิหรูคนสำคัญในเมืองลั่วอัน มองว่าตนมีความรู้ความสามารถเหนือผู้อื่น จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคนที่มีความสามารถธรรมดานัก