หญิงออกเรือนแล้วสองคนเดินผ่านถนนพากันหันกลับมามองครั้งแล้วมองเล่า ก่อนลดเสียงลงพูดว่า “ช่างเป็นคู่ที่น่าสงสารเสียจริง งามแทบจะกลายเป็นมนุษย์หยกแล้ว หากเป็นหนึ่งชายหนึ่งหญิง ถึงตอนนั้นชายหนุ่มมีความสามารถหญิงสาวมีความงดงาม เป็นมุกเรียงหยกประสาน ไม่รู้จะทำให้ผู้คนอิจฉามากเพียงใด”
ผู้พูดไม่ตั้งใจ แต่ผู้ฟังกลับครุ่นคิด แม้เฟิ่งหลีอู๋จะไม่แสดงสีหน้าใด แค่ยืนอยู่ที่หัวมุมถนน แต่รอบด้านกลับคล้ายแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบน่ากลัวออกมาเป็นระลอก
เขารู้สึกแต่เพียงว่าหญิงออกเรือนแล้วสองคนนั้นที่เดินผ่านไปตาบอดเป็นอย่างมาก จะดูความเหมาะสมออกที่ใดกัน
แต่ตอนที่เขาเดินเข้าไปใกล้ กลับจำชายหนุ่มแคว้นปอรูปร่างสูงผู้นั้นได้แล้ว นั่นมิใช่บัณฑิตผู้มีความสามารถแซ่จีที่เห็นในงานเลี้ยงที่ซุ่นเต๋อหรืออย่างไร
พริบตานั้นความคิดในใจเฟิ่งหลีอู๋พลันล่องลอย นึกถึงเรื่อง ‘เหมยเขียวม้าไม้ไผ่’ ที่เจียงซิ่วรุ่นเคยพูดถึงขึ้นมาได้ ราวกับเป็นจริงขึ้นมาทันที…จดหมายฉบับนั้นคงไม่ได้เป็นการแสดงความคิดถึงที่ไม่ได้พบกันมาเนิ่นนานกระมัง
คิดถึงตรงนี้เขาก็สาวเท้าก้าวใหญ่ราวกับดาวตกเดินเข้าไปรับจดหมายฉบับนั้นมาเสียเลย จากนั้นก็กล่าวกับองครักษ์ด้านหลังอย่างเย็นชาว่า “จับคนผู้นี้เอาไว้!”
องครักษ์ทำตามคำสั่ง จับจีอู๋เจียงไว้ทันที
จีอู๋เจียงกลับไม่ดูแตกตื่นลนลาน เพียงฉวยโอกาสคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวกับเฟิ่งหลีอู๋อย่างนอบน้อมว่า “ตัวแทนแคว้นปอจีอู๋เจียงถวายบังคมรัชทายาท”
เฟิ่งหลีอู๋ฟังจนเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย ถามอย่างเย็นชา “ทูตแคว้นปอ? เหตุใดข้าจำได้ว่าก่อนนี้ไม่นานเจ้ายังเป็นขุนนางต่างแคว้นของเจ้าเมืองซุ่นเต๋ออยู่เลย”
จีอู๋เจียงกลับสงบนิ่งเยือกเย็น เพียงกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้กระหม่อมรับตำแหน่งอยู่ในวังแคว้นปอ แต่เนื่องจากป่วยจึงออกจากตำแหน่ง และปิดบังชื่อแซ่ เปิดร้านค้าอยู่ตามตลาดทุกหนแห่งเพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น กับเจ้าเมืองซุ่นเต๋อก็เพียงแค่รู้จักกันแบบพอเห็นก็รู้สึกถูกชะตา ไม่มีอะไรอื่น ไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นขุนนางต่างแคว้นเลยพ่ะย่ะค่ะ หลายวันก่อนปออ๋องต้องการใช้งานพวกคนเก่าแก่อย่างเร่งด่วน จึงเรียกตัวกระหม่อมกลับไปที่วัง ยามนี้รับคำสั่งของปออ๋องเป็นตัวแทนมายังแคว้นต้าฉี เพียงถือโอกาสนำจดหมายจากบิดาผู้เมตตามาให้กับบุตรชายฉบับหนึ่งด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิ่งหลีอู๋พิจารณาจีอู๋เจียงด้วยสายตาเยียบเย็น ที่ข้างเอวของชายหนุ่มคนนี้ผูกป้ายคำสั่งพิเศษที่มอบให้ตัวแทนแต่ละแคว้นที่เข้าเมืองเอาไว้จริงๆ และสองวันมานี้แคว้นปอก็ส่งทูตมาจริงๆ
เพียงแต่คณะทูตของทุกแคว้นในเมืองหลวงมีมากมาย แคว้นปอนั้นไม่ถูกมองว่าสำคัญ จึงถูกจัดไปไว้ด้านหลัง น่าจะต้องเจ็ดแปดวันให้หลังถึงจะถูกเรียกเข้าเฝ้า
แต่เรื่องเหล่านี้ย่อมมีผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบ เฟิ่งหลีอู๋มองดูผู้ที่ชื่อจีอะไรผู้นี้แล้วไม่ถูกชะตาเลย เพราะฉะนั้นคืนนี้อีกฝ่ายต้องทนทรมานอยู่ในคุกแล้ว
ด้วยเหตุนี้รัชทายาทก็คร้านจะฟังคำพูดต่อจากนั้นของอีกฝ่ายแล้วเช่นกัน เพียงสาวเท้าก้าวไปยังข้างกายเจียงซิ่วรุ่นที่ยืนตะลึงอยู่ข้างรถม้า ขมวดคิ้วพลางพูดว่า “จะมองดูเขาอีกนานหรือไม่ ขึ้นรถม้า!”
เจียงซิ่วรุ่นรีบมุดเข้าไปในรถม้า ส่วนเฟิ่งหลีอู๋ก็ตามขึ้นไป
ขณะทั้งคู่นั่งอยู่ในรถม้า เฟิ่งหลีอู๋ไม่พูดอันใด เพียงใช้นิ้วเรียวยาวพลิกม้วนซองจดหมายหนังแพะนั่น คิ้วขมวดขณะพิจารณาอยู่เที่ยวหนึ่ง
เจียงซิ่วรุ่นไม่รู้ว่าในจดหมายมีถ้อยคำไม่ดีงามอันใดอยู่หรือไม่ ชั่วขณะนั้นจึงนั่งตัวตรงอย่างกระวนกระวายใจ
“เหงื่อออกเยอะเชียว เช็ดสักหน่อยเถอะ” จู่ๆ รัชทายาทก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้นาง
เจียงซิ่วรุ่นถึงได้พบว่าเวลานี้ตนเองมีเหงื่อไหลมาตามลำคอ จึงฝืนยิ้มเจื่อนอย่างช่วยไม่ได้ และเช็ดให้สะอาดด้วยสีหน้าเหยเก
ทั้งคู่ต่างไม่พูดไม่จากันอยู่เช่นนี้ตลอดทางจนกลับไปถึงจวนรัชทายาท
เฟิ่งหลีอู๋ตรงดิ่งไปนั่งขัดสมาธิบนเสื่อหอมในห้องหนังสือ แล้วหยิบมีดเงินเล่มหนึ่งจากโต๊ะเริ่มตัดเปิดซองจดหมายหนังแพะ แล้วล้วงจดหมายผ้าไหมเนื้อบางละเอียดด้านในออกมา
เจียงซิ่วรุ่นคุกเข่าอยู่ตรงนั้น นางยื่นหน้าเข้าไปอย่างระวังตัวสุดขีด คิดจะเหลือบมองดูสักเล็กน้อย เพื่อจะรับมือได้ง่ายหน่อย
จนปัญญาที่เฟิ่งหลีอู๋เหมือนอ่านความคิดของนางออก จึงจงใจชูจดหมายผ้าไหมผืนนั้นเอาไว้สูงๆ ไม่ยอมให้นางอ่าน!
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 23 พ.ค. 69