เฟิงซุ่นอินมองดูเขาเดินออกไปหลายก้าวแล้วถึงค่อยๆ เดินตามพร้อมกับสงบจิตใจลง นางมองออกนานแล้วว่าทุกวันนี้เขาทำอะไรคาดเดาไม่ได้ เช้าวันนี้ตื่นมานางก็ตัดสินใจแล้วว่าแค่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างสงบก็พอ
ชางเฟิงจูงม้าของแต่ละคนมาที่หน้าประตูจวน พลธนูเลือกมาแค่สิบนาย นับว่าเดินทางได้เรียบง่ายคล่องตัว
เซิ่งอวี่ก้าวเดินเร็วออกมาส่งหมวกม่านแพรให้ เฟิงซุ่นอินสวมแล้วเดินออกจากประตูจวน จากนั้นเหยียบโกลนขึ้นหลังม้าโดยไม่พูดอะไร นางมองด้านข้างหนหนึ่ง ตัดสินใจว่าวันนี้จะทำตัวเป็นคนว่าง่ายเชื่อฟังทุกอย่าง
มู่ฉางโจวขึ้นม้าข้างๆ นาง เขาไม่ได้พกอาวุธไปด้วย ชุดที่สวมหลวมสบายตัว แค่บริเวณแขนเสื้อกับเอวยังคงกระชับเข้ารูป มองผิวเผินแทบดูไม่ออกแล้วด้วยซ้ำว่าเป็นการแต่งกายของนักรบ เขามองนางปราดหนึ่งก่อนขี่ม้านำทางไป
แค่เดินเล่นในตัวเมืองเท่านั้นจริงๆ
พวกเขาเดินตามทางไปถึงถนนใหญ่ ตลอดเส้นทางครึกครื้นละลานตา ชาวบ้านที่สวมชุดชาวหู พ่อค้าที่จูงลา ต่างเดินถนนกันโดยหลบเลี่ยงม้าของทางการ เพียงแต่เสียงเร่ขายของหลากภาษารอบข้างนั้นดังขึ้นไม่ขาดสาย
นอกจากงานสรงน้ำพระเมื่อครั้งก่อน ความจริงเฟิงซุ่นอินไม่เคยเห็นสภาพเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว นางกวาดตามองสองฟากทาง ก่อนจะหันมองมู่ฉางโจวที่อยู่ด้านหน้าฝั่งขวา
มู่ฉางโจวหันกลับมาแล้ว ก่อนมองไปทางด้านหลังนางกะทันหัน “ทางด้านนั้นมีเหตุการณ์น่าสนใจที่ที่ฉางอันไม่มีแน่นอน อินเหนียงจดบันทึกสิ่งที่พบเห็น เหตุใดไม่นึกสนใจเล่า”
เฟิงซุ่นอินหันไปมองทางด้านหลัง ข้างถนนมีเจดีย์เล็กๆ สามชั้นก่อขึ้นด้วยหิน คนที่ดูคล้ายพ่อค้าชาวหูจำนวนหนึ่งกำลังกราบไหว้อยู่รอบๆ ปากพึมพำเหมือนกำลังสวดอธิษฐาน น่าจะเป็นสาวกต่างศาสนานอกดินแดนซีอวี้ ไม่เคยเห็นที่ฉางอันมาก่อนจริงๆ
นางมุ่นหัวคิ้ว ช่างรับมือได้ยากเสียจริง ทว่าตอนที่หันหน้ากลับมาก็เอ่ย “เมื่อครู่นี้มองเห็นแล้ว แต่เห็นพี่รองมู่เดินผ่านไปแล้วจึงไม่ได้เรียกให้หยุดลง ถึงอย่างไรขากลับมาค่อยมองดูโดยละเอียดสักรอบหนึ่งก็ได้เหมือนกันเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวเองก็ไม่ได้หยุดลง เขาหันกลับไปเดินหน้าต่อ “เช่นนั้นเป็นความผิดของข้า หากมีอะไรที่อยากดูอีก เจ้าบอกให้ข้าหยุดก็พอ”
เฟิงซุ่นอินหันไปให้ความสนใจกับรอบข้างต่อ ในใจคิดว่า ยังบอกอีกว่าไม่ใช่ข้ออ้าง นี่ตั้งใจมาชมทิวทัศน์เป็นเพื่อนข้าจริงๆ ที่ใดกัน นึกไม่ถึงว่าจะเจ้าเล่ห์ถึงขั้นนี้
ยังดีที่ตลอดทางไม่ได้มีเหตุการณ์แปลกประหลาดอะไรอีก เมื่อถึงสุดปลายถนนใหญ่แล้วเลี้ยวไปบนถนนที่ปลีกวิเวกสายหนึ่ง รอบด้านก็เงียบสงบลงไม่น้อยทันควัน
ด้านหน้าพลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังมา ที่นั่งอยู่บนหลังม้าคือหูเป้ยเอ๋อร์ เขานำคนจำนวนหนึ่งมาด้วย คล้ายกำลังลาดตระเวนอยู่ เมื่อเข้ามาใกล้ก็รั้งม้าหยุดแล้วยกมือทำความเคารพมู่ฉางโจว จากนั้นมองเฟิงซุ่นอิน ราวกับนึกไม่ถึงว่าจะมาบังเอิญเจอกันที่นี่ “เดิมทีวันนี้ท่านผู้บัญชาการควรพักผ่อน ไฉนถึงออกจากจวนอีกแล้วเล่าขอรับ”
มู่ฉางโจวเอ่ย “มาชมเมืองเป็นเพื่อนฮูหยิน”
หูเป้ยเอ๋อร์กระจ่างแจ้งขึ้นมา เขาเหลือบมองเฟิงซุ่นอินอีกครั้ง เหตุใดวันนั้นเลือกพาเดินทางไปบนเส้นทางที่มีอุปสรรค วันนี้กลับมาเดินเล่นในเมืองเป็นเพื่อนอีก เขาคิดไม่ตกจริงๆ ปากฉีกยิ้มเอ่ย “หากวันหน้าฮูหยินเขียนตำราเสร็จจริงๆ เช่นนั้นก็นับเป็นยอดคนด้านอักษรอันดับสองของเหลียงโจวพวกเราแล้ว!”
เขาชอบพูดเสียงดังเป็นปกติ กระทั่งเฟิงซุ่นอินยังรู้สึกรำคาญ จึงจงใจถาม “ผู้ใดเป็นอันดับหนึ่ง?”
หูเป้ยเอ๋อร์ตอบทันควัน “จะยังเป็นผู้ใดได้ ย่อมเป็น…” พูดพร้อมมองไปทางมู่ฉางโจว ก่อนจะเงียบปากลงกะทันหัน
เฟิงซุ่นอินมองไปทางมู่ฉางโจวอย่างห้ามไม่อยู่ นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ไปยังจวนผู้บัญชาการใหญ่ก็ได้ยินฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่หลิวซื่อพูดเหมือนกันว่าเขาไม่ชอบให้คนยกเรื่องสมัยเด็กขึ้นมาพูด คงไม่อยากพูดถึงแล้วจริงๆ กระมัง
ถึงอย่างไรเขาก็แตกต่างจากในอดีตมากแล้ว ไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงจริงๆ
มู่ฉางโจวถาม “เจ้ามาที่นี่มีธุระ?”
หูเป้ยเอ๋อร์ที่กำลังกลุ้มว่าจะเปลี่ยนเรื่องอย่างไรรีบตอบทันที “วันนี้เป็นเวรข้านำลาดตระเวนตรวจสอบการป้องกันเมือง ท่านผู้บัญชาการต้องการไปตรวจสอบด้วยตนเองหรือไม่ขอรับ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “เช่นนั้นก็ไปแล้วกัน”
เฟิงซุ่นอินได้ยินแล้วโล่งอกขึ้นมาทันที นางดึงบังเหียนหมายย้อนกลับ “ถ้าอย่างนั้นข้าขอกลับก่อน วันนี้ไม่ได้ออกไปทำงานข้างนอกอยู่แล้ว ข้าไม่ติดตามไปแล้วเจ้าค่ะ”
หูเป้ยเอ๋อร์โบกมือสั่งให้พลธนูส่งฮูหยินกลับไปทันที ทว่าได้ยินมู่ฉางโจวเอ่ยว่า “ไม่ต้อง เจ้าตามข้ามา”
เฟิงซุ่นอินชะงักมองไป
หูเป้ยเอ๋อร์เองก็มองเขาอย่างคาดไม่ถึง