ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 16-18
มู่ฉางโจวหันกลับมาขี่ม้าไปทางฝั่งขวาของเฟิงซุ่นอิน มือดึงสายบังเหียนในมือนางเล็กน้อย รั้งม้าที่เดิมทีเตรียมเปลี่ยนทิศทางของนางกลับมา ก่อนก้มหน้ามองนางแล้วเอ่ยใกล้กับหูขวาของนาง “อินเหนียงไม่เจ็บเอวแล้วไม่ใช่หรือ”
“…” เฟิงซุ่นอินนึกถึงเหตุการณ์ครั้งก่อนที่ถูกเขาบังคับกุมสายบังเหียนพากลับเข้าเมืองขึ้นมาทันที นางยื่นมือไปดึงสายบังเหียนกลับมา
มู่ฉางโจวปล่อยมือแล้วขี่ม้านำหน้า นางเองก็ได้แต่ติดตามไปอย่างเชื่อฟัง
มีเพียงหูเป้ยเอ๋อร์ที่มองสลับไปมาระหว่างพวกเขาอยู่หลายรอบ รู้สึกอยู่ตลอดว่าวันนี้ระหว่างพวกเขาสองสามีภรรยาคล้ายมีบางอย่างไม่ถูกต้อง เหตุใดถึงเหมือนงัดข้อกันอยู่เลยเล่า แต่หากให้บรรยายโดยละเอียดก็บอกไม่ถูก
ถนนเบื้องหน้าเป็นทางไปประตูเมืองทิศเหนือ
เฟิงซุ่นอินมาถึงเหลียงโจวจนวันนี้ถึงเพิ่งเคยมาเยือนประตูเมืองทิศเหนือเป็นครั้งแรก เพียงเพราะทิศเหนืออยู่ติดกับภูเขา สภาพภูมิประเทศได้เปรียบที่สุด ซ้ำยังอยู่ใกล้กับจวนผู้บัญชาการใหญ่ ปกติแล้วประตูนี้มีขุนนางเดินทางเข้าออกเป็นหลัก ไม่ใช่ประตูเมืองหลักในการเข้าออก
ราวสองเค่อต่อมา หลังเดินทางถึงประตูเมืองทิศเหนือพวกเขาก็หยุดลงแล้วทยอยกันลงจากหลังม้า
เฟิงซุ่นอินลงจากหลังม้าแล้วไม่ได้เงยหน้า ต่อให้ตอนนี้ประตูเมืองทิศเหนืออยู่ตรงหน้า ทั้งยังมีหมวกม่านแพรช่วยบดบังก็ยังคงอดทนไม่หันมองไปบนกำแพงเมือง เพราะมู่ฉางโจวกำลังยืนอยู่ด้านข้างห่างไปไม่ใกล้ไม่ไกล
ทหารรักษาเมืองรีบลงมาคารวะ “ไม่ทราบว่าท่านผู้บัญชาการจะมาตรวจสอบด้วยตนเอง ทหารเพิ่งซ่อมแซมอาวุธเสร็จ วางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ ประเดี๋ยวจะจัดเก็บให้เรียบร้อยทันทีขอรับ” พูดจบก็มองเฟิงซุ่นอินที่อยู่ด้านหลังทีหนึ่ง เขาเข้าเวรอยู่ตามประตูเมืองทิศต่างๆ เคยเห็นฮูหยินท่านนี้ตามออกไปทำงานข้างนอก แต่ไม่เคยเห็นเวลาที่มาตรวจสอบงานทางการทหารโดยเฉพาะแล้วยังพานางมาด้วย
มู่ฉางโจวมองไปข้างหลังปราดหนึ่ง ก่อนเดินขึ้นหน้า “ไม่เป็นไร”
เฟิงซุ่นอินเองก็ได้แต่เดินตามไป
ทันทีที่ขึ้นไปบนกำแพงก็มีลมแรงพัดเข้าใส่ มองเห็นเส้นขอบฟ้าไกลโพ้น ทุกสิ่งรอบตัวแลเห็นได้ถนัดตา
หมวกม่านแพรของเฟิงซุ่นอินถูกลมพัดจนเลิกเปิด นางมองดูรอบด้านเงียบๆ…อาวุธถูกวางเรียงรายระเกะระกะทั้งสองฝั่งรอให้เก็บเข้าที่ ด้านซ้ายเป็นจุดวางแนวเฝ้าระวัง มีหอสังเกตการณ์ทรงสี่เหลี่ยมสูงประมาณหนึ่งตัวคน แต่เดิมทีประตูเมืองทิศเหนือก็สูงอยู่แล้ว พอมาตั้งไว้ตรงนี้จึงยิ่งสูงเด่น มองแล้วก็รู้ว่าใช้สำหรับสังเกตการณ์ทั่วทั้งตัวเมืองและบริเวณนอกเมือง
นางเหลือบตามองออกไปนอกเมือง จากตรงนี้มองเห็นภูมิประเทศรอบด้านอย่างชัดเจนเป็นพิเศษ กระทั่งลักษณะของภูเขาสูงที่อยู่ห่างออกไปก็ยังเห็นได้ชัด แต่เวลานี้นางทำได้เพียงมองดูรอบข้างอย่างลวกๆ แสร้งทำเป็นผู้ชมที่รู้สึกแปลกใหม่กับการขึ้นมาบนกำแพงเมืองเป็นครั้งแรก
“นับอาวุธให้เรียบร้อยแล้วเอาไปเก็บเสีย!” หูเป้ยเอ๋อร์เดินตามขึ้นมาพร้อมตะโกนสั่ง เขาบ่นพลางเดินตรวจสอบแนวป้องกันของกำแพงเมืองด้านขวา
ทหารรักษาเมืองรีบผงกศีรษะพร้อมสั่งให้คนมายกอาวุธไปเก็บเข้าคลังทันที
เฟิงซุ่นอินเองก็ไม่ได้ดูจำนวน เพียงกวาดตามองออกไปนอกเมืองคล้ายกำลังชมทิวทัศน์
มู่ฉางโจวมองนางจากด้านข้างอยู่นาน เห็นนางดูเหมือนไม่สนใจสักนิดก็ยกมุมปาก รวบชายชุดเดินไปขึ้นหอสังเกตการณ์ที่อยู่ด้านข้าง
เฟิงซุ่นอินไม่สามารถได้ยินเสียงจากทางฝั่งซ้าย ตอนผินหน้าไปถึงเพิ่งเห็นว่าเขาขึ้นไปแล้ว นางเงยหน้ามองเขาครู่หนึ่ง เม้มริมฝีปากยืนอยู่ด้านล่างพลางครุ่นคิดว่าเขากำลังใคร่ครวญเรื่องอะไรอีก…
“อินเหนียงรู้สึกว่าการป้องกันที่นี่นับว่าแน่นหนาดีหรือไม่” เสียงของเขาดังมาจากเหนือศีรษะกะทันหัน
เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้น พบว่าเขานั่งยองอยู่บนหอ กำลังมองลงมาที่นาง เพียงพริบตาเดียวทั้งสองคนกลายเป็นอยู่ใกล้กันขึ้นมา ดวงตานางมองไปรอบๆ ทำตัวคล้ายรู้เรื่องเพียงผิวเผิน “น่าจะกระมังเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวชี้ไปที่หอสังเกตการณ์นี้ “สมัยอยู่ที่สกุลเฟิงเคยได้ยินท่านเสนาบดีเฟิง…” เขาชะงักแล้วเปลี่ยนคำ “ท่านพ่อตาบอกว่าความสำคัญของกิจทหาร อันดับหนึ่งคือการสังเกตการณ์ ภูมิประเทศทิศเหนือของเมืองอยู่สูงที่สุด สามารถสังเกตการณ์ได้ทั้งในและนอกเมือง ด้วยเหตุนี้จึงตั้งหอสังเกตการณ์ขึ้นมา”
เฟิงซุ่นอินได้ยินเขาพูดถึงบิดากะทันหัน อีกทั้งเรียกว่า ‘พ่อตา’ นางก็มองเขาทีหนึ่ง ทั้งที่เป็นสามีภรรยากันแล้ว แต่พอได้ยินเขาเรียกเช่นนี้เป็นครั้งแรกยังคงรู้สึกไม่คุ้นชิน
ต่อมานึกขึ้นได้ว่าเหตุใดเขาถึงเริ่มพูดคุยเรื่องพวกนี้กับนางอย่างเปิดเผย คล้ายคิดว่านางเข้าใจทุกอย่างอย่างไรอย่างนั้น นางชำเลืองมองใบหน้าของเขาอีกครั้ง เห็นแววตาเขากำลังจ้องมองตนเองด้วยความมั่นอกมั่นใจเช่นนั้นอีกแล้วดังคาด
“ท่านผู้บัญชาการ ตรวจสอบเสร็จแล้วขอรับ!” หูเป้ยเอ๋อร์ตะโกนเสียงดังมาจากอีกด้านหนึ่ง
มู่ฉางโจวลุกขึ้นมองตรวจสอบจากข้างบนรอบหนึ่งเช่นกัน จากนั้นหันตัวนั่งยองๆ ลงอีกครั้งพร้อมยื่นมือมาหานาง
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ยืนนิ่งอยู่วูบหนึ่งถึงยื่นมือออกไป
มู่ฉางโจวมองนาง ก่อนชำเลืองมองเชือกที่ติดอยู่กับผนังหอสังเกตการณ์ด้านล่าง “ข้านึกว่าอินเหนียงรู้ว่าต้องยื่นสิ่งนี้ให้”
เฟิงซุ่นอินย่อมรู้ว่านั่นคือเชือกที่ใช้ผูกบันไดไม้แบบหย่อนของหอสังเกตการณ์ หากยื่นให้เขา เขาก็จะสามารถปลดเชือกลง ใช้บันไดนี้ลงมาทางฝั่งที่นางยืนอยู่ ไม่จำเป็นต้องลงมาจากอีกฝั่ง นี่เอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน
นางเลิกม่านโปร่งขึ้นด้วยมืออีกข้าง ก่อนเอ่ยเหมือนเพิ่งตามสถานการณ์ทัน “ข้าเพียงนึกว่าพี่รองมู่ต้องการให้ข้าช่วยจับ ที่แท้มิใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นข้าไปเรียกพวกเขามาแล้วกันนะเจ้าคะ” พูดจบก็ตั้งใจเก็บมือพร้อมหันตัวกลับ
แต่จู่ๆ มือของนางกลับถูกรั้งไว้แน่น นางหันไปเห็นมู่ฉางโจวจับมือข้างนั้นของนางแล้วกระโดดลงมาเองอย่างคล่องแคล่ว เขาออกแรงมากเกินไปจนเกือบทำให้นางยืนได้ไม่มั่นคง โชคดีที่เขาออกแรงจับดึงตัวนางเอาไว้
นิ้วมือของเฟิงซุ่นอินรู้สึกหนักอึ้ง ถูกบีบแน่นจนแทบชา นางเม้มปากเงียบๆ มองเขาทีหนึ่ง
เขาปล่อยมือนางออก มือที่ปล่อยลงข้างลำตัวกำหลวมๆ สายตามองวนบนใบหน้านางรอบหนึ่ง ก่อนอมยิ้มมุมปาก ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้นเหมือนตอนที่ใช้คันธนูกักตัวนางวันนั้น
Comments



