เมื่อวานนี้ซือตัวได้รับคำสั่งให้ไปตามหาเฉินเซ่าอย่างลับๆ
ที่ต้องตามหาคนผู้นี้เพราะหลายวันก่อนนายน้อยให้คนขี่ม้าเร็วส่งจดหมายไปที่เมืองหลวงตะวันออกเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้เผยจี้ทราบและหาวิธีการรับมือ เผยจี้ตื่นตระหนกตกใจ ในเวลาอันสั้นจึงยังไม่มีแผนรับมือที่ดี แต่เหอจิ้นซึ่งกลับไปยังเมืองหลวงตะวันออกแล้วได้บอกชื่อคนผู้นี้มา จึงมีการนัดพบอีกฝ่ายในวันนี้
“มีคนมาแล้ว!”
ตะวันลับขอบฟ้า ท้องนภาพลันสลัวลง ซือตัวเอ่ยขึ้นมาเบาๆ คำหนึ่งพลางกระโดดลงจากที่สูงแล้วเดินเข้าไปตรวจสอบดู
ไม่นานเขาก็พาคนผู้หนึ่งเข้ามาแล้วค้อมคำนับบอก “นายน้อย คนมาแล้วขอรับ”
“องค์ชายไม่หาข้า ข้าก็จะมาหาองค์ชายอยู่แล้ว ข้ารับคำสั่งจากคุณชายเผยมา มีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบขอรับ”
เฉินเซ่าทำความเคารพแล้วกล่าวอย่างนอบน้อม
กลางดึกที่ริมลำธารสายเดียวกันนั้น เฉิงผิงนั่งอยู่เพียงลำพังใต้แสงจันทร์
ย่างเข้าเดือนสิบเอ็ดแล้ว สายลมยามราตรีพัดพาความหนาวเหน็บเข้ากระดูกมาหลายระลอก พระจันทร์นอกเมืองฉางอันดวงใหญ่กว่าในเมืองอย่างเห็นได้ชัด ทอแสงเย็นยะเยือกดุจน้ำค้างแข็งสีขาวแผ่คลุมไปทั่วผืนป่าอันกว้างใหญ่ไพศาล เสียงระฆังบอกเวลายามจื่อดังขึ้นมาจากวัดป่าที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งไม่รู้ว่าซ่อนตัวอยู่มุมใดของป่าเขารกร้างแห่งนี้ ผ่านไปนานจึงเกิดเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น มีคนย่ำลงบนกอหญ้าเดินออกมาจากป่า
“เจ้าต้องการพบข้าหรือ”
แสงจันทร์ส่องสะท้อนใบหน้าบุรุษที่ซีดเซียวและมีรอยแผลเป็นแนวตรงจากกระบี่ เขาจ้องมองด้านหลังศีรษะของคนที่อยู่ข้างหน้าแล้วเอ่ยขึ้น
เฉิงผิงแหงนหน้าขึ้น กรอกสุราอึกสุดท้าย ก่อนจะเหวี่ยงแขนโยนถุงหนังว่างเปล่าทิ้งไปไกล
“พระราชนัดดามานานแล้วกระมัง ซ่อนตัวอยู่ในป่า ใช่ได้รับความสนุกสนานไปอีกแบบหรือไม่” เฉิงผิงกล่าวเสียงเยียบเย็นโดยไม่ได้หันหน้ามา
ผู้มาคือหลี่เหยียน เขาย่อมฟังออกถึงถ้อยคำประชดประชันในคำพูดของเฉิงผิง อีกฝ่ายเยาะหยันเขาที่ระมัดระวังเกินไป แต่เขามีหรือจะสนใจเรื่องเหล่านี้ เพียงยิ้มอย่างไม่แยแส
เฉิงผิงหันหน้ามา อาศัยแสงจันทร์มองหลี่เหยียนแวบหนึ่งแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
“ดูเหมือนท่านอยู่ในฉางอันจะมีผู้สูงส่งอีกคนคอยปกป้อง ซ่อนตัวได้ดีเพียงนี้ นั่งตกปลาอยู่บนแท่นอย่างสงบ* ทั้งยังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ไม่น้อย”
“จู่ๆ เจ้าก็อยากพบข้า มีเรื่องอันใด” หลี่เหยียนไม่พูดมากแม้ครึ่งคำ เพียงย้อนถามเช่นนี้
“เผยเอ้อร์ถูกลอบสังหารก่อนแต่งงาน เป็นฝีมือท่านใช่หรือไม่”
หลี่เหยียนนิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะผงกศีรษะ “ใช่ ไม่มีประโยชน์ให้ใช้งานแล้ว เขามีชีวิตอยู่ ข้าก็จะมีศัตรูที่แข็งแกร่งเพิ่มมาอีกคน ถึงจะไม่อยากทำ แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น”
นัยน์ตาดำมืดของเฉิงผิงคล้ายมีแสงจันทร์ส่องสะท้อนดุจน้ำแข็งที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยผุดขึ้นมาวาบหนึ่ง เขากระโดดลงมาจากก้อนหินอย่างคล่องแคล่ว
“นับว่าท่านยังรู้การควรไม่ควร ไม่ได้แตะต้องเผยกง ไม่เช่นนั้นจะต้องกลายเป็นศัตรูที่ไม่ตายไม่เลิกรา และท่านคงไม่โชคดีเช่นนี้แล้ว”
“เผยกงชื่อเสียงบารมีเลิศล้ำ ซื่อสัตย์จริงใจมีเมตตา ไม่เป็นภัยต่อข้าแม้แต่น้อย เหตุใดข้าต้อง…” หลี่เหยียนดูเหมือนจะพลันเข้าใจอะไรบางอย่าง แววตาสั่นไหวเล็กน้อยขณะมองเฉิงผิง “คำพูดนี้ของเจ้าหมายความว่าอย่างไร”
เฉิงผิงเดินมาถึงเบื้องหน้าอีกฝ่ายท่ามกลางแสงจันทร์ “โชคของท่านมาถึงแล้ว เรื่องที่เผยเอ้อร์ถูกฮ่องเต้กักบริเวณท่านน่าจะรู้กระมัง”
หลี่เหยียนพยักหน้าเล็กน้อย “ว่ากันว่าคนที่สังหารคังอ๋องในอุทยานส่วนพระองค์คือเขา”
“ท่านเชื่อหรือไม่”
หลี่เหยียนแววตาสาดประกายเย็นเยียบ นิ่งเงียบลง