เขายืนนิ่งอยู่กลางฝูงชนแน่นขนัดที่มาเข้าร่วมพิธีอยู่นอกประตูวังหลวง มองจ้องไปข้างหน้าตาไม่กะพริบ เกี้ยวเจ้าสาวค่อยๆ หยุดลงที่ด้านหลังประตูวัง ขณะขุนนางกรมพิธีการประกาศการมาถึงของเจ้าสาว เขาก็สาวเท้าเข้าไปแล้วยื่นมือเลิกม่านเกี้ยวขึ้นเบาๆ
นับตั้งแต่เหตุการณ์ที่หอชิงเยวี่ยในวันนั้นจนถึงตอนนี้ ทั้งสองเพิ่งได้พบหน้ากันอีกครั้ง
หลูเหวินจวินสวมชุดงามหรูแวววาวไปด้วยเครื่องประดับ คิ้วดำปากแดง มีผ้าคลุมหน้าปักลวดลายติดแผ่นทองครึ่งผืนคลุมปิดดวงหน้างดงามบอบบางดุจหยกดั่งหิมะไว้บางๆ
เดิมก็เป็นคนงามหยาดเยิ้ม ยิ่งแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างประณีตงดงามเช่นนี้ก็เรียกได้ว่างามเลิศล้ำเป็นหนึ่งไม่มีสอง ดึงดูดใจกระชากวิญญาณผู้คน
หลูเหวินจวินเงยหน้าขึ้น สองตาพลันสบประสานกับบุรุษหนุ่มต่างเผ่าตรงหน้าที่ช่วยยกม่านขึ้นให้นางผู้นี้ ทว่าหลังจากมองสบตากันเป็นเวลาสั้นๆ ปลายขนตาของนางก็สั่นไหวเบาๆ คล้ายตกใจและขวยอาย นางหลุบตาลงแล้วก้มหน้า ดวงหน้างามถูกผ้าปิดคลุมไปครึ่งหนึ่งไม่อาจมองเห็นแล้ว
ส่วนลึกของดวงตาเฉิงผิงคล้ายมีแสงริบหรี่ชัดเจนระริกไหวขึ้นมาหลายจุดเพราะความงามที่ปรากฏเพียงครู่เดียวนี้ แต่ไม่นานแสงริบหรี่นั้นก็จางหายไปราวกับตะเกียงที่น้ำมันแห้งขอด มุมปากของเขายกยิ้มอย่างที่ควรเป็น หลุบคิ้วถอนสายตา จากนั้นก็ทำตามคำชี้นำของขุนนางกรมพิธีการที่อยู่ข้างกาย รับคนออกจากเกี้ยวโดยจับผ่านแขนเสื้อแล้วส่งขึ้นรถเจ็ดหอม* จากนั้นเขาก็พลิกตัวขึ้นหลังม้า
ภายใต้การติดตามจากคนของเฉิงผิงและผู้ติดตามเจ้าสาวจำนวนมากที่ราชสำนักพระราชทานให้ ขบวนเคลื่อนจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกจนสุดถนนใหญ่ประตูเฉิงเทียนอันคึกคัก ในที่สุดก็ออกจากประตูไคหย่วนที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฉางอัน พาหลูเหวินจวินออกจากเมือง
องค์หญิงใหญ่ยืนอยู่หลังธรณีประตูวังเพียงลำพัง มือข้างหนึ่งถือผ้าเช็ดหน้า มืออีกข้างเกาะประตู สองตาเต็มไปด้วยความห่วงพะวง มองตามเงาด้านหลังรถเจ้าสาวที่เคลื่อนห่างออกไป กระทั่งอะไรก็มองไม่เห็นแล้วแต่ยังคงยืนอยู่เป็นนานไม่ยอมจากไป
เมื่อเดือนก่อนหลังจากบุตรสาวกลับมาจากหอชิงเยวี่ย ชีวิตขององค์หญิงใหญ่ก็ตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะขู่เข็ญ บีบบังคับ หรือเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวอย่างไร หลูเหวินจวินก็ยืนกรานว่านางได้ใช้โอกาสที่ไปอุทยานส่วนพระองค์ลอบพบกับเฉิงผิงด้วยความสมัครใจ อีกทั้งหลังจากบุรุษผู้นั้นพาตัวนางไปแล้วทั้งสองก็อยู่ในหอชิงเยวี่ยโดยตลอด ไม่ได้แยกจากกันแม้ชั่วขณะ
ถึงองค์หญิงใหญ่จะมีอำนาจมากมาย แต่ก็ไม่สามารถปิดปากคนที่ลอบวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ทั้งหมด คราแรกด้วยความโกรธอย่างที่สุดนางถึงกับเคยคิดจะสังหารชาวหูผู้นั้นเสียเพื่อตัดขาดความลุ่มหลงของบุตรสาว เมื่อเปรียบกับความเจ็บปวดที่จะต้องถูกทรยศและถูกเมินเฉยในวันข้างหน้าที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าแล้ว ความเสียหายต่อชื่อเสียงในวันนี้จะนับเป็นอะไรได้ รอให้คลื่นลมลูกนี้สงบลง ด้วยฐานะของบุตรสาวนางไม่ต้องกังวลว่าจะหาสามีที่ดีไม่ได้ แต่เพราะถูกสามีนางยับยั้งไว้ หลังจากสงบสติอารมณ์ลงแล้วนึกถึงฐานะที่ชาวหูผู้นั้นเป็นตัวแทนของต่างแคว้น นางจึงได้แต่จำใจเป็นที่สุด อดกลั้นฝืนทน กัดฟันจนแทบแตก จากนั้นก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าถึงชาวหูผู้นั้นจะฉวยโอกาสนี้ไปขอให้ฮ่องเต้พระราชทานสมรส นางก็จะไม่ยอมรับปากโดยง่าย แม้จะเป็นการขัดพระราชโองการก็ตามที แต่ใครจะรู้ว่าคนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต ถึงกับเกิดเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้น
เยี่ยซวี่อวี่เดินมาถึงเบื้องหลังนาง
“เสด็จอาหญิงวางใจเถิด ข้าจะปกป้องเหวินจวินให้ดี พานางกลับมาคืนให้ท่านอย่างไม่มีอะไรบอบช้ำแน่นอน”
นางมองเงาด้านหลังขององค์หญิงใหญ่พลางกล่าวเสียงเบาแล้วทรุดตัวลงแสดงคำนับ
องค์หญิงใหญ่รีบหันหน้ามา ครั้นเห็นเยี่ยซวี่อวี่คุกเข่าลงคำนับตนจึงรีบหมุนตัวมากุมแขนนางยับยั้งไว้
“ข้าต้องแสดงคำนับ” เยี่ยซวี่อวี่กล่าวพลางจับมือองค์หญิงใหญ่ออก ยืนกรานจะคำนับขอบคุณอีกฝ่าย “การคำนับครั้งนี้ไม่เพียงแสดงถึงความเคารพและความขอบคุณที่ข้ามีต่อเสด็จอาหญิงกับเหวินจวิน แต่ยังเป็นการขอบคุณแทนชาวเมืองฉางอันและอาณาประชาราษฎร์ในใต้หล้าอีกด้วย หากไม่ใช่เพราะเหวินจวินไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใด องอาจห้าวหาญเอาตัวเข้าเสี่ยงอันตราย และหากไม่ใช่เพราะเสด็จอาหญิงเข้าใจหลักทำนองคลองธรรมอย่างลึกซึ้ง ยอมรับปากและไม่ตำหนิข้าที่พาเหวินจวินไปเสี่ยงอันตราย จะมีโอกาสกวาดล้างผู้ก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองและกำจัดภัยพิบัติที่แอบแฝงของราชสำนักได้อย่างไร การคำนับครั้งนี้ไม่มีค่าพอที่จะกล่าวถึง เป็นสิ่งที่ข้าสมควรทำ นอกจากสิ่งนี้แล้วข้าก็ไม่มีวิธีอื่นใดที่จะแสดงถึงความซาบซึ้งใจที่ข้ามีต่อเสด็จอาหญิงได้ เสด็จอาหญิงโปรดรับไว้ด้วยเถิด”
องค์หญิงใหญ่มองหลานสาวคุกเข่าลงคำนับตนอย่างเป็นทางการ ขอบตาก็อดร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้